12 สิงหาคม 2025
2 K

แม่ฑีตา’ คือกิจการครอบครัวที่ผ่านมรสุมมาหลายยุคสมัย นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ คุณยายฑีตา จันทร์เพ็งเพ็ญ และ คุณแม่จิ๋ว-ประไพพันธ์ แดงใจ ต้องตามหาภูมิปัญญาผ้าย้อมครามที่เกือบเลือนหาย มาจนถึงมือทายาทรุ่นสาม คือ มอญ-สุขจิต แดงใจ ผู้มาสานต่อในวันที่ผู้คนยังมองว่าเป็นเสื้อผ้าแสนเชย กระทั่งภาพเหมารวมในยุคสมัยหนึ่งที่มองคนสกลนครมาคู่กับการกินหมา จนบทสนทนาเชิงสบประมาทนี้บดบังความสนใจในผ้าผืนงามอยู่แสนนาน

วันเวลาผ่านไป เริ่มมีลูกค้าที่สนใจมากขึ้น แถมผ้าครามจากแม่ฑีตายังเคยไปเฉิดฉายในภาพยนตร์ฮอลลีวูด จนปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์ที่มีลูกค้าหลายช่วงอายุ หลายอาชีพ ทำให้สกลนครกลายเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าย้อมครามไปโดยปริยาย 

เรื่องราวฟ้าหลังฝนเหล่านี้ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดออกไปแล้วมากมาย ดังนั้น การเดินทางมาพูดคุยกับมอญคราวนี้ เราจึงไม่ได้พูดคุยถึงทักษะงานฝีมือหรือความรู้เรื่องธุรกิจมากนัก แต่เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกบอกเล่า หากสำคัญต่อการส่งไม้ต่อของธุรกิจครอบครัว นั่นคือ ‘ความรู้สึก’ ที่เชื่อมโยงให้รุ่นลูกหลานอยากจะสานต่อและ ‘คำสอน’ ของแม่ฝังลึกจนกลายเป็นพลังให้ไม่ยอมแพ้ แม้ในวันที่ยากลำบากที่สุดก็ตาม

ธุรกิจ : แม่ฑีตา

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2535

อายุ : 30 ปี

ประเภท : ผ้าย้อมคราม

ผู้ก่อตั้ง : คุณยายฑีตา จันทร์เพ็งเพ็ญ, คุณแม่ประไพพันธ์ แดงใจ

ทายาทรุ่นสาม : คุณสุขจิต แดงใจ

เด็กบางคนโตมากับดิสนีย์ แต่แม่เราเล่าเรื่องเขมรแดงให้ฟัง

เราเดินทางไปเยือนโรงแรมศิวาเทล หย่อนตัวลงบนเก้าอี้ในคาเฟ่ ไม่ไกลจากบูทแม่ฑีตามากนัก จึงพอจะได้เห็นภาพลูกค้ามายืนเลือกผ้า โดยมีคุณยายจิ๋วยืนอุ้มหลานอยู่ไม่ห่าง (และบางช่วงทายาทตัวน้อยก็วิ่งมาส่งยิ้มสดใสขอร่วมวงด้วยคน) บทสนทนาของเรากับมอญเริ่มต้นขึ้น ด้วยภาพความทรงจำในวัยเด็กของเธอ

“คุณแม่เป็นคนไม่พูด ทําอย่างเดียว แต่ค่อนข้างมีจุดยืนบางอย่างที่ไม่สนใจอะไรเลย เราจึงคิดว่า ยุคพิสูจน์ตัวเองคือยุคคุณแม่ เราเป็นคนมองดูภาพนั้นมากกว่า บทบาทของแม่หนักหนาสาหัสมาก แม่ทําผ้าย้อมครามตอนที่ยังไม่มีใครรู้จัก พอไปกู้ธนาคารก็ไม่มีที่ไหนให้กู้ จนต้องบอกเขาว่าเอามาทํานาหรือว่าเอาไปขายของแทน”

ตั้งแต่จำความได้ เธอเห็นแม่สวมกางเกงขาก๊วย สะพายย่าม สวมรองเท้าแตะ ทุกเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแม่จะลุกมาเตรียมตัว เข้าสวนไปถอนหญ้า แล้วกลับบ้านมาออกแรงทำผ้าย้อมคราม พร้อมเหงื่อท่วมตัว แม่จิ๋วในสายตามอญจึงเป็นภาพความเหนื่อยล้าทว่าไม่สิ้นหวัง ตรงกันข้าม หยาดเหงื่อเหล่านั้นคือความมุ่งมั่นของคนเป็นแม่

“เด็กคนอื่นอาจโตมากับการดูการ์ตูนดิสนีย์ แต่แม่เราเล่าเรื่องเขมรแดงให้ฟัง ทั้งความน่ากลัว ความหดหู่ในยุคนั้น เรารู้สึกว่าแม่เป็นคนแปลก

“พอได้ไปงานรวมรุ่นเพื่อน ๆ แม่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อน ๆ ก็ตกใจว่ามีลูกได้ยังไง เขามารุมคุยกับเราว่า รู้ไหม จิ๋วตอนเรียนมหาวิทยาลัยนี่ขนาดไหน ไปอยู่บนเขาในป่าที่เชียงใหม่กับชาวบ้าน ไปถางทำทางขึ้นเขาให้ชาวบ้านอยู่คนเดียว อยู่จนยายต้องบอกว่า ถ้าไม่กลับมาบ้าน ไม่ต้องมาเรียกว่าแม่แล้วนะ”

แม่ไม่ซื้อข้าวกับคนไม่ปลูกข้าว

นอกจากความมุ่งมั่นจะคืนชีพให้ผ้าครามแล้ว แม่จิ๋วยังจูงมือลูกเดินเข้าร้านค้าชุมชนแทนห้างหรือร้านสะดวกซื้อเสมอมา และหากจะซื้ออะไร ก็ใส่ใจไปจนถึงต้นตอคนทำเสมอ

“แม่มีจุดยืนอย่างหนึ่ง คือจะไม่ซื้อข้าวจากคนที่ไม่ปลูกข้าว จะซื้ออะไรต้องซื้อกับคนที่ทําสิ่งนั้นจริง ๆ เวลาไปตลาดก็จะพาเดินมุมลึกที่สุดก่อน แม่บอกว่าคนที่อยู่ลึกที่สุดจะไม่ใช่เจ้าของแผง แต่เป็นคนที่ขนของใส่ตะกร้า นั่งสองแถวเอามาตั้งขาย 

“เวลาไปโรงเรียน เราเห็นเพื่อนกินขนมถุง พอบอกแม่ว่าอยากกิน แม่ก็จะพูดว่าที่เขาทําให้เราอยากกินขนมถุง เพื่อให้เราอยากกินน้ำ นี่คือช่วงมัธยมต้นนะ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ จนโตขึ้นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เราพบว่าสิ่งที่แม่สอนโคตรลึกเลย เขาทําให้เราคิดซับซ้อนและตั้งคําถามกับทุกอย่างที่เจอ

“แม่บอกว่าเงินที่เรามีคือพลัง เรียกว่าพลังผู้บริโภค การตัดสินใจซื้ออะไรคืออํานาจของเราว่าจะส่งต่อเงินไปถึงคนกลุ่มไหนเพื่อให้เขามีพลัง พอโตมาแบบนั้น เราจึงฉุกคิดก่อนจะซื้อเสมอ เพราะรู้สึกว่าการใช้เงินของเราเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้

“ถ้าจะสอนลูก เราคงพาลูกไปตลาด ไปซื้อผักกับคนที่ปลูกผัก ซื้อไข่จากคนที่เลี้ยงไก่ไข่จริง ๆ เราอยากนำสิ่งที่แม่เคยสอนมาส่งต่อเหมือนกัน”

คล้ายว่าแนวคิดเหล่านี้ก็สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของแบรนด์แม่ฑีตาด้วยเช่นกัน เพราะแม้กระบวนการทำผ้าครามจะทรหด แต่เธอไม่เคยคิดจะขายเรื่องราวเหล่านั้น เพราะอยากให้ผู้บริโภคเลือกจากคุณภาพและคุณค่าของงานมากกว่า

“เวลานำเสนอ เราอยากพูดให้รู้สึกว่าน่าซื้อโดยไม่ต้องใช้ความสงสาร แต่ซื้อเพราะเห็นคุณค่า แม้เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อและความเหน็ดเหนื่อยก็ตาม

“เวลาเราทํางานกับคนทอผ้า ส่วนมากเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณยายฑีตา เราไม่ได้มองทุกคนเป็นพนักงานทอผ้า ทุกคนเป็นเหมือนฟรีแลนซ์ที่ทํางานอยู่บ้าน คุณแม่จะไม่กำหนดว่าต้องทอแบบวงกลมกี่จุด ๆ นะ แต่คุณแม่บอกว่ายายไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินนะ ดูตอน 6 โมงเย็นว่าเห็นอะไร แล้วเอามาทอผ้า” 

เธอเอ่ยถึงวิธีบรีฟงานเหล่ายาย ๆ ที่นำมาเล่าต่อเป็นเรื่องราวของผ้าแต่ละผืนอันงดงาม สื่อถึงพืชพรรณ สัตว์ชนิดต่าง ๆ บรรยากาศ วิถีชีวิต และเรื่องราวท้องถิ่นที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริงและเป็นธรรมชาติ

แม่บอกว่าจะย้อมครามไปจนตาย

“ตอนเด็กเราไม่กล้าบอกใครว่าที่บ้านทำผ้าย้อมคราม รู้สึกอาย พ่อแม่คนอื่นแต่งตัวดี เป็นข้าราชการบ้าง แต่แม่เราใส่กางเกงขาก๊วย รองเท้าแตะ มือดำเพราะย้อมครามตลอด”

ด้วยช่วงวัยเด็กบวกกับค่านิยมในพื้นที่ ทำให้เธอคิดอยากสร้างอนาคตให้ได้ทำงานดี ๆ มีเงินเดือนสูง ๆ เพื่อให้แม่ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ทว่าแม่ไม่ได้คิดเช่นนั้น

“เราอยากช่วยแม่ แต่พอไปถามแม่ว่าถ้ามีเงินเดือนเยอะ ๆ มาเลี้ยงแม่ แม่จะเลิกทําไหม แม่บอกว่า ไม่ แม่จะทำจนตาย”

เมื่อได้ยินดังนั้น ในช่วงมัธยม มอญจึงเริ่มปักธงใหม่ว่า เธอต้องทำให้ผ้าครามของแม่ขายดีให้ได้ กลายเป็นการหล่อหลอมเส้นทางชีวิตโดยที่แม่ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอะไร แต่มอญเริ่มขวนขวายด้วยตนเอง 

ทั้งเรียนภาษาเพื่อให้สื่อสารกับลูกค้าต่างชาติได้ หาความรู้เรื่องธุรกิจ การบริหาร ไปจนถึงการออกแบบเพื่อให้คุยกับช่างตัดเย็บผ้าเข้าใจ แล้วนำความรู้ทั้งหมดมาแก้ปัญหาด้านการขาย โดยแรงผลักคือการอยากลบภาพเหมารวมที่เธอพบเจอทุกครั้งที่ไปออกบูทตั้งแต่วัยเยาว์ 

“คนสกลนครกินหมาหรือเปล่า” 

“ผ้าครามเหมือนเสื้อกำนัน” 

เธอได้ยินสิ่งนี้ซ้ำ ๆ จากคนที่ไม่แม้แต่จะหยิบผืนผ้าขึ้นมาพินิจดูสักหน จนกลายเป็นความรวดร้าวฝังลึกในใจ

“เรารู้สึกว่ามันเป็นอคติบางอย่างของคน ในใจเราเลยเหมือนอยากเอาชนะ อยากทําให้เขารู้สึกว่าของที่เราทํามันสวย มันเจ๋งนะ” มอญเล่าพร้อมน้ำตารื้นเบา ๆ 

“เราโตมากับการถูกบอกว่าเราทำได้ไม่ดีตลอดเวลา การเป็นนักออกแบบไม่มีตรงไหนที่โรแมนติกเลย เราเลยอยากเอาชนะภาพนั้นด้วยการทำให้ของเราขายได้”

มีชีวิตอยู่ เพื่อบอกว่าพวกเรายังอยู่

มอญจริงจังเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) หลังบ้านมาก เธอพยายามหาวิธีแก้ภาพจำคนไทยว่าผ้าครามเหมือนเสื้อกำนัน จนพบว่าส่วนหนึ่งเพราะการอัดกาวที่ทำให้ผ้าแข็ง และเมื่อช่างไม่ยอมปรับวิธีตัดผ้า เธอจึงไปเรียนออกแบบเพื่อมาคุยกับช่างและลองผิดลองถูกออกมาเป็นเวอร์ชันปัจจุบัน รวมถึงศึกษากลุ่มลูกค้าของแม่ฑีตาโดยละเอียด

“เราไปค้นคว้าว่าคนประเภทนี้ส่วนใหญ่ทําอาชีพอะไร ใช้ชีวิตยังไง ฟังเพลงอะไร จนเจอไลฟ์สไตล์บางอย่างที่เป็นจุดร่วม พอจับจุดได้เลยทำเสื้อผ้าให้เข้ากับกลุ่มคนเหล่านั้น ถ้าให้นึกภาพ เราคิดว่าลูกค้าแม่ฑีตาค่อนข้างอินโทรเวิร์ตนิด ๆ ชอบมองหาเท็กซ์เจอร์ ไม่ชอบความเรียบ ไม่ชอบความความเท่ากันจนสมบูรณ์แบบ ชอบที่มันไม่เป๊ะ และไม่ชอบรีดผ้า”

เมื่อจับจุดได้ถูกต้องแล้ว กลุ่มลูกค้าของแม่ฑีตาจึงไม่ได้กำหนดด้วยช่วงอายุ เชื้อชาติ หรืออาชีพอีกต่อไป แต่มีจุดเชื่อมเป็นไลฟ์สไตล์บางอย่างที่ชัดเจน อีกทั้งยังผ้าย้อมครามดูมีแนวโน้มว่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น 

“ลูกค้าคนรุ่นใหม่นี่แหละเป็นกําลังใจที่ดีมาก ๆ ผลักให้เราอยากทําต่อไป ถึงอย่างนั้น เรายังไม่คิดจะเลิกหรอก ไม่เคยคิดจะเลิกด้วย ถ้ารุ่นแม่เป็นรุ่นพิสูจน์ตัวเอง รุ่นเราก็เหมือนการบอกว่าเรายังอยู่นะ เรายังไม่ยอมแพ้”

เวลาผ่านไป นอกจากลูกค้าและชื่อเสียงที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว คล้ายว่าเหล่าภาพเหมารวมที่เคยฝังใจก็ค่อย ๆ เลือนหายไปด้วยเช่นกัน

“ทุกวันนี้เรารู้สึกว่าผ่านมาได้อย่างหนึ่งแล้ว คือพอพูดถึงสกลนคร เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องกินหมาแล้ว แต่สกลนครเป็นเมืองแห่งผ้าย้อมคราม มันปลดล็อกอะไรในใจเราไปได้หลายอย่างเลย”

แม่เหมือนตำราที่ไม่อาจหาจากที่ไหน

เมื่อกิจการเริ่มอยู่ตัว เธอไม่ได้คิดว่าต้องขยายธุรกิจไปมากกว่าเดิม เพราะงานฝีมือไม่ใช่สิ่งที่เร่งผลิตแล้วคนทำจะมีความสุข อีกทั้งความหมายของงานนี้สำหรับมอญไม่ใช่เรื่องตัวเลข 

“เราทําทุกอย่างเหมือนเดิม แม่ยังเดินเข้าสวน พอหมดจากครามก็ปลูกข้าว เราเป็นคนเดียวที่ทําแพทเทิร์นเสื้อผ้า กี่ปี ๆ แบรนด์ก็ไม่โตเลย คนทอผ้ายังมีอยู่ 20 คนยังไงก็ 20 คนอย่างงั้น มันถึงเพดานที่ขยายมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว

“หน้าที่ของเราคือการทําให้คนกลุ่มนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทําในสิ่งที่เขาเคยทํามาจนครบ จนหมดช่วงเวลาของเขา ถ้ารุ่นต่อไปจะไม่ทําต่อแล้วก็ไม่ต้องไปฝืน มันเป็นธรรมชาติที่บางสิ่งบางอย่างอาจจะหายไป แต่ถ้ายังจําเป็นกับมนุษย์โลกอยู่ มันก็จะยังคงอยู่ 

“เราว่ามันยังจำเป็นนะ ทุกวันนี้โลกร้อนขึ้น อุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างมลพิษเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เราว่าการย้อมครามจะยังอยู่ได้และอยู่อย่างสมศักดิ์ศรีด้วย เพราะคนน่าจะถามหามากขึ้น ถ้ามีความต้องการก็คงมีคนกลับไปทำต่อมากขึ้น 

“คําว่า ‘กลับบ้าน’ สำหรับคนอีสาน จริง ๆ แล้วเราว่ามันเป็นคําที่หรูหราหมาเห่าไกลเกินตัวมากเลย แทบจะเป็นไปไม่ได้สําหรับหลายคน อย่างแม่เรา การกลับบ้านต้องพิสูจน์อยู่ตั้งกี่ปีกว่าคนจะยอมรับและไม่โดนดูถูกนินทา หวังว่าต่อไปคําว่ากลับบ้านจะเป็นคําที่ไม่หรูหราเกินไปสำหรับคนยุคนี้”

หลังจากสองแม่ลูกผ่านพายุโหมกระหน่ำด้วยความเชื่อมั่นมาได้แล้ว แถมยังมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาอีกคน เราจึงเอ่ยถามทิ้งท้ายว่า มอญมีเรื่องไหนที่อยากบอกแม่จิ๋วไหม 

“เราอยากขอบคุณเขา” มอญนิ่งคิดเล็กน้อย 

“ขอบคุณที่เขาไม่ยอมแพ้ เราทึ่งมากเลยที่แม่ไม่ยอมหยุด ไม่ยอมเลิก แม้ทุกคนจะพูดว่าเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีใครใช้หรอก แต่แม่ก็ไม่เคยหยุดจนถึงทุกวันนี้ ถ้าถามว่าทําไมไม่ไปทําอย่างอื่นที่ได้เงินเยอะกว่านี้ ง่ายกว่านี้ แม่ก็บอกว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เงิน จุดยืนของเขาทําให้เราเติบโตมาแบบนี้ เขาคือผู้หญิงคุณภาพคนหนึ่ง แม่เหมือนตำราที่คงไม่เจอที่ไหน เราคิดว่าเราโชคดีที่มีแม่แบบนี้”

Facebook : Mae Teeta 

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด