
ธุรกิจ : Raya Collection (ในกลุ่มธุรกิจพรีเมียร์)
ปีที่ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจพรีเมียร์ : พ.ศ. 2528
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2566
ประเภท : ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจโรงแรม
ผู้ก่อตั้ง : วิเชียร พงศธร
ทายาทรุ่นสอง : ทิพย์ชยา พงศธร
รายาวดี รีสอร์ท, รายา เฮอริเทจ, แทมมาริน วิลเลจ
เราเชื่อว่าคุณอาจคุ้นชื่อใดชื่อหนึ่งในนี้ เพราะเป็นโรงแรมที่โด่งดังด้านการชูเอกลักษณ์ท้องถิ่นออกมาได้อย่างมีเสน่ห์และใส่ใจเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง
นอกจาก 3 โรงแรมนี้แล้ว ยังมีธุรกิจในเครือเดียวกันที่มีลายเซ็นชัดเจน อย่าง The Botanical House สถานที่จัดเลี้ยงแสนร่มรื่นในกรุงเทพฯ Raya Creative Keys เอเจนซี่ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรงแรมแบบครบวงจร และ Raya Residence Bangkok โครงการบ้านสั่งสร้างที่ออกแบบให้อยู่สบายและหลบความวุ่นวายมาอยู่กับธรรมชาติ โดยทั้งหมดนี้เรียกรวมกันในชื่อ ‘Raya Collection’
วันนี้เราเดินทางมาเยือนบ้านหลังใหญ่แสนร่มรื่นของโครงการ Raya Residence เพื่อพูดคุยกับ ริน-ทิพย์ชยา พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และเป็นทายาทหนึ่งเดียวของ วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทพรีเมียร์
บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นสูงโปร่งเปิดรับแสงธรรมชาติ องค์ประกอบรอบข้างให้กลิ่นอายความเป็นท้องถิ่นแต่ร่วมสมัย ชวนให้รู้สึกสบายและอบอุ่นใจ เช่นเดียวกับเรื่องราวต่อไปนี้ที่รินกำลังจะเล่าให้เราฟัง

จุดเริ่มต้นจากกระบี่
Raya Collection เป็นส่วนหนึ่งของเครือพรีเมียร์ที่มีธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างปลาเส้น TARO ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม
“แก่นหลักตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว คือพนักงาน สังคม และธุรกิจต้องโตไปพร้อม ๆ กัน”
รินเล่าถึงจุดร่วมของทุกธุรกิจในเครือ รวมทั้ง ‘Rayavadee’ รีสอร์ตแห่งแรกของกลุ่มพรีเมียร์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นราว ๆ 30 ปีที่แล้ว ในยุคที่กระบี่ยังไม่มีสนามบินและนักท่องเที่ยวยังไม่ล้นหลาม
“คุณพ่อไปเจอพื้นที่ตรงแหลมพระนางที่ล้อมรอบด้วย 3 ชายหาด ธรรมชาติสวยงาม อย่างตรงหน้าผาที่ถ้ำพระนางสีสันจัดจ้านฉูดฉาด โดดเด่นกว่าที่อื่นมาก เลยคิดว่าเราน่าจะทำอะไรที่มันพิเศษขึ้นมาได้ และตอนนั้นไทยยังไม่มีรีสอร์ตที่เป็น Super Luxury มากนัก”
รีสอร์ตแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้มาก่อนกาลเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ทั้งการสร้างห้องจำนวนน้อย ๆ ในพื้นที่ใหญ่ เพราะไม่อยากรบกวนธรรมชาติ การทำ Pavillian ทรงกลม เพื่อจะได้ไม่ต้องตัดต้นมะพร้าว การทำระบบบำบัดน้ำเพื่อป้องกันน้ำเสียไหลลงสู่ทะเล ไปจนถึงการร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาผืนดินแห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
“ตอนนี้ถ้ามองจากมุมบน เราแทบไม่เห็นโรงแรมเลย เห็นแต่ต้นไม้และธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ เราอาจจะไม่ค่อยเห็นค่างที่อื่น แต่ที่นี่มีเยอะมาก หรือนกเงือกที่ตอนแรกเราเห็นแค่คู่เดียว ผ่านมา 30 ปี ตอนนี้น่าจะมี 3 – 4 คู่ได้ เขาแพร่พันธุ์ยากมากถ้าถูกรบกวน นี่เป็นความภาคภูมิใจของเรา และโชคดีต่อมากระบี่ก็มีสนามบินและนำนักท่องเที่ยวเข้ามาได้มากขึ้น”

หลังจากทำโรงแรมแรกมาประมาณ 15 ปี โครงการถัดไปจึงเริ่มต้นขึ้น นั่นคือ Tamarind Village Chiang Mai ที่โด่งดังเรื่องสถาปัตยกรรมอันงดงาม
“ตอนนั้นเขาเป็นโรงแรมแบ็กแพ็ก คืนละ 800 – 900 บาท แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือสถาปัตยกรรมที่ได้รับรางวัลและออกแบบโดย อาจารย์องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ และตรงนั้นมีต้นมะขามอายุ 200 ปี ซึ่งที่อื่น ๆ ไม่มี
“เราจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เชียงใหม่ไม่ค่อยมีโรงแรมที่ได้กลิ่นอายความเป็นล้านนาเท่าไหร่ ที่บ้านเลยเข้าไปซื้อกิจการแล้วก็พัฒนาโรงแรมนี้ด้วยการสอดแทรกวัฒนธรรมเข้าไป เช่น อาหารเหนือที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจริง ๆ ห้องพักที่สอดแทรกความเป็นเชียงใหม่ ดึงความเป็นชนเผ่าเข้ามา แต่ก็เป็นความท้าทาย เพราะห้องเราเริ่มต้นที่ 20 ตารางเมตร จะทำอย่างไรให้ยกระดับราคาเป็นระดับโรงแรมบูทีก 3,000 – 4,000 บาทได้”
นอกจากการตกแต่งแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่พาไปสัมผัสความเป็นท้องถิ่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพาแขกเดินเล่นลัดเลาะรอบโรงแรม แวะร้านอาหารที่คนไม่ค่อยรู้จัก ไปจนถึงการจัดนิทรรศการด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา
“กลุ่มลูกค้าที่มาเขาชอบความสงบ ชอบศิลปวัฒนธรรมจริง ๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน ที่มาอยู่กับเรานาน ๆ พอพนักงานทำกิจกรรมใต้ต้นมะขาม เขาจะมานั่งทำด้วย เหมือนอยู่บ้าน เพราะเขาอยากมาซึมซับจริง ๆ และเป็นสิ่งที่เราอยากให้เขารู้สึก”


สานต่อธุรกิจโรงแรม
แม้จะเห็นภาพเหล่านี้มาตลอด แต่ในฐานะลูกสาว เธอไม่เคยคิดจะมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน ด้วยความสนใจด้านศิลปวัฒนธรรมมากกว่า และในวัยเด็ก รินเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของที่บ้านแต่อย่างใด
“เราอยากไปทำเรื่องพิพิธภัณฑ์หรือศิลปะอะไรแบบนั้นมากกว่า จนในที่สุดที่บ้านก็ชวนกลับมาทำ
และเราเป็นลูกคนเดียวด้วย เลยคิดว่าถ้าเข้ามาตั้งแต่ตอนอายุ 20 กว่าปีแล้วมันไม่เวิร์ก คุณพ่อยังหนุ่มพอที่จะหาคนมาทำได้ แต่ถ้าเรามาตอนที่เขามีอายุแล้วอาจจะเหนื่อยกว่า เราเลยให้เวลาตัวเอง 2 ปี”
ในช่วงที่ตัดสินใจเข้ามาสานต่อ รินเลือกกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ เพราะน่าจะใกล้เคียงความสนใจและความถนัดของตัวเองมากที่สุด ซึ่งเธอเริ่มเข้ามาเรียนรู้ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง
“เราเรียนรู้จากทีมงานเลย และโชคดีที่มีหัวหน้างานที่ดีคอยสอนงาน ส่วนทางครอบครัวไม่ได้เข้ามายุ่งเลย ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะมีความลูกท่านหลานเธอ มีคนคอยติดตามเป็นพี่เลี้ยง แต่เราเหมือนถูกเอามาทิ้งไว้ที่นี่ (หัวเราะ) แต่เป็นสิ่งที่ดี เพราะตอนเริ่มมาเขาก็มองว่าเราเป็นน้อง”
เมื่อเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ รินเริ่มสนุกกับการทำงานมากขึ้น และเริ่มเข้าใจระบบการทำงานในโรงแรม ทั้งหมดนี้จึงสานต่อไปสู่การทำสิ่งใหม่ ๆ
“ประมาณ 5 – 6 ปีที่แล้ว พอทำมาสักพัก เราอยากลองสร้างอะไรใหม่ ๆ จนวันหนึ่งมีคนมาเสนอขายที่ดินริมแม่น้ำปิง ที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ความพิเศษคือทางเข้าแคบ ๆ ที่ค่อย ๆ กว้างขึ้นด้านใน คล้ายกับ Tamarind Village ตรงซุ้มไผ่ ซึ่งเป็นส่วนที่เราได้ปรับอารมณ์หลังขับรถมาจากสนามบินหรือความวุ่นวายข้างนอก
“แล้วที่เชียงใหม่ตอนนั้นยังไม่ได้มีโรงแรมราคานี้มากนัก ถ้าไม่ใช่แบบโรงแรมแบรนด์ 5 ดาวไปเลย ก็เป็นบูทีกโฮเต็ล เราจึงทำอะไรที่อยู่ตรงกลาง ไม่ต้องใหญ่มาก และเราบริหารจัดการเองได้”

เมื่อรวมกับการออกแบบด้วยฝีมือสถาปนิกอย่าง บุญเลิศ เหมวิจิตรพันธ์ จึงออกมาเป็นโรงแรมที่ได้สไตล์ล้านนาผสานกับความมินิมอลอย่าง ‘รายา เฮอริเทจ’ ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว รินยังหยิบเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโรงแรมก่อนหน้ามาปรับใช้ไปจนถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างตำแหน่งปลั๊กและสวิตช์ไฟที่สะดวกต่อการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันโรงแรมแห่งนี้โด่งดังจนกลายเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่อยากเดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำปิงในบรรยากาศอันแสนสงบ
นอกจาก รายา เฮอริเทจ อีกธุรกิจที่เกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกันและสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ คือ The Botanical House ซึ่งเดิมทีรินตั้งใจอยากให้เป็นร้านอาหาร
“ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เพราะร้านอาหารสวยเกินไป (หัวเราะ) คนมาจัดงานแต่งตลอด เราเลยผันตัวมาทำธุรกิจให้เช่าสถานที่แทน”
แนวคิดของ The Botanical House เกิดจากการคิดย้อนไปยังวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต นั่นคือการจัดงานสำคัญที่บ้าน พร้อมญาติพี่น้องมาช่วยให้งานลุล่วงไปด้วยดี กับความต้องการของคนยุคปัจจุบันที่อยากจัดในโรงแรม เพราะความสะดวกสบายที่มากกว่า รินจึงนำทั้ง 2 ด้านนี้มารวมกัน เกิดเป็นสถานที่จัดเลี้ยงแสนอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เน้นพื้นที่สวนและธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่คนกรุงโหยหา พร้อมบริการทุกอย่างครบครันเหมือนโรงแรม 5 ดาว

การขยับขยายดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ผ่านไปไม่กี่ปี รินก็ต้องพบกับสถานการณ์ไม่คาดฝันอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19
“ตอนแรกไม่รู้จะทำยังไงจริง ๆ แต่ต้องอยู่กับปัจจุบัน แก้ปัญหาวันต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องเงิน เราก็คุยกับธนาคาร ยืมที่บ้าน ทำทุกอย่างที่ทำได้จนเราอยู่มาได้ โชคดีที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อธนาคาร ไม่เคยผิดคำพูดหรือจ่ายช้า เขาจึงสนับสนุนเราค่อนข้างเยอะ และขนาดธุรกิจเราไม่ได้ใหญ่ถึงขั้นจะเจ๊งไปด้วยกัน
“แล้วก็มีเรื่องกำลังใจพนักงานด้วย เราพยายามสื่อสารตลอดว่ายังไงก็ไม่ให้พนักงานออก แต่ผู้บริหารอาจจะต้องเสียสละบ้างเรื่องการรับเงินเดือน เราคุยกับทางครอบครัวแล้วเขาก็เห็นด้วย เพราะถ้าธุรกิจกลับมา คนดี ๆ ก็ยังอยู่กับเรา ไม่ต้องฝึกฝนคนใหม่ ๆ”
หลังจากกัดฟันผ่านช่วงที่ยากที่สุดมาได้ ผลตอบรับที่เกิดขึ้นกลายเป็นเหมือนรางวัลของความอดทน และเป็นเครื่องยืนยันว่าเธอเดินมาได้ถูกทาง
“หลังโควิด-19 ผลประกอบการเราดีมาก ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าดีที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยเปิดโรงแรมมาเลย” รินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


Raya Creative Keys
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก นอกจากการบริหารจัดการให้โรงแรมอยู่รอดแล้ว รินยังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมาท่ามกลางวิกฤต
“ช่วงนั้นเรามีโอกาสรับงานพัฒนาโครงการเล็ก ๆ ให้คนรู้จัก ช่วยออกแบบบ้านให้คนที่ชอบรายา เฮอริเทจ ทำคาเฟ่ เมนูร้านอาหาร เลยคิดว่า งั้นเราเปิดอีกบริษัทขึ้นมาดีกว่า ชื่อว่า Raya Creative Keys เป็นเอเจนซี่ที่ให้บริการเรื่องการบริหารจัดการโรงแรมทุกอย่าง และเป็น Creative Agency ด้วย เพราะเรามีทีมออกแบบของตัวเอง เราใช้โอกาสนี้มาพัฒนาพนักงานให้พวกเราได้ทำงานที่ไม่คุ้นเคย เช่น คาเฟ่ โรงแรมที่จังหวัดอื่นที่เราไม่เคยไป หรือเป็นโรงแรมที่โมเดิร์นจ๋า
“ส่วนตัวสนุกมาก เพราะเป็นคนชอบทำอะไรใหม่ ๆ พอเรามีคุณค่าหลักที่ค่อนข้างชัด จึงไม่ได้ยึดติดรูปแบบสักเท่าไร ยึดเรื่องคุณค่ามากกว่า ซึ่งเราอยากขยายความตั้งใจนี้ไปให้พาร์ตเนอร์ที่คิดคล้าย ๆ กัน แต่อาจจะยังไม่มีประสบการณ์เหมือนเรา”

บริการของ Raya Creative Keys มีตั้งแต่การพัฒนาที่ดิน คิดคอนเซปต์ สร้างแบรนด์ คุยกับสถาปนิก การจัดหาพนักงาน ทำการตลาด เรื่อยมาจนถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ในโรงแรม อย่างการทำสปา ร้านค้า เมนูอาหาร ไปจนถึงเรื่องการออกแบบและจัดนิทรรศการ เรียกง่าย ๆ ว่า หากคุณเดินเข้าไปยังโรงแรมในเครือ Raya Collection แล้วชอบจุดไหนก็ให้คำปรึกษาได้แทบทั้งหมด
“พอเราเห็นศักยภาพทีมว่าไม่ควรจำกัดในธุรกิจโรงแรม เลยมีด้าน Creative นี้ขึ้นมา ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา โชคดีที่ได้ลูกค้าที่รู้จักโรงแรมทั้งหมด เขามักจะถามเข้ามาว่า ถ้าชอบแบบนี้ต้องทำยังไง ซึ่งเราอยากจะพัฒนาให้ใหญ่ขึ้น จนในที่สุดคงแยกไปเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่รับงานแบบเอเจนซี่จริงจัง”

Raya Residence
นอกจากธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมและสถานที่จัดเลี้ยง อีกธุรกิจที่เกิดจากความสนุกจากการทำสิ่งใหม่ ๆ คือ Raya Residence โครงการบ้านสั่งสร้าง 15 หลังที่ต่อยอดมาจากการ The Botanical House เพราะรินเห็นว่า นอกจากสถานที่จัดเลี้ยงแล้ว คนเมืองยังต้องการที่พักอาศัยที่ได้หลบความวุ่นวายมาอยู่กับธรรมชาติและตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกช่วงวัย
“เราจะต่างจากโครงการใหญ่ ๆ เพราะกล้าใช้วัสดุธรรมชาติเยอะ เพราะคิดว่ามันอบอุ่นและมีคุณภาพ มั่นใจว่าจะไม่พังเร็ว เราสร้างบ้านเหมือนสร้างให้ตัวเองอยู่ อยากให้ลูกค้าได้อยู่ที่ดี ๆ เพราะไม่รู้จะทำไม่ดีไปทำไม ไม่งั้นต้องมาทะเลาะกับเขาในอนาคต (หัวเราะ) ทำให้ดีไปเลย จะได้จากไปด้วยดี”
แม้รินไม่เคยทำโครงการบ้านมาก่อน แต่เธอก็ได้ปรับใช้ความรู้จากประสบการณ์การทำโรงแรมที่ผ่านมา ตั้งแต่ระบบโครงสร้างที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การบำบัดน้ำเสีย ระบบแอร์ VRV ที่ประหยัดพลังงานมากกว่าแอร์ทั่วไป รวมทั้งบรรยากาศที่ออกแบบมาให้เหมือนได้พักผ่อนหย่อนใจ จนทุกคนที่แวะไปเยือนบ้านหลังนี้กับเราต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากได้มาอยู่แล้ว คงไม่อยากออกไปไหน


“หลังที่เรานั่งอยู่ชื่อว่า The Den มีความเป็นรีสอร์ตคล้ายกับรายาวดี” รินอธิบายพร้อม ๆ กับที่เราไล่สายตามององค์ประกอบรอบบ้านที่เน้นวัสดุไม้และสีโทนเข้ม การตกแต่งเรียบเท่ ทันสมัย ได้กลิ่นอายแบบเอเชียตะวันออก “คนบอกว่าตรงนี้เหมือนบ้านชายโสด (หัวเราะ) ส่วนตรงนู้นชื่อ The Nest เหมาะกับครอบครัวมากกว่า แล้วแต่คนชอบ” รินแนะนำบ้านตัวอย่างหลังตรงข้ามที่โทนสีอ่อนลง เสาและอาคารมีลูกเล่นมากกว่า ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากความเป็นล้านนา
“เสาและอาคารจะมีลูกเล่น เว้นช่องต่าง ๆ มีหลังคาเป็นจั่ว แต่พอเข้ามาข้างใน เราพยายามออกแบบให้รู้สึกอบอุ่น อยู่สบาย แต่นิยามได้ว่าเป็น Quiet Luxury เป็นบ้านของคนที่ชอบอยู่บ้านจริง ๆ ไม่ได้ชอบความหรูหรามากมาย เราพยายามจะนำเสนอคุณค่าทางจิตใจมากกว่าคุณค่าทางรูปแบบ”
แม้จะมีประสบการณ์การทำโรงแรมมาก่อน แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือบ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องอาศัยอยู่ในระยะยาว จึงต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งหากสังเกตจะพบว่าบ้านแต่ละหลังแทบไม่มีพื้นต่างระดับ รวมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัย มีลิฟต์อำนวยความสะดวก แม้กระทั่งที่จอดรถที่เหมาะกับการขนของจากตลาดเข้าครัวได้โดยตรง
“ถ้ามีลูกแล้วอยากจะติวหนังสือก็มีพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน หรือประชุมออนไลน์ได้โดยไม่รบกวนกัน เราสะท้อนชีวิตคนสมัยใหม่ว่าเขามีความต้องการอะไรบ้าง แล้วจัดเตรียมให้ลูกค้าก่อน”

Raya Collection
จากวันแรกที่ตั้งใจจะเข้ามาลองทำธุรกิจที่บ้านเพียง 2 ปี กลับกลายเป็นว่าเธอหลงใหลในงานนี้ แล้วสานต่อจนมีธุรกิจใหม่หลากหลายรูปแบบมากไปกว่าโรงแรมเพียงอย่างเดียว รินจึงเรียกกลุ่มธุรกิจทั้งหมดนี้ว่า Raya Collection ซึ่งมีเอกลักษณ์ร่วมกันอย่างชัดเจน แต่เอกลักษณ์ที่ว่านี้ไม่ใช่รูปทรงหรือการออกแบบคล้ายเดิม ทว่าเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้จากแก่นหลักทั้ง 3 ข้อ
“ข้อแรก คือเข้าใจคุณค่าของท้องถิ่น (Local Appreciation) เราเลือกไปอยู่ตรงไหนก็ต้องชื่นชมในจุดเด่นและวัฒนธรรมตรงนั้น แล้วพยายามดึงจุดนั้นมาให้แขกและลูกค้าของเราเห็นชัด เหมือนเป็นภาพแทนวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งต้องต่อยอดไปได้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคนที่มาสัมผัสก็ต้องรู้สึกอินไปด้วย
”อย่างที่ 2 คือการทำงานกับชุมชน เราอยากให้ชุมชนเติบโตขึ้นมากับเรา เราพยายามจะจ้างคนในละแวกนั้นแล้วพัฒนาบริเวณที่เราอยู่ อย่าง Tamarind Village เราจะทำงานกับคณะกรรมการที่ดูแลพื้นที่เมืองโบราณตรงคูเมือง ถ้ามีกิจกรรม เราจะไปช่วยเขา ทั้งการปรับภูมิทัศน์หรือเดินเก็บขยะทุกอาทิตย์
“และสุดท้าย คือกลับไปรากเหง้าแรกตั้งแต่ทำรายาวดี คือความยั่งยืนและการรักษาธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมากกับทุกที่ที่ไป ไม่ว่าจะเป็นขยะรีไซเคิล บำบัดน้ำทิ้ง Carbon Footprint การใช้ของจากท้องถิ่นที่มีอยู่ แล้วตอนนี้พัฒนาไปถึงจุดที่มีเงื่อนไขให้คู่ค้าเราให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยเหมือนกัน
ในอนาคตเราอาจจะเห็นธุรกิจใหม่ ๆ จาก Raya Collection ที่มีมากกว่าธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะสิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่รูปแบบ แต่เป็นแก่นหลักของสิ่งที่ทำ นั่นคือความยั่งยืนและการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน
“ถ้าถามว่าทำไมต้องทำให้ยั่งยืน ก็เพราะเราคงอยู่ที่ประเทศไทยต่อไป เมื่อเราอยู่ที่นี่ ก็ต้องทำให้จุดเล็ก ๆ ของเรามันดี เพราะเราก็อยากจะอยู่ไปนาน ๆ” รินกล่าวทิ้งท้าย

