16 มิถุนายน 2025
3 K

ไม่ใช่แค่การสืบทอดกิจการที่แม่กับพ่อร่วมสร้างกันขึ้นมา แต่คือการสืบสานเจตนาที่ต้องการรักษาภูมิปัญญาจากใยตาลของชุมชนแห่งคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา 

การตัดสินใจวางกีตาร์ของอดีตนักดนตรีมืออาชีพ ปิง-พีระศักดิ์ หนูเพชร ลูกชายคนเดียวของบ้าน และหันมาจับ ‘กี่ทอใยตาล’ ที่พ่อของเขาคิดค้นขึ้นมา ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้

นอกจากทำหน้าที่เป็นหัวเรือขับเคลื่อนของดีประจำชุมชนบ้านเกิด ปิงยังต่อยอดไปสู่การพัฒนาแบรนด์กระเป๋า ‘โหนดทิ้ง (Nodething)’ ให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ ขนาด ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ออร์แกไนเซอร์ชื่อดังของไทยยังซื้อไปใช้ 

เรื่องราวของโหนดทิ้งต่อจากนี้จะค่อย ๆ เผยให้เห็นว่า การบริหารธุรกิจและความสัมพันธ์กับชุมชนถักถอให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ และความเหนียวแน่นนี้คือจุดแข็งที่พาธุรกิจชุมชนจากแดนใต้ของไทยไปไกลถึงระดับโลก

ธุรกิจ : กลุ่มหัตถกรรมใยตาลสทิงพระ (กลุ่มโหนดทิ้ง)

ประเภทธุรกิจ : หัตถกรรมใยตาล

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 24 ปี

ทายาทรุ่นสอง : พีระศักดิ์ หนูเพชร

ปล่อยให้ตายไม่ได้

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้มาจากความรู้สึกเสียดายของ คุณแม่เสริญสิริ หนูเพชร หากภูมิปัญญาหัตถกรรมใยตาลจะต้องตายไปพร้อมกับเชือกมัดสมอเรือ คุณแม่จึงคิดหาทางต่อยอด เริ่มเรียนรู้การสานใยตาลตั้งแต่ พ.ศ. 2521 ด้วยการทำหมวกจากใยตาล

ต่อมาใน พ.ศ. 2544 คุณแม่รวมตัวจัดตั้ง ‘กลุ่มหัตถกรรมใยตาลสทิงพระ’ และจดทะเบียนเป็นสินค้า OTOP ชุมชนที่เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 10 คน ฝึกฝีมือด้วยกันแบบบ้าน ๆ และร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นกระเป๋าหลากหลายรูปแบบ จนทักษะของคุณแม่เสริญสิริได้รับการเชิดชูให้เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมใน พ.ศ. 2554 โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT 

จากรุ่นคุณแม่เสริญสิริที่มุ่งมั่นอนุรักษ์ภูมิปัญญาใยตาล พยายามคิดค้นกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ผลิตได้ครั้งละมาก ๆ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นสองเข้ามารับช่วงต่อ ปิงจึงเข้ามามีบทบาทสร้างแบรนด์กระเป๋าให้เป็นที่รู้จักในนาม ‘โหนดทิ้ง’ 

โหนดทิ้ง แห่งคาบสมุทรสทิงพระ

โหนดทิ้ง มาจาก 2 คำประกอบกัน คือ คำว่า ‘โหนด’ มาจาก ต้นโหนด เป็นภาษาท้องถิ่นทางภาคใต้ที่ใช้เรียกต้นตาลโตนด และคำว่า ‘ทิ้ง’ คือคำที่คนใน ‘คาบสมุทรสทิงพระ’ จังหวัดสงขลา ใช้แนะนำตัวให้คนใต้ด้วยกันรู้ว่าเป็นคนถิ่นไหน 

ในอดีตต้นตาลโตนดทำหน้าที่แบ่งอาณาเขตนาข้าวแทนหมุดราชการ โดยในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด เป็นพื้นที่ที่มีต้นตาลโตนดหนาแน่นมากถึง 3 ล้านต้น

อำเภอสทิงพระเพียงอำเภอเดียวมีต้นตาลโตนดมากถึง 1 ล้านต้น ถือเป็นพื้นที่ที่มีต้นตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านในชุมชนคาบสมุทรสทิงพระจึงผูกพันกับต้นตาลโตนดจนกลายเป็น ‘วิถีโหนด’ ที่ดำรงชีพด้วยการอาศัยประโยชน์สารพัดจากต้นตาลโตนด

โหนดทิ้ง จึงไม่ใช่แค่แบรนด์กระเป๋าในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เท่านั้น แต่คือการสืบสานภูมิปัญญาหัตถกรรมใยตาลที่รุ่นปู่ย่าตาทวดเคยใช้ใยตาล นำมาสานเป็นเชือกสำหรับมัดสมอเรือ ผูกเสาบ้านมานับร้อยปี ด้วยคุณสมบัติที่เหนียวนุ่ม แข็งแรงทนทาน ทนแดดทนฝน และยากต่อการขึ้นรา แต่การเข้ามาของเชือกไนลอนเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ทำให้เชือกจากใยตาลได้รับความนิยมน้อยลงจนแทบจะสูญพันธุ์ไปตามยุคสมัย 

ปฏิวัติการผลิตด้วย ‘กี่ทอใยตาล’

การสานใยตาลด้วยมือให้เป็นหมวกใบหนึ่งต้องใช้เวลาราว 5 – 10 วัน แม้จะเป็นงานฝีมือที่ทำด้วยใจ แต่ยังพัฒนาเป็นธุรกิจที่ผลิตในปริมาณมากไม่ได้ หากมีออร์เดอร์เป็นร้อยใบ ก็ต้องใช้เวลาหลายร้อยวัน คุณพ่อบัณฑิต หนูเพชร จึงริเริ่มประดิษฐ์ ‘กี่ทอใยตาล’ ขึ้นมาใช้ในชุมชนใน พ.ศ. 2546 

จากงานสานมือที่ 1 คนทำทุกกระบวนการผลิต เปลี่ยนไปสู่การแบ่งงานกันทำทั้งชุมชนอย่างทั่วถึง ทั้งคนตีใย คนทอ คนตัด คนเย็บ รวมถึงการออกแบบลวดลายแบบดั้งเดิม เช่น ลายขัดสาม ลายขัดหก ลายลูกแก้ว และลายดอกพิกุล ต่อยอดด้วยการสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จังหวัดสงขลา จึงผลิตได้ในปริมาณมากขึ้นและตอบโจทย์ตลาดได้ดีขึ้น

วางกีตาร์ มาจับกี่ทอ 

“ผมเห็นคุณแม่สานหมวกจากใยตาลมาตั้งแต่เด็ก ๆ” ปิงเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านหนูเพชร เขาเรียนจบเอกดุริยางคศิลป์ (กีตาร์ไฟฟ้า) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ก่อนมารับช่วงต่อ ปิงเป็นนักดนตรีเต็มตัว เล่นคอนเสิร์ต ไว้ผมยาว และใช้ชีวิตแบบชาวร็อกเต็มขั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เติบโตมากับความรักของพ่อ แม่ และคนในชุมชนที่มีต่องานหัตถกรรมใยตาล

ถึงช่วงแรกจะบอกว่ามารับช่วงต่อด้วยความจำเป็น แต่เมื่อได้เข้ามาแล้วเขากลับรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้สืบทอดกิจการของครอบครัวและส่งต่อของดีจากบ้านเกิด จนตอนนี้ยอมรับว่า ‘ทำด้วยความรัก’ เข้าแล้วจริง ๆ

“ช่วง พ.ศ. 2556 พ่อแม่เริ่มอยากเกษียณ แต่ด้วยลักษณะงานชุมชน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ตั้งแต่คนตีใย คนทอ คนตัดเย็บ งานของพ่อแม่เปรียบเสมือนเฟืองตัวบนสุดที่คอยขับเคลื่อนงานบริหาร ถ้าพ่อแม่ผมหยุดทำ เฟืองตัวอื่นก็หยุดไปด้วย ผมเรียนจบดนตรีมาก็จริงแต่พอกลับมาคิดว่า ถ้าไม่สานต่อ องค์กรโหนดทิ้งก็จะหยุดลง” 

ปิงจึงรับหน้าที่เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักใยตาล การเดินทางรับช่วงต่อของปิง เริ่มจากการตั้งชื่อแบรนด์ ‘โหนดทิ้ง’ ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชาวสทิงพระอย่างแท้จริง และนำเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่เพิ่มกำลังการผลิตได้ถึงวันละ 20 ใบมาเสริมการผลิต 

มากไปกว่านั้น ปิงยังมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์​จากใยตาลโตนดคาบสมุทร​สทิงพระได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้​ทางภูมิศาสตร์​ (GI)​ ของ​จังหวัด​สงขลา ในนาม ‘เส้นใยจากคาบสมุทรสทิงพระ’ ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่แบรนด์โหนดทิ้งเท่านั้น แต่เปิดให้ทั้งชุมชนใช้ GI นี้ร่วมกันได้

ลูกค้าคือกำลังใจสำคัญ

จะว่าไปแล้ว ผลิตภัณฑ์จักสานโหนดทิ้งเติบโตขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในเวทีต่าง ๆ มาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ ซึ่งได้ร่วมมือกับนักออกแบบมืออาชีพมาช่วยออกแบบกระเป๋าแต่ละคอลเลกชัน พอมาถึงรุ่นลูก ปิงใช้วิธีรับฟังความต้องการจากลูกค้าโดยตรง แล้วนำไปปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการ จนเรียกได้ว่า ‘ลูกค้า’ ก็เป็นหนึ่งในนักออกแบบของแบรนด์เช่นกัน

หลังจากที่ปิงได้รับคัดเลือกให้เป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม พ.ศ. 2559 โหนดทิ้งยังเป็น 1 ใน 25 ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ของไทยที่ได้เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน The 80th TOKYO International Gift Show ณ กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กระเป๋าโหนดทิ้งเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

“หลังจากนั้นมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะเลย คนญี่ปุ่นชอบงานพวกนี้มาก ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นผลงานตัวเองอยู่ในนิทรรศการ ได้กำลังใจเยอะเลย เพราะคนเห็นคุณค่างานจากชุมชนของเรา”

ปิงเล่าต่ออีกว่า การได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านการประกวดแข่งขันในโครงการต่าง ๆ ทำให้เขาได้เดินสายเป็นตัวแทนประเทศไทยไปจัดแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากใยตาลในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน อังกฤษ

คนเชื่อมใจ

คนคัดกาบตาล คนตีใยตาล คนทอ คนเย็บ คนประกอบขึ้นรูปกระเป๋า คนออกแบบผลิตภัณฑ์ และคนขาย ล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน 

หน้าที่หลักของปิง นอกจากบริหารจัดการ มองภาพรวมของธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว เขายังเป็นคนเชื่อมใจระหว่างคนรุ่นพ่อแม่ที่เชี่ยวชาญในงานหัตถกรรม ให้ถ่ายทอดความรู้ไปยังคนรุ่นลูกอย่างราบรื่น

“ผมโชคดีที่โตที่นี่ ทุกคนเป็นญาติ เป็นพี่น้องกันหมด คนรุ่นเก่าเขาเอ็นดูเรา เพราะทำงานกับแม่มานาน ส่วนคนรุ่นใหม่อายุประมาณ 17 – 18 ปี ก็เริ่มสนใจเข้ามาทำงานหัตถกรรมมากขึ้น เพราะโตกับแม่ที่ทำงานนี้ ผมจึงกลายเป็นคนทำหน้าที่เชื่อมใจของคน 2 รุ่น”

ปิงยังเล่าถึงหัวใจการบริหารงานอย่างไม่อ้อมค้อม และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมแบรนด์เล็ก ๆ ที่ทำงานร่วมกับชุมชนถึงยืนหยัดอยู่ได้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ชาวบ้านไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ไม่ต้องลงทุนเอง และไม่ต้องหาตลาดเอง เพราะปิงรับหน้าที่ดำเนินการระบบหมุนเงินให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพที่ตัวเองรัก

“ระบบมันเดินด้วยเงิน ถ้าคนตีใยตาลทำงานแล้วต้องรอให้ขายของก่อนถึงจะได้เงิน เขาคงเลิกทำไปแล้ว เพราะเขาต้องกินต้องใช้ทุกวัน ส่วนคนทอใยตาลก็เบิกเครื่องทอที่พ่อผมคิดขึ้นมาไปใช้ฟรี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเช่า ใยตาลเส้นก็ไม่ต้องซื้อ เอาแรง ฝีมือ และผลงาน มาแลก ส่งงานแล้วได้เงินทันที”

หากไม่มีเงินหมุนเวียน คนในชุมชนอาจต้องหันไปทำอย่างอื่นเลี้ยงชีพ เมื่อถึงวันที่มีออร์เดอร์เข้ามาก็อาจจะดึงพวกเขากลับมาไม่ได้อีก

จากอำเภอต้นตาลล้านต้นสู่ชุมชนทอใยตาล โดยทายาทครูช่างผู้พา ‘โหนดทิ้ง’ ไปไกลระดับโลก

พร้อมผลิตเสมอ เพราะมองเกมขาด

ปิงต้องเจอกับบทเรียนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น เมื่อไม่มีรายได้แม้แต่น้อย แต่ยังต้องจ่ายค่าแรง ในระหว่างนั้น เขาตัดสินใจเตรียมวัสดุใยตาลและชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายและเปิดประเทศ มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ปิงจึงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันที จากจุดนั้นทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเตรียมพร้อมเพื่อการผลิตอยู่เสมอ

“การบริหารของผม คือต้องมีรายได้เข้ามาเสมอ ออร์เดอร์มาปุ๊บ ต้องผลิตได้ทันที สมมติคิง เพาเวอร์ สั่ง 300 ใบ ผมต้องพร้อมผลิต เพราะมีวัสดุและแรงงานพร้อมแปรรูปได้เลย” 

คิง เพาเวอร์ เป็นทั้งลูกค้ารายสำคัญและเป็นช่องทางการขายหลักของโหนดทิ้ง ติดต่อกันทุกเดือนมานานนับสิบปี นอกจากนี้ กระเป๋าจากใยตาลยังไปวางขายที่สนามบินหาดใหญ่ ร้านค้าในเชียงใหม่ เกาะสมุย เพชรบุรี กาญจนบุรี และร้านค้าในหลายจังหวัด รวมถึงงานอีเวนต์อย่างงาน OTOP งานอัตลักษณ์ไทย ที่ทีมโหนดทิ้งก็ไปออกบูทด้วยตัวเอง

กระเป๋ารุ่นป้าตือ

นอกจากการขายผ่านหน้าร้านต่าง ๆ แล้ว โหนดทิ้งยังมีช่องทางออนไลน์ผ่าน Facebook : Nodething ที่ได้รับความนิยมจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก ปิงเสริมว่า

“90% ของลูกค้าในเพจบอกว่า มาหาเพราะต้องการกระเป๋ารุ่นนี้เลย บอกว่าเห็นจากทวิตเตอร์ หรือเห็นดาราถือ แล้วเขาก็มาหาต่อเอง ที่ผมประทับใจคือมีกระเป๋ารุ่นที่ป้าตือซื้อไปใช้แล้วถ่ายรูปลงในอินสตาแกรม รุ่นนั้นขายถล่มทลายเลย

sacit ขอขอบคุณ "ป้าตือ" สมบัษร ถิระสาโรช ออร์แกไนเซอร์แถวหน้าของวงการแฟชั่น ที่หยิบกระเป๋าหัตถกรรมจากใยตาล กลุ่มโหนดทิ้ง…

Posted by สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย on Sunday 4 December 2022

“ทุกวันนี้เวลามีคนถามถึงกระเป๋ารุ่นที่ป้าตือถือ ก็ยังมีผลิตอยู่เรื่อย ๆ นะครับ ผมยังไม่เคยเจอป้าตือด้วยซ้ำ อยากจะขอบคุณมาก ๆ เลยครับ”

สำหรับปิง เขาภูมิใจเป็นอย่างมากที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโหนดทิ้ง ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัวเท่านั้น แต่คือการสืบสานภูมิปัญญางานหัตถกรรมใยตาลด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนชาว อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา หัตถกรรมใยตาลเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศ

“ผมเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน อยากฝากถึงเด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ต่างจังหวัดให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ชุมชนมี ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือแม้แต่ฝีมือในชุมชนของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจริง ๆ” ปิงส่งท้าย 

Facebook : Nodething 

Writer

ชลธาร นราตรี

นักหัดฟัง ผู้ชอบทำอาหารในบางเวลา ชอบกินเต้าหู้ นั่งมองแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าและยิ้มให้กับสายลมตรงหน้า ชอบถ่ายรูป เดินทักทายธรรมชาติ กอดต้นไม้ใหญ่ และอารมณ์ดีเมื่อได้กินไอติม

Photographer

กิจพิมุกข์ ถาวรสุข

ช่างภาพสงขลา ลูก 1 ผู้ที่มีความฝันสูงสุดคือการได้เป็นเพื่อนคนแรกของ น้องจินนิค (ลูกสาว)