8 กรกฎาคม 2025
3 K

ขึ้นชื่อว่า ‘ธุรกิจครอบครัว’ เจ้าของกิจการแต่ละรุ่นย่อมคาดหวังให้ทายาทมาสืบทอดกิจการ บ้างก็เจอปัญหาลูกหลานไม่อยากมาสานต่อ ทว่ากิจการเฟอร์นิเจอร์จักสานในจังหวัดนครปฐมที่ คุณแม่พิศมัย กิจประเสริฐการ ก่อตั้งและลงมือทำด้วยหัวใจ ยังคงให้อิสระลูกได้ไปโบยบินในทิศทางที่ต้องการ

“คุณแม่ไม่เคยบีบบังคับด้วยซ้ำว่าต้องสานต่อสิ่งที่เขาทำ หากเราเจอสิ่งอื่นที่สนใจ เขาก็ไม่เสียใจหากมันจะจบที่รุ่นเขา”

อู๋-ปณวรรธน์ กิจประเสริฐการ ทายาทรุ่นสองของแบรนด์ PISAMAI เอ่ยขึ้น แทนที่จะเดินจากไป อู๋กลับเลือกสานต่อกิจการ พร้อมนำความเหนื่อยยากในอดีตของพ่อแม่มาเป็นแรงผลักดันและพัฒนาให้ธุรกิจเติบโต หาวิธีทำงานที่เหนื่อยน้อยลง มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น แถมยังมองลึกไปจนถึงการเติบโตพร้อมกับชุมชนและเกษตรกรไทย

ธุรกิจ : PISAMAI 

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2547 

ประเภท : เฟอร์นิเจอร์หวาย สินค้าตกแต่งบ้าน จักสานด้วยวัสดุธรรมชาติ 

ผู้ก่อตั้ง : พิศมัย กิจประเสริฐการ และ ทนงศักดิ์ กิจประเสริฐการ 

ทายาทรุ่นสอง : ปณวรรธน์ กิจประเสริฐการ

ขึ้นโครง

เรื่องราวของ PISAMAI ไม่ได้เริ่มมาจากครอบครัวที่เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องจักสานตั้งแต่ต้น 

“ที่บ้านของผมไม่ได้มีความรู้ด้านหวายมาตั้งแต่แรก คุณแม่เริ่มจากอาชีพค้าขาย ส่วนคุณตาคุณยายเป็นเกษตรกรปลูกข้าว มีเครื่องมือเครื่องใช้จักสานสำหรับทำนา จับปลา ซึ่งคุณแม่เห็นมันมาตั้งแต่เด็ก ๆ

“ต่อมาคุณแม่ตัดสินใจลาออกจากโรงงานที่ทำอยู่ แล้วนำผลงานที่อยู่ในบ้านคุณตา เช่น งานไม้ไผ่จากปราจีนบุรีมาขายที่นครปฐม ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นสินค้าที่ค่อนข้างใหม่จึงขายได้ หลังจากนั้นก็หาสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมจากชุมชนใกล้เคียงมาขาย นั่นคืองานหวาย”

การขายในช่วงแรกส่วนมากเป็นการออกบูทตามงานต่าง ๆ ข้อดีคือได้ฟังเสียงจากลูกค้าโดยตรง จนพ่อแม่ของอู๋นำมาพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์ แต่วิธีการนี้ก็แลกมาด้วยข้อจำกัดบางอย่างด้วยเช่นกัน

“การออกบูททำให้มีรายได้มากขึ้นจริง แต่ภาพที่ผมเห็นเสมอมาคือความเหนื่อยล้าของพ่อแม่ ซึ่งต้องเดินทางไปมาจนแทบไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเลย หลายครั้งเวลาชีวิตของพวกเราไม่ตรงกัน ตอนเด็ก ผมกลับมาจากโรงเรียนแล้วเข้านอนตอนที่พ่อแม่ยังไม่กลับถึงบ้านด้วยซ้ำ”

เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนชั้นดีที่ทำให้อู๋อยากทดลองหาวิธีแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของครอบครัว และได้ตอบแทนสิ่งที่พ่อแม่ทุ่มเทมาตลอด 

สานต่อ

จุดเริ่มต้นในการเข้ามารับช่วงต่อกิจการของอู๋มาจากการได้รับทุนการศึกษาต่อด้านธุรกิจในระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่อู๋ยังเรียนไม่จบมัธยมปลาย เขาจึงมีเวลากว่า 1 ปีเต็มเพื่อกลับบ้านมาทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอด นั่นคือการทบทวนธุรกิจครอบครัวและทดลองวางรากฐานใหม่ โดยเริ่มจากการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดขึ้นและทำการตลาดออนไลน์ 

“ตอนนั้นเราได้ทุนเรียนต่อ พ่อแม่เลยให้พื้นที่เราทดลอง ด้วยความรู้สึกขอบคุณและนับถือในความกล้าริเริ่มทำธุรกิจของคุณแม่ ผมจึงขอใช้ชื่อท่านมาเป็นชื่อแบรนด์”

ในมือของทายาทรุ่นที่ 2 แบรนด์นี้จึงมีชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ โดยเปลี่ยนจาก ‘สวนตะไคร้เฟอร์นิเจอร์หวาย’ ที่หลายคนเรียกตามชื่อถนน มาเป็น ‘พิศมัย เฟอร์นิเจอร์’ ตามชื่อของคุณแม่ ซึ่งทั้งไพเราะและมีเรื่องราวเบื้องหลังอันงดงาม แถมยังจดจำง่ายกว่าเมื่ออยู่บนโลกออนไลน์ 

หลังจากนั้น อู๋เริ่มสร้างเพจเฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้นโดยไม่ต้องออกบูท และอาจช่วยให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้ามากขึ้น

เพจนี้เป็นเหมือนเวทีเล่าเรื่องราวที่ไม่ได้มีแค่เรื่องสินค้า แต่ยังนำเสนอเสน่ห์ของงานจักสานในมุมใหม่ อย่างประวัติของเครื่องมือหรือวัสดุที่ใช้ในงานจักสานซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนไทย 

“หากย้อนกลับไปในวันวาน ลูกค้าหลักของร้านมักเป็นคุณหมอ ข้าราชการ หรือพนักงานประจำ ที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หวายไปใช้ในครอบครัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ แต่เมื่อโครงสร้างของครอบครัวไทยเริ่มเปลี่ยนไป ครอบครัวขนาดใหญ่ลดลง ผู้บริโภคในลักษณะเดิมจึงหดตัวตาม ดังนั้น กลุ่มลูกค้าใหม่ที่เริ่มเข้ามาแทน คือลูกค้าชาวต่างชาติและลูกค้าประเภทองค์กร เช่น ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต ที่พัก”

แนวทางการขายของเฟอร์นิเจอร์ PISAMAI จึงค่อย ๆ ปรับตามไปด้วย จากเดิมที่เน้น B2C (Business to Consumer) ตอนนี้จึงขยับขยายมาสู่ B2B (Business to Business) และแม้ในครอบครัวจะไม่มีใครเป็นนักออกแบบ ไม่ได้ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ แต่อู๋พบว่าจุดแข็งของธุรกิจ คือชั่วโมงบินของพ่อแม่ที่มองออกว่าสินค้าแบบไหนสวยน่าใช้ รวมทั้งเครือข่ายช่างไทยแต่ละพื้นที่ที่ชำนาญงานจักสานในรูปแบบแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การขึ้นโครง ไปจนถึงการสาน

โจทย์ในรุ่นอู๋จึงเป็นการสื่อสารออกไปให้ลูกค้ารับรู้มากที่สุดว่า เฟอร์นิเจอร์ PISAMAI ทำงานฝีมือรูปแบบใดได้บ้าง ในระยะหลังเราจึงเห็นผลงานทันกระแสและกล้าเล่นสนุกกับยุคสมัยมากมาย เพื่อดึงความสนใจของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคอลเลกชันโซฟาหมูเด้ง เก้าอี้แดงตรุษจีน หรือเก้าอี้เจ้าหญิง

“สุดท้ายเขาอาจจะไม่ได้ชอบโซฟาหมูเด้งก็ได้ แต่อาจจะชอบดีไซน์ของโซฟาหมูเด้งในสีอื่น อย่างน้อยเราทำให้เขาเห็นว่า เราถึงขั้นดีไซน์โซฟาหมูเด้งได้เลยนะ”

สร้างสรรค์และรักษา

นอกจากงานออกแบบแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่อู๋มองย้อนไปแล้วเห็นทั้ง Pain Point และโอกาสในเวลาเดียวกัน นั่นคือเรื่องวัสดุ 

ปัจจุบัน ‘หวาย’ ถือเป็นวัสดุที่เริ่มขาดแคลนประเทศไทย เพราะเติบโตยาก เกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ประเทศไทยจึงต้องนำเข้าหวายจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เช่น อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา ดังนั้น การมีวัสดุธรรมชาติชนิดใหม่ที่หาได้ง่ายในไทย นอกจากสร้างความโดดเด่นให้แบรนด์ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้แล้ว ยังนับเป็นโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้เกษตรกรไทยด้วยเช่นกัน 

อู๋จึงเข้าร่วมกิจกรรมเปิดโลกวัสดุใหม่ด้วยนวัตกรรมและการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ (The Unlock Materials Design) โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เขาพบกับ ‘คลุ้ม’ พืชพื้นถิ่นภาคใต้ที่ปลูกง่าย โตไว เนื้อไม้เหนียวและยืดหยุ่นกว่าไผ่แต่น้อยกว่าหวาย ซึ่งชาวบ้านมักนำมาทำเครื่องจักสานขนาดเล็ก เช่น ฝาชี ตะกร้า แต่ยังไม่เคยมีใครนำมาพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์มาก่อน เมื่อเห็นศักยภาพของคลุ้ม อู๋จึงนำมาต่อยอดเป็นเก้าอี้คลุ้มตัวแรกของไทย 

“ตอนนี้ผมทดลองใช้เก้าอี้คลุ้มมานั่งทำงาน พบว่ามันกระด้างกว่าหวาย แต่เหนียวและแข็งแรงพอสมควร อาจจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาให้อ่อนนุ่มขึ้น หรืออาจจะลองสานคู่ไปกับหวาย ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดขาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของวัสดุนี้”

นอกจากคลุ้มแล้ว อู๋ยังตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้ว่า PISAMAI จะเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มุ่งพัฒนาและค้นหาวัสดุใหม่ ๆ จากพืชท้องถิ่นไทย ผลิตโดยฝีมือช่างคนไทย เราฟังแล้วก็แอบเอาใจช่วยสุดใจให้มีวัสดุใหม่ ๆ ออกมาให้ชมในวันข้างหน้า

“ผมอยากค้นหาวัสดุธรรมชาติใหม่ ๆ ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนต้นน้ำ นั่นคือเกษตรกรในบ้านของเรา ให้พวกเขาได้ลองนำอะไรใหม่ ๆ มาใช้กับงานจักสาน ซึ่งเป็นสิ่งบ้านเราทำได้ดีมากอยู่แล้ว และวันหนึ่ง หาก PISAMAI ได้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ในตลาดโลก เฟอร์นิเจอร์ของเราจะไม่เพียงนำเสนอ ‘การออกแบบ’ แต่จะมีเรื่องราวของวัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาที่ถักทอและสานต่ออยู่ในนั้นด้วย”

เรื่องราวของ PISAMAI สะท้อนให้เห็นการเติบโตของธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่มีแรงผลักดันมาจากความผูกพันในภายในบ้าน แล้วสานต่อด้วยการมองลึกลงไปจนเห็นคุณค่า จุดแข็ง และจุดที่พัฒนาต่อได้ของธุรกิจ รวมทั้งความร่วมมือกันระหว่างคน 2 รุ่น โดยพ่อแม่มอบภูมิปัญญาและความไว้วางใจ ส่วนลูกยังคงมีไฟสร้างสรรค์สิ่งใหม่และสร้างความเชื่อใจในเวลาเดียวกัน

“ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้โอกาสในการสานต่อธุรกิจนี้” อู๋เล่าความในใจ “ขอบคุณที่ให้อิสระผมในการคิดทำสิ่งใหม่ ๆ และที่สำคัญ ขอบคุณที่ท่านไม่เคยยอมแพ้ในธุรกิจนี้” 

instagram : pisamaifurniture

Writers

ณัฐภัทร ศรีราช

ภาพยนตร์ เกมโซล และผองเพื่อน คือสิ่งที่รวมร่างกันเป็นนักเขียนตาง่วงคนนี้

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล