ถ้าคุณเป็นแฟนละคร ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง แล้วเคยสงสัยว่าถ้าเรื่องดำเนินในยุคปัจจุบัน ตัวละครจะเป็นยังไง เรื่องราวของทายาทรุ่นสี่ของ ‘ไพรสินโอสถ’ ร้านยาสมุนไพรจีนและไทยอาจพอทำให้นึกภาพออก
โอ๊บ-ธนโชติ ก้องสกุล คือบุคคลที่เรากำลังพูดถึง เขาเติบโตมากับทะเลตรัง กลิ่นสมุนไพรคละคลุ้ง ภาพคนในครอบครัวบดยา และคำวินิจฉัยโรคที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมดุลของธาตุในร่างกาย
จากการวิ่งเล่นในร้านยาของคุณทวดที่ก่อตั้งมา 131 ปี วันนี้ไพรสินโอสถยังอยู่ยั้งยืนยง ถูกรับช่วงต่อโดยฝีมือทายาทรุ่นสี่ และมีการขยายสาขาครั้งแรก การทำตลาดบน TikTok ครั้งแรก (และเป็นไวรัลด้วย!) ไหนจะการเปลี่ยนแปลงอีกนานัปการ

หลายคนอาจสงสัย ในยุคที่โรงพยาบาลรักษาโรคด้วยตำรับยาสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย ส่วนยาสมุนไพรมักผูกติดอยู่กับภาพของปู่ย่าตายาย อะไรทำให้ธนโชติยังเชื่อในไพรสินโอสถ และรีแบรนด์จนกลายเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพที่ใกล้ใจคน ตามคอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ไปหาคำตอบด้วยกัน

ธุรกิจ : ร้านไพรสินโอสถ
ปีที่ก่อตั้ง : ประมาณ พ.ศ. 2437
อายุ : 131 ปี
ประเภท : ธุรกิจขายยาสมุนไพรสูตรจีนและไทย
ผู้ก่อตั้ง : นายปิ้ว แซ่โก้ย
ทายาทรุ่นสอง : นายว่อง ก้องสกุล
ทายาทรุ่นสาม : นายวิทิต ก้องสกุล
ทายาทรุ่นสี่ : นายธนโชติ ก้องสกุล
ป่าของหมอยา
นายปิ้ว แซ่โก้ย ผู้ก่อตั้งไพรสินโอสถเป็นชาวจีนกวางตุ้ง เดิมเคยทำงานในร้านยาจีนที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย จึงมีความรู้เรื่องยาติดตัวมา เมื่อย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองไทย นายปิ้วจึงเปิดร้านขายของชำโดยนำเข้าสินค้าจากปีนัง รวมถึงยาสมุนไพรตำรับจีนด้วย
ร้านของนายปิ้วชื่อ 堂林杏 อ่านว่า ถาง (ห้างร้าน) หลิน (ป่า) ซิ้ง (ต้นแอปริคอต) ตั้งตามตำนานของจีนโบราณในยุคสามก๊ก ว่าด้วยหมอตงเฟิ่ง ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดาที่รักษาโดยไม่รับเงิน แต่หากรักษาหาย หมอจะให้คนไข้ตอบแทนด้วยการปลูกต้นแอปริคอต จนสุดท้ายก็กลายเป็นป่าแอปริคอตที่มีต้นไม้นับหมื่น
ในบรรดาสินค้ามากมายของนายปิ้ว กลับกลายเป็นว่ายาสมุนไพรตำรับจีนเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด เพราะคนยุคนั้นไม่ได้เข้าถึงโรงหมอได้ง่ายดาย ยาของนายปิ้วจึงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่ชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ใกล้เคียงจะนึกถึงหากพวกเขาป่วยไข้
เมื่อปรับเป็นร้านยา ถางหลินซิ้งจึงจำเป็นต้องมีชื่อไทยให้จำง่าย นายปิ้วจึงตั้งชื่อว่า ไพร (ป่า) สิน (ศิลปวิทยาการ) โอสถ (ยา) ที่ใกล้เคียงกับชื่อจีนอีกที


สมุนไพรตำรับจีน
ยุคแรกของไพรสินโอสถขายแค่ยาต้ม โดยปรุงยาตามอาการผู้ป่วยไข้เป็นหลัก
ใน 1 ตำรับประกอบไปด้วยตัวยาหลักกับตัวยารองที่ช่วยรักษา แปรผันไปตามอาการที่มี กับตัวยาประกอบที่ช่วยทำให้ฤทธิ์ของยามีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือช่วยลดพิษของยา นอกจากนั้นยังมีการแต่งรส สี และกลิ่น ให้ยามีรสชาติกลมกล่อม ทานง่าย
ธนโชติเล่าว่านายปิ้วผู้เป็นคุณทวดทำทุกอย่างให้จบครบในคนเดียว ตั้งแต่วินิจฉัยโรคจนถึงจัดยา จนกระทั่งช่วงหลัง นายว่อง ก้องสกุล ผู้เป็นลูกชายได้เข้ามาช่วยงาน และรับช่วงต่อไปเต็มตัวใน พ.ศ. 2497
นายว่องคนนี้เองเป็นคนแรกที่นำสำรับยาแพทย์แผนไทยเข้ามาในร้าน เนื่องจากเขาไปร่ำเรียนจนได้ใบประกอบวิชาชีพอย่างจริงจัง


“ในยุคหลัง เหยี่ย (ปู่) อยากให้ร้านมีมาตรฐานมากขึ้นและขายยาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตัวเหยี่ยเองก็เป็นคนไทย เกิดที่ไทย จึงอยากเรียนแพทย์แผนไทยด้วย” ชายหนุ่มให้เหตุผล
“ด้วยเพราะร้านอยู่ในตลาด รายล้อมไปด้วยละแวกชุมชนที่มีหมอพื้นบ้านบ้าง ร่างทรงบ้าง กลุ่มคนเหล่านี้ใช้ยาไทยในการรักษาและมาจัดยาที่ร้านของเรา แต่ถ้าลูกค้ามาหาเราเอง เหยี่ยของผมก็จะยึดจ่ายยาจีนโดยมียาไทยเป็นส่วนประกอบ”

ยาปรับธาตุให้สมดุล
ถึงตรงนี้ เราสงสัยว่าตำรับยาจีนกับยาไทยแตกต่างกันอย่างไร ทายาทรุ่นสี่อธิบายให้ฟังว่า วิธีคิดในการจัดยาคล้ายกัน หากจะมีอะไรที่แตกต่างคือถิ่นกำเนิดของสมุนไพร
“หากพูดกันด้วยภาพใหญ่ วิธีคิดของแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีนเหมือนกัน นั่นคือการปรับร่างกายให้เข้าสู่ภาวะสมดุล เรามองว่าร่างกายคนประกอบไปด้วยธาตุต่าง ๆ หากธาตุไหนหย่อน กำเริบ หรือพิการ อาจทำให้ป่วยได้
“พอวินิจฉัยได้แล้วว่าร่างกายขาดสมดุลตัวไหน ก็จะนำยาไปปรับและเสริมให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล แล้วความเจ็บป่วยก็จะหายไป”
สำหรับธนโชติ องค์ประกอบของยาสมุนไพรที่ดีมีอยู่หลายอย่าง หนึ่ง ต้องมีแหล่งที่มาที่เหมาะสม ถึงจะได้คุณภาพดีที่สุด สอง วิธีการและเวลาเก็บผลผลิตจะต้องใช่
“เช่น พืชที่ต้องใช้หัวเหง้าใต้ดินมาทำยา อาจต้องเก็บในหน้าแล้ง เพราะต้นไม้จำศีล สารอาหารทั้งหมดจะลงไปอยู่ที่หัวเหง้า” สาม วิธีการถนอมตัวยาจะต้องทำอย่างถูกต้อง เพื่อให้สารสำคัญในตัวยาอยู่ได้นาน
หากได้ครบทั้ง 3 ข้อนี้ ตัวยาสมุนไพรที่ได้มาก็จะมีประสิทธิภาพ แต่นั่นยังไม่เพียงพอสำหรับธนโชติ เพราะถ้ายาดี แต่การวินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือเลือกใช้ยาไม่เหมาะสม ธาตุในตัวคนกินอาจจะไม่สมดุลได้


ทายาทรุ่นสี่
เมื่อธุรกิจส่งต่อให้รุ่นที่ 3 ใน พ.ศ. 2532 นายวิทิต ก้องสกุล ผู้เป็นพ่อของธนโชติก็เน้นจ่ายยาไทยเป็นหลัก และพัฒนาเรื่องการบดยาด้วยการนำเครื่องจักรมาช่วยผลิต นอกจากนี้ นายวิทิตยังริเริ่มแตกไลน์สินค้าเป็นยาสมุนไพรสำเร็จรูป ผลิตยาเม็ดมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
เมื่อธนโชติลืมตาดูโลกในฐานะลูกคนสุดท้อง วัยเด็กของเขาก็วนเวียนกับการเห็นพ่อแม่วินิจฉัยโรคและจัดยา แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่าเขาไม่ได้คิดว่าจะได้มารับช่วงต่อธุรกิจของที่บ้านมาก่อน
“ผมไม่ได้ชอบหรือดีใจที่ครอบครัวทำร้านยา เพราะเมื่อก่อนร้านรก ยาเยอะไปหมด ผมเห็นป๊าต้องตื่นแต่เช้า ปิดร้านค่ำทุกวัน บางทีคนไข้มาจากที่ไกล ๆ ตอนดึก เราก็ต้องมาดูให้เขา ผมรู้สึกว่ามันไม่สนุกและน่าจะเหนื่อยมาก” ธนโชติบอกตามตรง


“จุดเปลี่ยนคือช่วงหนึ่งแพทย์แผนไทยบูมในโซเชียลมีเดีลเยอะ เพราะมีละครเรื่อง ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง บวกกับช่วงปิดเทอมผมได้ไปช่วยงานป๊าที่บ้าน ได้เห็นตอนป๊าจ่ายยาให้ลูกค้าแล้วหาย เขาก็กลับมาบอก ผมรู้สึกดีที่ยาของบ้านเราทำให้เขาหาย เริ่มรู้สึกดีกับธุรกิจของที่บ้านมากขึ้น สุดท้ายจึงตัดสินใจเรียนแพทย์แผนไทยเพิ่มที่โรงเรียนภัทรเวชสยาม การแพทย์แผนไทย โดยเน้นเรียนเภสัชกรรมไทย รู้วิธีการปรุงและเครื่องมือในการทำยาเป็นหลัก”
เมื่อเรียนจบ ธนโชติก็ไม่ได้กลับมารับช่วงต่อเสียทีเดียว เขาตัดสินใจเปิดธุรกิจขายส่งเครื่องเทศของตัวเอง เพราะเห็นว่าที่บ้านคุ้นเคยกับเครื่องเทศอยู่แล้ว และบางช่วงเครื่องเทศก็ขายได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผงพะโล้ เครื่องตุ๋น หรือยาจีน
“หลังจากนั้น ป๊าก็บอกว่าให้มาช่วยงานที่ร้านได้แล้ว นั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมกลับมาช่วยป๊าใน พ.ศ. 2565
“ป๊าไม่ได้สอนอะไรมาก แต่ผมคอยเข้าไปดูแกตอนซักประวัติคนไข้และจัดยา อาศัยการสังเกตและถามป๊าเป็นหลัก นอกจากเรื่องยา ป๊าจะคอยกระตุ้นให้หาสินค้าใหม่ ๆ มาลงร้าน หรือรับยาเพิ่มขึ้น ตอนแรกไม่ได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจน แต่หลังจากช่วยงานไปสักพัก ท่านก็ให้ผมช่วยดูภาพรวม จัดการเรื่องเงินและติดต่อซัพพลายเออร์ ส่วนป๊าก็เริ่มถอยไปดูแค่ขายหน้าร้านเท่านั้น” ชายหนุ่มอธิบาย

สื่อสารคือวิธีการ
ในการทำงานร่วมกับป๊า เคยเจอ Generation Gap บ้างไหม – เราตั้งสมมติฐานที่ทายาททั่วไปจะต้องเจอ
“เจอตลอดครับ” ธนโชติยอมรับ “แต่จะทำยังไงให้ประนีประนอม ผมก็ต้องหาข้อมูล ค่อย ๆ อธิบายเขาเยอะ ๆ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน ที่สำคัญคือห้ามรีบตัดสินใจอะไรและต้องค่อย ๆ หาตรงกลาง”
หนึ่งในภารกิจสร้างความเชื่อใจให้กับป๊า คือการขยายร้านไพรสินโอสถออกมาเป็นอีกสาขา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของธุรกิจ
“ตอนแรกป๊าไม่เห็นด้วย อยากให้ผมช่วยที่ร้านอย่างเดียวพอแล้ว แต่ผมรู้สึกว่าช่วงนั้นร้านยาในเมืองตรังที่เป็นร้านยาสมุนไพรโบราณเริ่มหายไป บางร้านก็มีแต่คนรุ่นเก่าทำ ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ผมเห็นว่าโอกาสทางธุรกิจยังมี ตลาดก็น่าจะมีเสียงตอบรับที่ดี ผมจึงใช้เวลาคุยกับป๊านานหลายเดือนจนแกยอม”
ร้านสมุนไพรที่ไม่ได้มีแค่ยา
ธนโชติออกปากว่าความท้าทายในการทำธุรกิจยาสมุนไพรยุคนี้ คือความเข้าใจในการรักษาแบบแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทย
“ถ้าเปรียบเทียบกับยุคก่อน คนมีความเข้าใจเรื่องสมุนไพรเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เราไม่ต้องอธิบายเยอะแยะให้เขาเชื่อมั่น แต่ยุคนี้ความเชื่อมั่นลดน้อยลง กลัวมากขึ้น เราต้องมารื้อฟื้น สื่อสารให้ลูกค้าและคนในสังคมเข้าใจว่ายาสมุนไพรดียังไง”
การปรับภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ของร้านให้ดูร่วมสมัย เปลี่ยนรูปแบบหน้าตาสินค้าให้น่าใช้ และการทำคอนเทนต์ให้เข้าถึงได้ง่าย คือเคล็ดลับที่ธนโชติใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ายุคนี้

“จากร้านยาเดิมที่ดูรก ผมทำร้านใหม่ให้ดูมีระเบียบ หรือรูปแบบสินค้า ผมลองนำยาสมุนไพรที่เคยต้มแล้วดื่มมาทำเป็นชาให้น่ากิน ปรับแพ็กเกจจิงให้ดูดีขึ้น และสื่อสารออกไปให้ตรงกลุ่มมากที่สุด”
ปัจจุบันไพรสินโอสถขายทั้งยาไทยและยาจีนสำหรับต้ม ทั้งยังมียาสำเร็จรูป ชาบำรุงสุขภาพ ชาจีน เครื่องเทศผง อาหารเสริม และอุปกรณ์สปาที่เพิ่มขึ้นมา
ที่ต้องมีสินค้าเยอะขนาดนี้ ธนโชติบอกว่ากลุ่มเป้าหมายในปัจจุบันเปลี่ยนไปด้วย
“ในยุคนี้ ผมคิดว่าลูกค้าจะเน้นการป้องกัน ดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้เกิดโรค หรือหลังหายจากโรคแล้วใช้สมุนไพรฟื้นฟู ลูกค้าไม่ได้ใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโดยตรงเหมือนสมัยก่อน ผมจึงอยากให้ไพรสินโอสถไม่ใช่แค่ร้านยา แต่เป็นศูนย์รวมสินค้าสุขภาพที่ต้องป่วยก็มาได้”

ยาสมุนไพรจะไม่ตาย
ถึงจะแตกสาขาแยกออกมา ไพรสินโอสถสาขาใหม่นี้ก็ยังยึดคุณค่าทางธุรกิจที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นอากง คือความมีเมตตา ซื่อสัตย์ และมั่นใจในแบรนด์
“ไม่ว่าคนไข้จะมาในรูปแบบไหน อารมณ์เสียมา ไม่มีตังค์ หรือมาดึก ๆ เรามีหน้าที่ทำให้เขาหายจากทุกข์ ช่วยเขาได้ก็ต้องช่วย
“มากกว่านั้นคือเราต้องซื่อสัตย์ ไม่บิดพลิ้ว ตรงไปตรงมา อีกเรื่องหนึ่งคือความมั่นใจในร้าน เราต้องมั่นใจว่าลูกค้ามีความภักดีต่อร้าน รุ่นแรกเขามาทำมาดีมาก ทุกวันนี้คนยังเรียกว่าร้านยาหมอปิ้ว ทำให้เห็นว่าเขาเชื่อมั่นและเชื่อใจในร้านยาของเรา และมันส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น”
ชายหนุ่มบอกว่า แม้จะเป็นช่วงแรกเริ่มของการทำธุรกิจ แต่เขาก็ต้องใช้แรงกายแรงใจทุ่มให้ธุรกิจนี้ไม่น้อย และในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีคำสอนบางประการของป๊าที่เขานึกถึง
“ป๊าชอบบอกให้อดทน มีสติ ค่อย ๆ คิด เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ” ธนโชติเปิดเผย
“ตั้งแต่ทำร้านมา ป๊าไม่ได้มาบอกตรง ๆ หรอกว่าภูมิใจในตัวเรา แต่ผมสังเกตว่าเขาชอบไปคุยกับเพื่อน ชวนให้เพื่อนมา ผมคิดว่าป๊าน่าจะสบายใจและภูมิใจนะ เขาแค่ไม่ได้พูด (หัวเราะ)
“การรับช่วงต่อไพรสินโอสถมีความหมายกับตัวผมมาก เพราะผมภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สืบทอดธุรกิจ ได้ทำให้คนที่กำลังทุกข์พ้นทุกข์ ได้รักษาองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมายาวนานให้คงอยู่และไม่หายไปในรุ่นของเรา”

Facebook : ร้านขายยาสมุนไพร ไทยจีน. ไพรสินโอสถ
