กระดุมเม็ดแรก
ผมกำลังทำบ้านครับ ตอนนี้อยู่ในช่วงทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลเรื่องท็อปครัว ดูไปดูมาก็เอนเอียงมาทางหินแกรนิตมากกว่าหินอ่อนและหินสังเคราะห์ ได้รุ่นที่ต้องการเรียบร้อย เหลือแค่จ่ายเงิน แต่การบรรยายของ ดร.สิงห์ อินทรชูโต ดันทำให้ผมลังเล
บ่ายวันนั้น ในห้องสัมมนาเรื่องความยั่งยืน อาจารย์สิงห์พูดถึงหินสังเคราะห์แบรนด์ SONITE ที่ทำจากเศษเปลือกไข่ แม้ว่าจะเป็นสไลด์ที่เปิดแค่ไม่กี่วินาที แต่ภาพและคอนเซปต์ของมันเตะและติดตาผมดีเหลือเกิน

หลังงานผมถามอาจารย์สิงห์ตรง ๆ ในฐานะผู้ออกแบบว่า มันแข็งแรงน่าใช้จริงไหม อาจารย์ยืนยันว่าแข็งแรงทนทานแน่นอน ที่บ้านอาจารย์ก็ใช้มาหลายปี ยังไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วก็เปิดรูปในโทรศัพท์ให้ผมดู มันเป็นภาพท็อปครัวสีเทาที่ข้างในเหมือนมีเศษพลาสติกเป็นแฉกประกายดาว สวยกว่าทำจากเศษเปลือกไข่ที่ผมเห็นในสไลด์อีก
“ข้างในเป็นเรซิ่นที่เหลือจากการผลิตกระดุม” อาจารย์สิงห์อธิบายแล้วส่งเบอร์ SONITE มาให้พร้อมกับบอกว่า เข้าไปดูของจริงที่โชว์รูมดีกว่า

‘SONITE Innovative Surfaces’ เป็นบริษัทผู้พัฒนาวัสดุที่โดดเด่นเรื่องความยั่งยืนแบบไม่ซ้ำใคร แล้วผลิตออกมาเป็นหินสังเคราะห์ ของตกแต่งบ้าน และโมเสก
ผมเดินทางมาที่โชว์รูมเพียงสาขาเดียวซึ่งอยู่ที่บริษัทในซอยลาดพร้าว 80 ในอาณาจักรโรงงานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ผ่านโรงงานทำซิป เลี้ยวเข้าสู่โรงงานกระดุม ก็ถึงที่หมาย ก่อนจะเริ่มคุยเรื่องสินค้า ผมขอถามถึงความเป็นมาของบริษัทว่าทำไมถึงมาอยู่กลางดงโรงงานสิ่งทอเช่นนี้ ได้ความว่า
ตรงนี้เป็นโรงงานของ บริษัท ยูเนี่ยนบัททึ่นคอร์ปอเรชั่น จำกัด ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 อยู่ในเครือสหยูเนี่ยน มีผู้ก่อตั้งและผู้บริหารใหญ่คือ คุณสุเมธ ดารกานนท์ ธุรกิจหลักคือการผลิตกระดุม เมื่อ คุณน๊อพ-นิติพันธุ์ ดารกานนท์ ลูกชายเรียนจบด้านวิศวกรรมเคมี กลับมาช่วยงานที่บ้านในช่วงธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงหดตัว ก็ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ๆ จากกระดุม สู่โมเสก หินสังเคราะห์ และของตกแต่งบ้าน ซึ่งนำเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรและขยะขวดพลาสติกจากทะเลมาใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญ เป็นนวัตกรรมที่สดใหม่ ออกแบบได้เฉียบขาด และมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจมาก น่าสงสัยว่าทำไมถึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเลย คำตอบคือ ที่นี่เพิ่งเริ่มต้นทำการตลาด เน้นสื่อสารกับนักออกแบบเป็นหลัก ยังไม่ได้บุกตลาดไปแนะนำตัวกับผู้บริโภค
ได้ยินดังนั้น ผมก็สลับโหมดเปลี่ยนหมวกมาคุยเรื่องงานก่อน
“ถ้าผมอยากสัมภาษณ์คุณน๊อพ จะได้คิวเร็วที่สุดเมื่อไหร่ครับ”
ติดกระดุม
1 สัปดาห์ให้หลัง ผมได้กลับมานั่งที่โชว์รูมแห่งนี้อีกครั้ง ห้องนี้อยู่ชั้นล่างของบริษัท เป็นทั้งโชว์รูมและห้องรับแขก รอบห้องมีตัวอย่างวัสดุต่าง ๆ ในรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์จริงและสินค้าตัวอย่างให้ทดลองสัมผัส
ตรงหน้าของผมคือคุณน๊อพ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผู้ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์เหล่านี้

ยุคแรกบริษัทยูเนี่ยนบัททึ่นผลิตกระดุมเพียงอย่างเดียว และผลิตในจำนวนมหาศาล เพราะยุคนั้นอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเฟื่องฟูมาก เสื้อผ้าก็มีแพตเทิร์นไม่มาก แต่ละแบบผลิตซ้ำอย่างยาวนาน หนำซ้ำในยุคนั้นก็ยังไม่ได้ต้องการกระดุมที่หลากหลายมาก การผลิตแต่ละล็อตจึงเดินเครื่องกันแบบยาว ๆ
การผลิตกระดุมเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเครื่องจักร เนื่องจากกระดุมแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน คนต้องตั้งค่าเพื่อผสมวัสดุให้ได้คุณสมบัติ สีสัน และความหนาตามที่ต้องการ จากนั้นก็ผลิตวัสดุออกมาเป็นแผ่น แล้วปั๊มแม่พิมพ์ลงไปเพื่อตัดกระดุมออกมาเป็นเม็ด ๆ เศษที่เหลือก็กลายเป็นขยะ ยุคนั้นตั้งเครื่องครั้งหนึ่งเดินเครื่องได้ยาวเป็นเดือน ๆ

“จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนวงการแฟชั่นปรับตัวเข้าสู่ฟาสต์แฟชั่น แต่ละแบบผลิตน้อยลง มีช่วงผลิตสั้นลง จำนวนต่อแบบน้อยลง แล้วกระดุมก็มีความหลากหลายเฉพาะตัวขึ้น จากที่เคยตั้งเครื่องแล้วผลิตไปเลย 3 เดือน กลายเป็นเดี๋ยวนี้ครึ่งวันก็ต้องตั้งเครื่องใหม่แล้ว ทำให้ต้องใช้แรงงานเข้มข้นขึ้น” คุณน๊อพเล่าถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของบริษัทที่มาพร้อมภาวะค่าแรงแพงขึ้น และแรงงานที่มีทักษะในตลาดน้อยลง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตสิ่งทอของไทยก็สูงตามจนทำให้หลายบริษัทย้ายฐานการผลิต อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอของไทยล้มหายไปเรื่อย ๆ ความต้องการกระดุมก็ยิ่งลดลง
แกะกระดุม
“เราต้องทำสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่ม” คุณน๊อพเล่าถึงความคิดแรกเมื่อกลับมาทำงานที่บ้าน หลังจากเรียนจบวิศวกรรมเคมีจากสหรัฐอเมริกา ช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเล็กน้อย
แต่จะแข่งกับโรงงานอื่นและประเทศอื่นอย่างไร เมื่อใคร ๆ ก็ซื้อเครื่องจักรรุ่นเดียวกันได้ ถ้าใช้เครื่องแบบเดียวกัน ก็ผลิตได้เหมือนกัน ต้องมาแข่งกันที่ราคา ค่าแรงจึงเป็นตัวแปรสำคัญ
สิ่งที่วิศวกรอย่างเขาทำ คือพยายามลดต้นทุน เพื่อชดเชยกับค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น แล้วเขาก็ระดมวิศวกรในบริษัทตั้งทีมเฉพาะกิจคิดค้นเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อผลิตสินค้าที่แตกต่าง ทำให้ช่วยประหยัดต้นทุนค่าเครื่องจักรนำเข้าในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งได้
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทางออก

ปลุกโมเสก
“ผมทดลองธุรกิจใหม่” คุณน๊อพเล่าไอเดียใหม่ที่เกิดขึ้นในวันนั้น “เราพบว่ามีคนเอากระดุมไปทำงานคราฟต์เยอะ เช่น เย็บบนหมอน ตุ๊กตา หรือแม้กระทั่ง Scrapbook ตลาดคราฟต์ในสหรัฐฯ ค่อนข้างใหญ่ เติบโตเร็วมากในช่วงนั้น พอเห็นก็คิดว่าทำอะไรได้บ้าง ก็กลายเป็นโมเสกงานคราฟต์”
คุณน๊อพหยิบตัวอย่างยื่นให้ดู ในถุงพลาสติกขนาดเล็กเป็นชิ้นโมเสกให้ซื้อไปต่อเล่น แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ไอเดียที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนบริษัทได้
“ผมไปเจอลูกค้าคนหนึ่งตอนไปออกงานที่อิตาลี เขาอยู่ที่ลียงในฝรั่งเศส” คุณน๊อพเล่าว่าทริปที่ไปเยี่ยมลูกค้าคนนั้นต้องผ่านปารีส เขาเลยแวะเดินเล่นแบบไร้จุดหมาย แข้งขาก็พาเขาเดินตามคนอื่นเข้ามาในโบสถ์เก่าแก่แห่งหนึ่ง สายตาของเขาสะดุดเข้ากับความงามของภาพโมเสกกระจกขนาดใหญ่บนผนังโบสถ์ เขานึกในใจว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนทำแล้ว อีกไม่นานก็คงจะเป็นงานฝีมือที่หาคนทำได้ยาก
“ถ้าติดโมเสกกระจกในบ้าน แตกขึ้นมาก็อาจจะอันตรายกับเด็ก เราทำกระดุม ถนัดเรื่องเรซิ่นพลาสติกอยู่แล้ว ลองเอาเรซิ่นมาทำโมเสกขายเพื่อแต่งบ้านน่าจะดี” นั่นคือความคิดของนักทำกระดุมที่วาบขึ้นในปารีส


ด้วยความที่มีทีมวิศวกรที่พร้อมพัฒนาเครื่องจักรจึงลองทำกัน เริ่มจากการรีดเรซิ่นออกมาเป็นแผ่น แล้วใช้ที่ตัดพิซซ่าตัดออกเป็นชิ้น เขาตั้งใจจะทำให้เป็นงานคราฟต์แต่งบ้านสำหรับขายในตลาดที่สหรัฐฯ ส่วนตลาดที่คุ้นเคยกับโมเสกดีอยู่แล้วอย่างยุโรป ก็ขายเป็นทางเลือกให้ใช้แทนกระจก เพราะราคาถูกกว่า เบากว่า ใช้งานง่ายกว่า ง่ายขนาดที่ทุกคนติดเองได้


เซรามิกที่มีอยู่ในตลาดทำจากเซรามิกและแก้ว แต่เขาเปลี่ยนเกมด้วยการใช้เรซิ่นซึ่งทำง่ายกว่า ถ้าเป็นเซรามิกหรือแก้ว แต่ละลายต้องทำหลายพันตารางเมตร แต่พอเป็นเรซิ่นที่เครื่องเล็กกว่าก็สั่งทำ เปลี่ยนสี เปลี่ยนทรง เฉพาะงานแบบไม่ซ้ำใครในโลกได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่เรซิ่นมีทั้งความบางและความยืดหยุ่น จึงใช้ติดพื้นผิวที่ไม่แบนราบ เช่น เสาทรงกลม ได้แบบแนบสนิท

“โมเสกจากเรซิ่นทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า เบากว่า ขนส่งง่ายกว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องการแตกหักระหว่างขนส่ง เราส่งข้ามประเทศผ่าน DHL ด้วยเครื่องบินได้ แต่เซรามิกต้องลงเรืออย่างเดียว เรซิ่นหนักแค่ 1 ใน 3 ของเซรามิก ความหนาจาก 6 – 8 มิลลิเมตร ก็เหลือแค่ 2 มิลลิเมตร พื้นที่ในการขนส่งหายไป 2 – 3 เท่า ความเบาทำให้ขนง่าย ติดตั้งก็ง่าย ใช้ปูนกาวแค่ 1 ใน 3 ของเซรามิก เซรามิกติดกันด้วยตาข่ายเชือกด้านหลัง แต่เรซิ่นติดด้วยฟิล์มใสที่อยู่ด้านหน้า พอติดผนังเสร็จก็ยังไม่ต้องลอกฟิล์ม รอจนงานประปา งานสีทำเสร็จ ค่อยแกะออกมายาแนว มันก็ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนระหว่างก่อสร้างได้ด้วย”

คุณน๊อพอธิบายเรื่องความยั่งยืนต่อว่า เรซิ่นมาจากปิโตรเคมีก็จริง แต่เราใช้ติดมันบนกำแพงอยู่ได้เป็นสิบปี และถ้ามองในเรื่องการปล่อยคาร์บอนในระหว่างการผลิตคิดเป็นพื้นที่ต่อตารางเมตรของสินค้า โมเสกเรซิ่นปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าโมเสกเซรามิก 40 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งเป็นเรซิ่นรุ่นที่ผสมแกลบเข้าไปด้วย ปล่อยน้อยกว่าถึง 55 เปอร์เซ็นต์
แล้วก็ยังมีการพัฒนาที่มาของเรซิ่นให้มีส่วนผสมของขวดพลาสติกใช้แล้ว ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยก็ลดลงไปอีก
งานหิน
ในระหว่างที่ทำโมเสก คุณน๊อพก็ทำอีกโปรเจกต์ควบคู่ไปด้วยกัน
Solid Surface หรือ หินสังเคราะห์ หรือ หินเทียม เป็นวัสดุใหม่มากในช่วงก่อนปี 2000 คุณน๊อพสนใจถึงขนาดบินไปอบรมเรื่องวัสดุตัวนี้ถึงสหรัฐฯ แบบจริงจัง แต่กลับมาก็ยังคิดไม่ตกว่าจะพัฒนาธุรกิจตัวนี้แบบจริงจังยังไง เพราะเขาอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งไกลจากอุตสาหกรรมก่อสร้างเยอะมาก เขาเลยทำการทดลองมากกว่าทำการตลาด
หินสังเคราะห์ในยุคแรกที่คุณน๊อพทำเป็นวัสดุเนื้อเดียวกันทั้งชิ้น ซึ่งทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เขาคุ้นเคยดีจากการทำกระดุม ดูเรียบ ๆ ไม่แตกต่างจากหินสังเคราะห์อื่น ๆ ในตลาด จนกระทั่งเขาได้พบกับอาจารย์สิงห์ ซึ่งเพิ่งกลับมาทำงานที่ไทยได้ไม่นาน พอได้คุยกัน อาจารย์สิงห์ก็สนใจขยะเรซิ่นที่เหลือจากการปั๊มกระดุม ซึ่งนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ไม่ได้ เนื่องจากกระดุมต้องทนความร้อนสูงเพื่อไม่ให้ละลายเวลาโดนเตารีด ทางเดียวที่จะหลอมได้คือต้องเอาไปเผา แต่ละลายแล้วก็รีไซเคิลกลับมาเป็นกระดุมอีกรอบไม่ได้ จึงต้องทำลายด้วยการเผาหรือฝังกลบซึ่งใช้เวลาย่อยสลายนานมาก
“อาจารย์สิงห์เสนอให้เอาเศษเรซิ่นที่เหลือจากการทำกระดุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำหินสังเคราะห์ ในเมื่อใส่เข้าไปแล้วก็ต้องโชว์ให้เห็นด้วย เราเลยเลือกเฉพาะเศษกระดุมสีขาวล้วน” คุณน๊อพเล่าถึงจุดเริ่มต้นของหินสังเคราะห์ยุคใหม่

แล้วคุณน๊อพก็นำข้อได้เปรียบจากการทำกระดุมมาใช้ คือการผสมวัสดุและสีอะไรก็ได้ หินสังเคราะห์ของคุณน๊อพเลยมีความเป็นไปได้มากมาย แต่เพื่อให้ง่ายกับการเลือก เขาทำสีหลักไว้ 5 สี แต่ถ้าอยากได้สีอะไรก็สั่งได้หมด เพราะต้องวัดขนาดแล้วขึ้นงานใหม่ให้ทุกงานอยู่แล้ว
อีกสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการทำกระดุม คือการออกแบบเฉพาะชิ้น ผสมสีอะไรก็ได้ ทำเนื้อแบบไหนก็ได้
คุณน๊อพตั้งชื่อแบรนด์ว่า SONITE มาจากคำแรกของคำว่า Solid Surface รวมกับคำท้ายของ Granite ที่แสดงถึงความแข็งแรง และเปิดเป็นบริษัท SONITE Innovative Surfaces ใน พ.ศ. 2553 โดยเขารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการถึงปัจจุบัน
เชี่ยวกาก
อาจารย์สิงห์เป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้ Starbucks เมื่อเห็นปัญหากากกาแฟเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากจึงเอามาพัฒนาเป็นวัตถุดิบเพื่อทำท็อปโต๊ะ ทีแรกใช้กากกาแฟ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเรซิ่น เพื่อรักษาความแข็งแรงทนทานและความสวยงาม ถ้าใส่กากกาแฟมากไปก็จะมีสีดำจนย้อมสีไม่ได้ ไม่น่าใช้งาน แต่ปัจจุบันก็พัฒนาขึ้นจนผสมกากกาแฟได้มากถึง 40 – 50 เปอร์เซ็นต์
เมื่อผลิตท็อปโต๊ะจากกากกาแฟได้ก็ขายคืนให้ร้าน Starbucks นำไปใช้ภายในร้าน รวมถึงต่อยอดเป็นจานรองแก้วใช้ในร้านด้วย
คุณน๊อพจึงเห็นโอกาสว่านำวัสดุ Upcycling เหล่านี้ไปพัฒนาเป็นถาด จาน ชาม เพื่อใช้ในบ้านได้ รวมถึงเครื่องประดับ ซึ่งนี่คือทางที่จะเข้าใกล้ผู้บริโภคได้มากที่สุด

จากกากกาแฟก็มาสู่ขยะที่เหลือจากภาคอาหารและการเกษตร เริ่มตั้งแต่เปลือกไข่ แกลบ ใยมะพร้าว และขยะจากขวดพลาสติกในทะเล
หินสังเคราะห์ที่ผสมเปลือกไข่ดูเหมือนหินขัด (Terrazzo) ใยมะพร้าวดูเหมือนหญ้า นอกจากจะผสมสีสันได้หลากหลายแล้ว ก็ยังขัดผิวหน้าของวัสดุให้เรียบเนียนเหมือนหินสังเคราะห์ทั่วไป หรือลูบแล้วยังรู้สึกถึงผิวสัมผัสของสิ่งที่อยู่ข้างในก็ได้ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย


วัสดุดี
พอทำสินค้าหลากหลายชนิดขึ้นเรื่อย ๆ คุณน๊อพก็ตั้งคำถามว่า บริษัทของเขาทำอะไรกันแน่
“เราเป็นผู้พัฒนาวัสดุ แล้วนำวัสดุเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทำเป็นกระเบื้อง เป็นเครื่องประดับ เป็นท็อปโต๊ะ และอีกมากมาย” นั่นคือคำตอบ
“เราไม่อยากทำธุรกิจแบบฟอกเขียว” คุณน๊อพพูดหนักแน่น “เราไม่อยากแค่โฆษณาว่าสินค้าเรายั่งยืน แต่มันต้องมีอิมแพกต์จริง เลยต้องเลือกของเสียที่จะเอามาใช้ ต้องมีจำนวนมากพอ หาได้อย่างต่อเนื่อง ถ้ามีออร์เดอร์ล็อตใหญ่มาเราจะได้ผลิตได้ แล้วก็ต้องสวย ต้องมีเอกลักษณ์ของวัสดุ มีความสม่ำเสมอของสี ถึงจะเป็นขยะจากธรรมชาติ แต่เราก็ต้องควบคุมคุณภาพของทุกรอบได้ เราเลยใช้วิธีการใส่สีเข้าไป ช่วยให้ทุกล็อตออกมาใกล้เคียงกันที่สุด”
คุณน๊อพย้ำว่าทุกงานพัฒนาขึ้นจากความสวยงาม เขาอยากให้คนซื้อเพราะสวย พอรู้ว่ามันคือวัสดุ Upcycling ก็ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นไปอีก
คุณน๊อพพาพวกเราไปเดินทัวร์บริษัทและโรงงานเพื่อให้เห็นการใช้งานจริงของสินค้าทั้งหมด ซึ่งใช้อยู่ในห้องน้ำ ห้องครัว ผนัง พื้น ในลิฟต์ รวมถึงถูกใช้เป็นพื้นในโรงงานเพื่อเป็นการทดสอบความแข็งแรงด้วยการใช้งานจริงแบบสมบุกสมบัน
คุณน๊อพยืนยันว่าความแข็งแรงของหินสังเคราะห์ SONITE ซึ่งไส้ในเป็นของเสียจากการผลิตต่าง ๆ แข็งแรงไม่ต่างจากหินสังเคราะห์ที่วางขายในตลาด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเลือกการใช้งานให้เหมาะสม เช่น ถ้าไส้ในเป็นแกลบโดนน้ำได้ แต่ไม่ควรนำไปแช่น้ำ
“การติดตั้งสำคัญมาก” คุณน๊อพพูดถึงปัจจัยสำคัญที่กำหนดความแข็งแรง “ถึงคุณใช้แกรนิตแต่ติดตั้งไม่ดีมันก็มีปัญหา ดังนั้นจึงต้องให้ทีมวิศวกรของเราออกไปวัดพื้นที่และติดตั้งเอง”
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่เห็นหินสังเคราะห์ของ SONITE วางขายเป็นแผ่นสำเร็จรูปตามร้านขายวัสดุก่อสร้างชั้นนำ
“เรามีโมเสกสำเร็จรูปไปขายบ้าง แต่ยังไงจุดเด่นของเราก็คือการสั่งทำ ส่วนหินสังเคราะห์เราอยากให้เข้ามาคุยกับทีมของเราก่อนมากกว่า ตอนนี้เรายังไม่ได้ทำการตลาดกับผู้บริโภคมากนัก เราเน้นไปออกงานแฟร์ต่างประเทศบ้าง ในประเทศบ้าง แล้วก็คุยตรงกับกลุ่มนักออกแบบตกแต่งภายใน”

ส่วนสินค้าประเภทของแต่งบ้านมีวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง แต่ถ้าอยากให้เอาวัสดุพวกนี้ขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็คุยกันได้ งานที่มีคนขอให้ทำมากที่สุดคือถ้วยรางวัลกับงานศิลปะนานารูปแบบ
เห็นแล้วก็อยากสดุดีวัสดุดี ๆ เหล่านี้จริง ๆ

Earth-life Balance
ก่อนกลับ ผมแอบถามถึงโปรเจกต์ต่อไป ได้ความว่ากำลังนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 2 ตัวมาพัฒนา ซึ่งเป็นตัวที่คนคาดไม่ถึง และให้ลวดลายแตกต่างจากที่มีอยู่
“นี่คือไส้ในถังแก๊ส” คุณน๊อพชี้ให้ดูฐานของเก้าอี้ซึ่งเป็นไฟเบอร์สีขาว เขาว่าเมื่อถังแก๊ส LPG หมดอายุการใช้งาน ต้องนำไปกำจัด เหล็กด้านนอกก็นำไปหลอม ส่วนไฟเบอร์ที่เป็นไส้ในคือขยะจำนวนมหาศาลที่ต้องหาทางทำลายทิ้งอย่างเดียว ตอนนี้อาจารย์สิงห์กำลังหาทางพัฒนามาเป็นเฟอร์นิเจอร์

จากการผลิตกระดุมกลายมาเป็นวัสดุ Upcycling มากมาย ตอนนี้เลยเป็นช่วงเวลาที่นำวัสดุเหล่านี้กลับไปทำกระดุมด้วย แต่คุณน๊อพบอกว่านักออกแบบรู้และสนใจเรื่องนี้น้อยมาก ตอนนี้ส่วนใหญ่จะสนใจกันแต่ที่มาของผ้า ถ้าเขารู้ว่ากระดุมที่ยั่งยืนก็มีและออกแบบยังไงก็ได้ เขาน่าจะเล่นกับกระดุมมากขึ้น
“โลกเรามีวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ทุกคนรู้ว่าต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่บางคนก็ไม่อยากแลกความสวยงามในชีวิตประจำวันกับความยั่งยืน เราอยากเป็นคำตอบให้คนกลุ่มนี้ คุณจะได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งความรับผิดชอบต่อโลกและความสวยงาม” คุณน๊อพสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของ SONITE เอาไว้เช่นนี้

Website : sonitesurfaces.com




