ชวนินทร์ และ อมรพรรณ บัณฑิตกฤษดา เป็นทายาทรุ่นสองที่ต้องรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวอย่างกะทันหัน ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝัน และมีแรงกดดันแสนหนักหนา
20 ปีที่แล้ว พวกเขาสูญเสียคุณพ่อ ดร.วิทยา บัณฑิตกฤษดา ไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
นอกจากเป็นผู้นำของครอบครัว ท่านยังเป็นผู้นำธุรกิจที่เริ่มต้นจากการให้บริการขนย้ายสิ่งของในบ้านเป็นรายแรก ๆ ของไทย ก่อนพัฒนาจนเป็น ‘JWD’ ธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ตั้งแต่วันที่คำนี้ยังไม่แพร่หลายในไทย
ในวันนั้น บริษัทกำลังเติบโตและใช้เงินลงทุนไปมหาศาล จนมีหนี้สินอยู่หลักหลายร้อยล้านบาท และพี่น้องทั้ง 2 คนในวัย 29 ปีต้องแสวงหาหนทางให้กับบริษัทนี้ต่อไป
“ตอนนั้นมัน Do or Die ไม่ทำก็เจ๊ง ครอบครัวล่มสลาย สิ่งที่พ่อสร้างมาจะหายไป วันนั้นไม่ได้คิดอะไร ทำงานอย่างเดียว ตายเป็นตาย” ชวนินทร์ ผู้รับช่วงต่อตำแหน่ง CEO ต่อจากคุณพ่อ เล่าสถานการณ์บีบหัวใจในช่วงเวลานั้น
ด้วยความพยายาม 8 ปีต่อมา พวกเขาร่วมกันบริหารจัดการหนี้สินในบริษัทที่เคยมีได้ทั้งหมด
10 ปี พวกเขานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำเร็จ ขยายการบริการให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น และไปในระดับภูมิภาค
18 ปี พวกเขาร่วมกิจการกับบริษัทระดับประเทศอย่าง SCG Logistics กลายเป็น SCGJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และบริหารจัดการซัพพลายเชนครบวงจร ให้บริการคลังสินและการขนส่งครบทุกรูปแบบ ทั้’บก ราง เรือ อากาศ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม เช่น ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย รถยนต์และอะไหล่ อาหาร ยาและเวชภัณฑ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ตั้งแต่ระดับบุคคล SME ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จนบริษัทตั้งสโลแกนไว้ว่า ‘โลกของโลจิสติกส์ไม่เคยมีขีดจำกัดที่นี่’
ปัจจุบัน SCGJWD ให้บริการทั้งในไทยและอาเซียน ดำเนินการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีรายได้มากกว่า 2.4 หมื่นล้านต่อปี (ข้อมูลใน พ.ศ. 2567) โดยชวนินทร์ยังคงรับบทบาทประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และอมรพรรณ เป็นกรรมการบริษัทและผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล / ฝ่ายบริหารจัดการสำนักงาน และจัดซื้อ / ฝ่ายตรวจสอบภายใน

The Cloud และ Family Business Asia นัดพบทายาททั้งสองเพื่อพูดคุยกัน ไม่ใช่เรื่องวิธีการทำธุรกิจให้สำเร็จเป็นหมื่นล้าน ไม่ใช่การวิเคราะห์ธุรกิจโลจิสติกส์ที่พวกเขาเล่าต่อสาธารณชนมามากแล้ว แต่เป็นเรื่องแนวคิดการสานต่อธุรกิจครอบครัว ภายใต้เหตุการณ์ไม่คาดฝัน กดดัน บีบคั้น ให้เจริญเติบโตได้อย่างงอกงามและเป็นมืออาชีพ
เผื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าทายาทธุรกิจ รวมทั้งผู้ประกอบการ พร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคได้แบบ Do or Die
ธุรกิจ : SCGJWD (ควบรวมจาก 2 บริษัท คือ JWD InfoLogistics และ SCG Logistics)
ประเภท : โลจิสติกส์และซัพพลายเชนครบวงจรระดับอาเซียน
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2522
อายุ : 46 ปี
ผู้ก่อตั้ง : วิทยา บัณฑิตกฤษดา
ทายาทรุ่นสอง : ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา, อมรพรรณ บัณฑิตกฤษดา
วิสัยทัศน์ของพ่อ


จุดเริ่มต้นของ JWD เริ่มจากการเล็งเห็นโอกาส การกล้าลองและกล้าเสี่ยงของคุณพ่อวิทยา
ใน พ.ศ. 2522 วิทยาเล็งเห็นว่าเริ่มมีชาวต่างชาติย้ายเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น และยังไม่ค่อยมีบริษัทในไทยที่ดูแลเกี่ยวกับการขนย้ายสิ่งของระหว่างประเทศ เขาจึงก่อตั้งบริษัท JVK (บริษัท เจวีเค อินเตอร์เนชันแนล มูฟเวอรส์ จำกัด) เพื่อทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ รับขนย้ายสิ่งของสารพัด รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงและรถยนต์ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นหลัก
เมื่อบริการได้ดีในธุรกิจใหม่ที่มีความต้องการและยังไม่ค่อยมีใครทำ จึงเกิดการบอกต่อและขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สำนักงาน และโรงงานมากขึ้น
ระหว่างทาง วิทยาค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจไปด้วย เช่น ร่วมลงทุนในธุรกิจสายการบิน ตั้งแต่ที่ภาครัฐยังไม่ได้เปิดให้มีการทำธุรกิจการบินเสรีอย่างแน่ชัด โดยให้อมรพรรณเข้าไปร่วมทำงาน รวมถึงลงทุนทำคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่ท่าเรือแหลมฉบังกว่า 50 ไร่
ส่วนชวนินทร์เห็นคุณพ่อทำงานและตระหนักดีว่าธุรกิจที่ครอบครัวทำเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้เขาได้ร่ำเรียนสูง ๆ เขาจึงเริ่มเข้ามาช่วยกิจการตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ก่อนไปเรียนปริญญาโทต่อที่ต่างประเทศ และกลับมาดูแลธุรกิจคลังและการขนส่งกระจายสินค้าหรือ JWD (JVK Warehouse & Distribution) ที่ขณะนั้นแยกออกมาเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความคาดหวังของคุณพ่อที่เห็นว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้ดีในอนาคต

ผู้นำจำเป็น ในวันที่พ่อจากไป
แต่ทำได้เพียง 3 ปี เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2548
“คุณพ่อจากไปแบบกะทันหันโดยไม่ได้มีแผนเรื่องการส่งต่อธุรกิจเลย แต่ในวันนั้น ตัวแทนของพ่อคือเรา เราต้องขึ้นมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คุยกับครอบครัวและพนักงานเดิมที่ทำงานมากับพ่อ ดูว่ามีอะไรที่ต้องจัดการตรงหน้าบ้าง
“หลัก ๆ คือหนี้สินจากการลงทุนขยายธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการหลายร้อยล้านบาท ตอนนั้นคลังที่สร้างที่แหลมฉบังก็ยังไม่เสร็จดีเลย ในฐานะผู้จัดการมรดก เราต้องไปคุยกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อขอจัดตารางการผ่อนชำระใหม่ ขายทรัพย์สินที่มี ทำงานใช้หนี้ไปทุกเดือน
“แต่เราไม่ได้กังวลอะไร รู้สึกว่าพ่อวางรากฐานไว้แล้ว เราแค่ต้องต่อยอดมันให้ได้ เป้าหมายมีไว้พุ่งชนอย่างเดียว” ชวนินทร์เล่าความท้าทายที่เขาเผชิญ
เพื่อให้เดินหน้าไปได้อย่างไม่ติดขัด เขากับพี่สาวที่ร่วมทำงานในธุรกิจนี้อยู่แล้ว ตกลงแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน
ชวนินทร์เป็นกองหน้า บุกตลาดเพื่อหาลูกค้าและพาร์ตเนอร์ธุรกิจ สร้างรายได้ให้กิจการอย่างเร็วที่สุด
อมรพรรณเป็นกองหลัง ดูแลจัดการงานหลังบ้าน ทั้งการเงิน บุคคล จัดซื้อ เพื่อให้ชวนินทร์เดินหน้าได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ
ในสถานการณ์ที่วิกฤต บางครอบครัวอาจทะเลาะกันจนแตกหัก แต่ครอบครัวบัณฑิตกฤษดาพูดคุยและร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี

“เราไม่ได้เริ่มต้นจากการมีสมบัติอะไร มีแต่หนี้ เป้าหมายเดียวร่วมกันของเราคือทำให้ธุรกิจรอดเพื่อใช้หนี้และเลี้ยงดูครอบครัวให้ได้ ทำให้แม่ไม่ต้องกังวล ถ้ามามัวแต่ทะเลาะกันคงไม่ต้องทำอะไรพอดี
“เราไม่ได้คิดถึงเรื่องการขัดแย้งกัน เพราะเราเคารพในความสามารถของเขา (ชวนินทร์) อยู่แล้ว สิ่งที่เราทำคือสนับสนุนให้เต็มที่ ถ้ามีอะไรต้องแก้ไขก็เรียนรู้และปรับกันไป ไม่มีการมากล่าวโทษหรือตำหนิกัน” พี่สาวกล่าวถึงวิธีการทำงานร่วมกันแบบพี่น้องที่สื่อสารกันตลอดเวลา
นอกจากมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้น อีกหนึ่งกลุ่มคนที่ช่วยให้พวกเขาผ่านช่วงเวลานั้นมาได้คือเพื่อน
แม้คนมักแนะนำว่า อย่าทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน ถ้ายังอยากเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่หากเป็นคนที่ใช่ เราอาจทำงานไปข้างหน้าได้ด้วยความสบายใจ
“โชคดีมากที่ในช่วงแรก ๆ คนที่ทำงานด้วยกันหลัก ๆ เป็นญาติ เป็นเพื่อน ตอนที่ JWD (ส่วนสำนักงาน) ยังมีคนแค่ 4 คน รวมเราด้วย ทุกคนเป็นเพื่อนที่เรารู้จัก เรามีความไว้วางใจต่อกัน และทุกคนทุ่มชีวิตให้กับบริษัทนี้ แน่นอนว่าเขาต้องได้รับการตอบแทนเหมือนเป็นเจ้าของ ทุกคนมีหุ้นชัดเจนและตกลงกันอย่างเป็นธรรม

“มันเหมือนเราได้กลับไปเรียนอีกครั้ง แต่เป็นการเรียนแบบชีวิตจริง ถ้าเจ๊งก็เจ๊งจริง ถ้าสำเร็จก็สำเร็จด้วยกัน” ชวนินทร์กล่าว โดยเพื่อนทั้ง 3 คนในวันนั้นก็ยังบริหารงานร่วมกันอยู่จนถึงทุกวันนี้
เมื่อร่วมมือกัน ภายใน 8 ปี พวกเขาจึงจัดการหนี้สินหลักร้อยล้านทั้งหมดได้สำเร็จ และพร้อมสำหรับการเติบโตขั้นต่อไป

จากครอบครัวสู่มืออาชีพ
ช่วง 10 ปีแรกของการรับช่วงต่อ นอกจากการแก้ไขปัญหาเดิมที่มีอยู่ ชวนินทร์และอมรพรรณยังร่วมกันพัฒนาธุรกิจให้เติบโตไปในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งโลจิสติกส์สำหรับยานยนต์ สินค้าอันตราย สินค้าแช่เย็นแช่เข็ง (Cold Chain) และขยายบริการไปต่างประเทศ
หลายเรื่องที่ทำ เป็นสิ่งที่ทั้งสองได้ลองทำเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำ
“หลายอย่างที่เราต้องทำเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน พูดตรง ๆ ว่าสิ่งที่เราทำตอนนั้นคือการลองผิดลองถูก
“เมื่อก่อนเราไม่ได้มีตัวเลือกมาก ทำอะไรได้ มีโอกาสอะไร ทำหมด ไม่ได้มีคนมาช่วยนั่งวิเคราะห์ข้อมูล แต่ถ้าตัดสินใจพลาด เรารีบแก้ไขปรับตัวให้เร็ว และจะไม่ผิดถึงขั้นเจ๊ง” สองพี่น้องเล่าหลักการที่ใช้ในการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช้ขยายจนมีบริษัทในเครือและบริษัทที่ร่วมทุนมากกว่า 20 บริษัท
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ชวนินทร์และอมรพรรณตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ใน พ.ศ. 2558
โลจิสติกส์ต้องใช้เงินทุนสูง และถ้าอยากเติบโตขึ้น จำเป็นต้องขยายไปตลาดใหญ่ระดับอาเซียน
แต่ภารกิจนี้มีมากกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ
“หนึ่งในเหตุผลที่เราเลือกทางนี้ เป็นเพราะอยากจัดสรรทุกอย่างให้เรียบร้อย ทั้งสำหรับครอบครัวและธุรกิจ ถ้าเกิดว่าเราเป็นอะไรไป ต้องมีคนที่ทำงานแทนเราได้ และมีโครงสร้างที่เป็นระบบรองรับไว้ให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืนและเป็นมืออาชีพ”
แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้มีสิ่งที่ต้องแลกสำหรับธุรกิจครอบครัว เช่น การลดความสำคัญของตัวเองลง และให้ผู้อื่นได้มีบทบาทมากขึ้น

“จากเดิมที่ทำงานเป็นวันแมนโชว์ ทุกคนฟังเราเพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกันและอยู่รอดให้ได้ เราลดความสำคัญของตัวเอง จัดสรรงานให้คนอื่น ๆ ได้ทำและเรียนรู้ สร้างพื้นที่ให้คนอื่นเป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างคนและทำให้บริษัทนี้อยู่ได้ แม้ว่าจะไม่มีเรา
“ส่วนเรื่องการเข้าตลาดฯ เมื่อก่อนคนอาจคิดว่าเข้าตลาดฯ แล้วจะสบาย แต่จริง ๆ การเข้าตลาดฯควรจะดำเนินการเมื่อเราอยากเติบโตต่อและพร้อมจะทำงานหนักกว่าเดิม เพราะพอเข้าตลาดฯ แล้ว เรามีเจ้านายเพียบเลย มีผู้ถือหุ้น มีนักวิเคราะห์ ต้องพูดคุยตอบคำถามมากมาย และต้องพร้อมรับคำวิจารณ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเรารับได้ ก็จะทำให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตอย่างยั่งยืน”
นั่นเป็นคำตอบในเชิงธุรกิจ แต่สำหรับธุรกิจครอบครัว มีอีกหนึ่งเหตุผลที่เหล่าทายาทอาจคิดเห็นคล้ายกันอยู่ในใจ
“จริง ๆ มีเหตุผลส่วนตัวด้วย คือเราอยากทำให้พ่อก่อนพ่อจะเสีย จริง ๆ เคยเกือบเข้าตลาดฯ ไปแล้ว แต่เราบอกพ่อเองว่ายังไม่ถึงเวลา แล้วคุณพ่อก็จากไปก่อน เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เราอยากทำมาโดยตลอด”

สานฝันของพ่อ สู่โลจิสติกส์หมื่นล้าน
หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ JWD เติบโตอย่างต่อเนื่องจนเป็นธุรกิจแถวหน้าของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย มีระบบการจัดการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเขาต้องหาหนทางใหม่ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ใฝ่ฝัน
“เราอยากให้บริษัทไทยเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติทั้งนั้น เราเลยพยายามขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น แต่ลองแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นงานที่ใช้ทุนเยอะมาก ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดีและเข้ากันได้มาทำงานด้วยกัน”
ประจวบเหมาะกับที่ทาง SCG มีธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีเงินทุน ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ และเครือข่ายทั่วภูมิภาค ต้องการยกระดับธุรกิจนี้และต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะแก่การให้บริการโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ
เกิดเป็นการต่อจิ๊กซอว์ของ 2 ธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ใน พ.ศ. 2566 แบบที่เราไม่ค่อยเห็นในตลาดเท่าไร
แม้เป็นคู่ที่เหมาะสมกัน แต่ขั้นตอนการควบรวมไม่ใช่เรื่องง่าย SCG Logistics และ JWD Group ต้องรวมพนักงานจากทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งละ 2,000 กว่าคนเข้าด้วยกัน พร้อมกับการจัดการหลังบ้านต่าง ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอีกมโหฬาร

“เราต้องปรับวิธีคิดของคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมให้เข้ากันและยอมรับเราด้วย พร้อมกับการบริหารธุรกิจให้เติบโตไปด้วย ในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมไม่ค่อยดี สิ่งที่เราทำได้คือบริหารให้เห็นว่าผลประกอบการออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนเห็นได้ชัดกว่าแค่พูดว่ารวมกันแล้วจะดีอย่างไร” ผู้บริหารทั้งสองกล่าว พร้อมผลงานที่เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาบริหารธุรกิจระดับหมื่นล้านนี้ได้ดี แบบที่มีกำไรหลักพันล้าน
2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงหลังการควบรวม สำหรับชวนินทร์และอมรพรรณ พวกเขามองว่ายังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีสิ่งที่พัฒนาต่อได้อีกมาก
แม้จะต้องแบกรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และในอนาคตต่อไป แต่ทั้ง 2 คนยังคงทำงานได้ด้วยแรงใจที่เข้มแข็ง

“เราทุ่มเททุกอย่างให้กับสิ่งนี้ไปหมดแล้ว ที่ทำแบบนี้ได้คงเป็นเพราะเรามีความสุขกับการทำงาน ทำให้เราอยู่กับมันได้ตลอดไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ๆ หลังจากนี้ยังมีอะไรที่อยากทำอีกเยอะมาก”
การจากไปของพ่อเมื่อ 20 ปีก่อนยังคงแจ่มชัดในห้วงคำนึงของ ชวนินทร์ และ อมรพรรณ สองพี่น้องผู้เข้ามาสานต่อความฝันของพ่อในการสร้างธุรกิจโลจิสติกส์ให้เป็นแถวหน้าของประเทศ และวันนี้พวกเขาพร้อมก้าวสู่บทใหม่ที่หากคุณพ่อยังอยู่ก็คงตื่นเต้นไปกับสิ่งที่พวกเขาทำเป็นแน่
“เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” ชวนินทร์กล่าวทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม
Website : scgjwd.com






