‘Lin Oriental’ คือร้านขายเครื่องเงินที่อยู่คู่เจริญกรุงมาเกือบ 50 ปี ก่อตั้งโดย คุณพ่อยิ่งยง รินธนาเลิศ และ คุณลุงเจริญ รินวณิชธนากร แต่ในวันนี้สองพี่น้องทายาทรุ่นสอง หนู-ฐิติพร และ หนิง-ภัทราพร รินธนาเลิศ เข้ามาสานต่อ บนเส้นทางที่ไม่ได้สวยงามเหมือนเครื่องประดับในตู้
“พ่อเคยเล่าว่าแต่ก่อนขายดีในระดับที่ทำไม่ทัน ร้านแทบจะต้องเปิดถึงเที่ยงคืนเพราะคนมาไม่หยุด ขายเหมือนแจกฟรี เพราะเครื่องเงินที่เมืองนอกแพงมาก แต่ในไทยนั้นค่าเงินถูก ค่าแรงถูก ลูกค้าต่างชาติรู้กันว่าถ้ามากรุงเทพฯ ต้องมาซอยนี้ แถวโรงแรม Mandarin Oriental และมาซื้อเครื่องเงินในย่านนี้”
หากเทียบกับร้านส่วนใหญ่บนถนนเจริญกรุง Lin Oriental ไม่เหมือนใครมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะร้านนี้ขายปลีก ไม่มีขั้นต่ำ ซึ่งเป็นโมเดลนี้ตั้งแต่รุ่นพ่อมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน


ธุรกิจ : Lin Oriental
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2520
ประเภท : เครื่องประดับ
ผู้ก่อตั้ง : เจริญ รินวณิชธนากร และ ยิ่งยง รินธนาเลิศ
ทายาทรุ่นสอง : ฐิติพร รินธนาเลิศ และ ภัทราพร รินธนาเลิศ
“ร้านเครื่องเงินส่วนใหญ่ไม่ค่อยผลิตเอง เขาจะไปรับต่อจากโรงงานมา แต่บางทีคุณภาพก็ไม่ได้ดีมากและรูปแบบเหมือนกันทุกร้าน ทำให้ตัดราคาแข่งกัน แต่คุณพ่อพยายามทำเอง หาช่างเอง หาเครื่องมือเอง ซึ่งก็ไม่ได้ 100% หรอก เพราะบางเทคนิคต้องอาศัยโรงงานใหญ่ แต่เราก็พยายามทำเองให้ได้มากที่สุด ลูกค้าดูออกเลยว่าคุณภาพและรูปแบบสินค้าไม่เหมือนกับร้านอื่น”
เพราะกิจการนั้นไปได้ดีตลอดมา ยิ่งยงจึงมองเห็นอนาคตอันยาวไกลของ Lin Oriental และวางแผนให้ลูกสาวคนโตเป็นผู้สืบทอดกิจการ เมื่อหนูเรียนจบ เขาจึงส่งเธอไปเรียนเป็นนักอัญมณีแล้วกลับมาทำงานที่ร้านต่อทันที แต่แผนของยิ่งยงกลับไม่เป็นไปตามที่วางไว้
“พอเรียนจบก็กลับมาทำงานกับพ่ออยู่หลายปี แต่ชนกันหนักมาก ไม่ลงตัวอย่างแรง คุยกันไม่รู้เรื่องเลย จนถึงจุดที่เขาไล่เราออก ซึ่งเราไม่ติดอะไร ออกก็ออก” แต่เพราะความชอบในจิวเวลรีประกอบกับความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา เธอจึงยังขลุกอยู่ในวงการและไปสมัครงานกับบริษัทจิวเวลรีส่งออก ซึ่งเธอยอมรับว่าเป็นงานที่สนุกทีเดียว
หน้าที่การงานของเธอกำลังไปได้ด้วยดี แต่ก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อคุณพ่อยิ่งยงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หนูจึงต้องกลับมาที่ Lin Oriental อีกครั้ง และเธอก็ต้องเจอกับงานใหญ่ เพราะสภาพของร้านอายุหลายสิบปีนั้นเกินจะเยียวยา


ออกแบบได้
“แรก ๆ ที่ทำร้าน คุณพ่อดูแลร้านมาอย่างดี แต่หลัง ๆ เขาก็ปล่อยปละละเลยบ้าง สภาพร้านจึงดูไม่น่าเข้ามาซื้อของ ของเยอะ รกไปหมด” หนูจึงต้องปิดร้านเพื่อปรับปรุงใหม่อยู่เกือบปีกว่าจะได้เปิดอีกครั้งในช่วงต้น พ.ศ. 2562
การที่ร้านอยู่ในสภาพทรุดโทรมมากและต้องปิดตัวไปเกือบปีดูเหมือนจะเป็นโจทย์ยาก แต่หนูกลับคิดตรงกันข้าม “มันง่ายสำหรับเรา เราจะทำอะไรก็ได้ เพราะทำอะไรก็จะดีกว่าเดิม”
เหมือนเธอจะไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ความจริงเธอทำการวิเคราะห์มาอย่างดีว่า Lin Oriental ในมือทายาทรุ่นสองจะปรับตัวไปในทิศทางใด เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมลูกค้าในยุคปัจจุบัน
ในส่วนของสินค้าที่ขายในร้าน เธอยังคงโมเดลเดิมที่เน้นการขายปลีกและทำงานกับช่างฝีมือดีที่ไว้ใจได้ซึ่งทำงานกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ เพราะเธอมองว่านี่เป็นข้อดีที่สร้างความแตกต่างให้กับ Lin Oriental
แต่ความพิเศษของ Lin Oriental ในยุคของทายาทรุ่นสองนั้น คือการได้น้องสาวคนเล็กของครอบครัวอย่างหนิง ซึ่งเรียนมาทางด้านศิลปะโดยตรงเป็นผู้ออกแบบจิวเวลรีที่วางขายหน้าร้าน โดยแบบส่วนใหญ่เน้นความคลาสสิก ใส่ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่เชย แต่ก็ไม่หวือหวา ไม่แฟชั่นจ๋า


ล่าสุดมานี้ หนิงยังทำคอลเลกชันซึ่งตอบรับกับเทรนด์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แถมยังใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอีกด้วย โดยหนิงเป็นคนพัฒนาดีไซน์และคุยกับช่างทุกคนโดยตรงถึงเทคนิคและกระบวนการผลิต
“เราเอาเศษสร้อยที่สั้นเกินไปมาประกอบเป็นจิวเวลรีชิ้นใหม่ เป็น Upcycle Project ที่ได้รับการตอบรับดีมาก ลูกค้าตื่นเต้นเพราะมันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่เหมือนคนอื่น”
การบริการเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไปรอดและต่างจากร้านอื่นบนถนนเจริญกรุง ซึ่งเธอเห็นโอกาสมากมายในการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับชำระผ่านบัตรเครดิต การทำเว็บไซต์ หรือเพิ่มการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย
“ทุกวันนี้เรามองว่าเราขายเซอร์วิสมากกว่าสินค้า เราสื่อสารได้ ติดต่อง่าย มีปัญหาอะไรคุยได้ ถามได้ และโปร่งใส พวกนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สินค้าถือเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น”


ซ่อมได้
“ร้านแถวนี้ส่วนใหญ่ขายอย่างเดียว ไม่มีบริการใด ๆ ซึ่งทำให้เขาเสียลูกค้าไปเยอะ แต่ส่วนตัวเราเชื่อว่าของที่ดีคือของที่ต้องซ่อมได้ ถ้าเป็นของที่เรารัก ย่อมมีความหมายทางใจ เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนรับซ่อม มันเป็นปัญหาของลูกค้านะ”
ด้วยเหตุนี้ Lin Oriental จึงรับซ่อมสินค้ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ และหนูเห็นว่ายังมีช่องว่างให้อัปเกรดบริการนี้ได้อยู่อีกเยอะทีเดียว
“คุณพ่อมีความเป็นศิลปินนิดหน่อย บางทีถ้าไม่อยากทำก็ไม่ทำ บางทีรับงานมาแล้วแต่ก็เก็บไว้ ไม่ยอมทำ แต่เราไม่อยากมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ จึงปรับปรุงข้อเสียที่เห็น ถ้าอยากทำ เราจะชัดเจนกับลูกค้าว่าจะทำ ถ้าไม่ถนัด เราจะบอกเขาเลยว่าไม่ทำ ไม่เอาของเขามาเก็บไว้ให้เขามาบ่น”
Lin Oriental จึงรับซ่อมจิวเวลรีทุกชิ้นถ้าทำได้ ไม่ว่าจะซื้อมาจากที่ไหน ซึ่งการรับงานซ่อมนั้น ทำให้หนูเห็นความผูกพันของลูกค้าที่มีต่อจิวเวลรีชิ้นนั้น ๆ อย่างชัดเจน
“ของพวกนี้ต้องซ่อมเพราะมีคุณค่าทางใจ เป็นของที่ได้รับเป็นของขวัญ หรือไม่ก็เป็นมรดกตกทอดมา มีเคสที่เป็นของที่ยายให้แม่ แล้วแม่ส่งต่อมาให้เขาอีกที แต่ของหัก จึงไม่ได้ใส่มาเป็นสิบปี พอเราซ่อมให้เขาก็ดีใจจนร้องไห้เลย”
งานซ่อมนั้นดูเหมือนง่าย แต่อันที่จริงไม่ง่ายเลย หลายครั้งต้องรื้องานใหม่ทั้งหมดเพียงเพื่อเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย ซ้ำร้ายยังคิดค่าซ่อมแพงมากไม่ได้ เพราะค่าซ่อมอาจแพงกว่าการซื้อของใหม่เอาได้ง่าย ๆ กำไรจากงานซ่อมจึงน้อยมาก
“แทบจะเรียกว่าไม่คุ้มเลย ถ้าบอกว่าเปิดร้านรับงานซ่อมอย่างเดียวคือเจ๊ง แต่เรามองว่าเป็นบริการเพื่อรักษาลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่จะซาบซึ้งมาก เพราะเขาไม่มีทางเลือกเยอะ จริง ๆ ในเมืองไทยก็มีร้านที่รับซ่อมนะ แต่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับชาวต่างชาติ พอเราสื่อสารได้ เราก็ได้ลูกค้าต่างชาติเยอะ”

สั่งทำได้
ไม่เพียงแค่ซ่อมได้เท่านั้น Lin Oriental ยังรับผลิตงานตามแบบในใจของลูกค้า และนี่เป็นบริการสำคัญของร้านที่มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อเช่นกัน
“สมัยคุณพ่อ เขารับผลิตตามคำสั่งของลูกค้า แต่มีข้อจำกัดและรับทำแค่บางเทคนิค ซึ่งทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ทำได้ทุกอย่างนะ งานที่เราไม่ถนัดก็จะบอกลูกค้าตรง ๆ ว่าอาจจะทำออกมาได้ไม่ดี หรือทำได้ดีแต่แพง” แต่งานไหนที่ถนัดก็รับรองได้ว่าคุณภาพสูงและผลลัพธ์จะออกมาเหมือนภาพในใจอย่างแน่นอน
“บางทีลูกค้าเข้ามาพร้อมปัญหาว่าทองแพง ไม่อยากซื้อใหม่ แต่มีทองที่ไม่ได้ใช้ ขอเปลี่ยนแบบได้ไหม เรารับงานแบบนี้ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการเยอะ ต้องเช็กก่อนว่าทองที่เอามากี่เปอร์เซ็นต์ หนักเท่าไหร่ พลอยคุณภาพได้ไหม น้ำหนักกี่กรัม รายละเอียดเยอะและต้องใช้เวลา
“แต่พอเรารับงานแบบนี้ ลูกค้าเราไม่หดและมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเป็นในเมืองนอก งานผลิตตามคำสั่งของลูกค้าซึ่งไม่มีร้านรับทำ หรือร้านที่รับทำก็คิดแพงเวอร์ ลูกค้ากลุ่มนี้จะบอกต่อกัน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมาที่ร้านแล้ว อีเมลมา ส่งแบบมา โอนเงิน เราส่งของไป สำคัญที่ความไว้ใจกัน”
แม้งานผลิตตามคำสั่งของลูกค้าจะราคาถึง 4 – 5 เท่าของสินค้าที่วางขายหน้าร้าน และใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ในการรอสินค้า แต่ลูกค้าส่วนใหญ่รับได้เพราะมันตอบโจทย์

หัวใจของ Lin Oriental
แม้เศรษฐกิจจะซบเซาและนักท่องเที่ยวหดหาย แต่ Lin Oriental กลับมีฐานลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และหนูมองว่าสาเหตุสำคัญนั้นคือความซื่อสัตย์
“งานจิวเวลรีขายได้จากการบอกต่อ ลูกค้า Walk-in ส่วนใหญ่ไม่กล้าซื้อ ทั้งจากปัญหาของปลอมและคุณภาพของสินค้า ที่ผ่านมาเราจึงยังคงความซื่อสัตย์ ความจริงใจที่คุณพ่อมี และเพิ่มความสะดวกสบาย ความรับผิดชอบต่องาน ความตรงต่อเวลาเข้าไปด้วย ทำให้ลูกค้าแฮปปี้ เมื่อเขาแฮปปี้ เราก็ได้เขา ได้ครอบครัวเขา ได้เพื่อนเขามาเป็นลูกค้าของเราด้วย”
อีกหัวใจสำคัญของ Lin Oriental คือการขายของที่มีคุณภาพเท่านั้น ไม่ว่าจะชิ้นจิ๋วแค่ไหน เพชรพลอยทุกเม็ดต้องผ่านการคัดเลือกอย่างละเอียด


“บางคนขายเครื่องประดับที่มีเพชรเล็ก ๆ แล้วบอกว่าไม่ต้องใช้ของดีก็ได้ เพราะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ถ้าเขาไปเช็ก เราจะไม่ได้ลูกค้าคนนั้นและคนในวงเขากลับมาอีกเลย”
เธอยกตัวอย่างลูกค้าคนหนึ่งที่มาซื้อจี้เพชรเล็ก ๆ ไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดยหนูเขียนใบรับรองให้ถึงแม้ว่าจะเป็นเพชรเล็กมากก็ตาม เมื่อผ่านไปครึ่งปีเธอก็ได้รับอีเมลจากลูกค้าคนนี้ ซึ่งเล่าว่าเขาได้เจอเพื่อนที่ทำร้านจิวเวลรีและชมว่าเพชรคุณภาพดีมาก จึงขอสั่งเพิ่มอีก 6 ชิ้น
“ตั้งแต่เราทำร้านมา 6 ปี พิสูจน์แล้วว่าถ้าเราจริงใจกับลูกค้าจะมีแต่ได้ อาจจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่จะมีงานทำไปเรื่อย ๆ ทุกคนก็จะอยู่ได้ ช่างก็จะอยู่ได้ เราก็จะอยู่ได้”


ปัญหาโลกแตก
ทุกวันนี้หนูพึงพอใจกับการดำเนินงานของ Lin Oriental ทั้งในแง่ของคุณภาพสินค้า การบริการและความพึงพอใจของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็มองว่าการทำธุรกิจนั้นก็ควรต้องเติบโต
“เราจะทำงานไปเรื่อย ๆ แบบนี้จนตายไปคงไม่ได้ แต่ก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ว่า หากขยายกิจการจะรักษาคุณภาพได้อย่างไร ร้านแบบนี้ต้องมีคนที่ไว้ใจได้ ทุกร้านแถวนี้มีปัญหาโดนพนักงานโกงกันหมด ไม่ว่าจะทำระบบดีแค่ไหนก็ตาม ส่วนใหญ่จะมารู้เอาตอนที่ของหายไปแล้ว และจับมือใครดมไม่ได้”
ส่วนงานหน้าบ้านที่ต้องคุยกับลูกค้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้ง ลูกค้าอยากคุยกับหนูเพียงคนเดียวเท่านั้น
“ตอนนี้ช่างหลายคนเกษียณไปแล้ว เพราะทำงานมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ทุกวันนี้ถ้าเจอช่างฝีมือดี เราจะไม่ต่อราคาเขาเลย ถ้าไม่มีเขา เราอยู่ไม่ได้ ถ้าเห็นช่างมีเงินไปซื้อที่ดิน แสดงว่าเราทำถูกแล้ว เพราะถ้าเราขายได้เยอะขึ้น ช่างก็ควรจะต้องมีรายได้มากขึ้น”
คนนอกวงการอาจมองว่าปัญหาของเธอนั้นแก้ได้ง่าย ๆ โดยการออกคอลเลกชันจิวเวลรีสวย ๆ ของตัวเอง สั่งผลิตจำนวนจำกัด และวางขายหน้าร้านหรือออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องมารับทำหรือรับซ่อมรายชิ้นให้วุ่นวาย แต่หนูมีเหตุผลที่หนักแน่นในฐานะที่อยู่ในวงการนี้มานาน
“แบรนด์เครื่องประดับเยอะมาก คนที่ทำแล้วดังถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ถ้าทำออกมาแล้วสวย ลูกค้าอาจจะซื้อ 1 ครั้ง แต่คงไม่มีความผูกพัน ซึ่งก็ไม่ยั่งยืน คนอาจจะมองว่าถ้าไม่ขยายสาขา แสดงว่ากำลังทำอะไรผิดอยู่แน่ ๆ ทำให้หนูถามตัวเองเหมือนกันว่าทำอะไรผิดอยู่หรือเปล่านะ วนอยู่ในหัวแบบนี้ จนรู้สึกเหนื่อยแล้วก็กลับไปทำงานต่อดีกว่า ไม่คิดแล้ว วันหนึ่งอาจจะมีใครเหวี่ยงโอกาสหรือไอเดียดี ๆ มาก็ได้”
เธอหัวเราะก่อนรีบไปรับลูกค้าประจำที่มุ่งหน้ามาที่ร้านด้วยความคุ้นเคย

Website : www.linoriental.com
