ไม่บ่อยนักที่เราจะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ด้วยความรู้สึก ‘อยู่ได้ทั้งวันแบบลืมเวลา’ ซึ่ง House of Gems คือหนึ่งในนั้น
ก้อนหินน้อยใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะวางเรียงรายอยู่เต็มร้าน ระหว่างยืนชม เจ้าของร้านหิน House of Gems ยื่นไฟฉายยูวีให้เรา และเมื่อแสงไฟสาดลงบนก้อนหิน ผลึกสีขาวตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวมรกตขึ้นมาทันตา เมื่อมองไปยังอีกฝั่ง เราสะดุดตากับผลึกสีน้ำตาลมีชื่อว่า ‘กุหลาบทะเลทราย’ ด้วยรูปทรงกลีบดอกซ้อนกันคล้ายดอกไม้บาน รวมทั้งหินอีกหลายชนิดที่ไม่คุ้นตา แต่เมื่อเจ้าของร้านเฉลยที่มาที่ไป ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย เพราะมีตั้งแต่แร่ควอตซ์ พลอย หยก ไม้กลายเป็นหิน ไปจนถึงอึไดโนเสาร์อายุนับล้านปี และสะเก็ดดาวจากนอกโลก
หลายคนอาจรู้จัก House of Gems ในฐานะร้านสะสมหินแปลก และเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์หินขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ แต่บทสนทนาคราวนี้ไม่ใช่เรื่องราวของนักสะสมเสียทีเดียว เพราะอีกมุมหนึ่ง นี่คือธุรกิจอัญมณีที่สานต่อมายาวนานเกือบ 60 ปีจนถึงมือของทายาทรุ่นสาม

ธุรกิจ : House of Gems
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2509
อายุ : 59 ปี
ประเภท : อัญมณี
ผู้ก่อตั้ง : เอิบ ศรีอุทัย
ทายาทรุ่นสอง : อร่ามศรี ปุญญถิโร และ บุญมั่น ปุญญถิโร
ทายาทรุ่นสาม : กะทิ-อรเนตร ปุญญถิโร และกระปุก-บุญรัตน์ ปุญญถิโร

คู่รักนักสะสมหิน
10 โมงเช้า ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังไม่มากนัก ในร้านจึงเงียบสงบ คุณป้าอร่ามศรี ปุญญถิโร ผู้ให้สัมภาษณ์หลักวันนี้ชวนเรานั่งเก้าอี้หลังเคาน์เตอร์ล้อมวงคุยสบาย ๆ แล้วพาย้อนอดีตไปกับเรื่องราวในวัยเยาว์
“ตอนเด็ก ๆ ป้าเล่นหมากเก็บ แต่ไม่ไปเก็บข้างถนนนะ ขี้เกียจ ก็เลยเอาพลอยของพ่อมาเล่นแทน” คุณป้าเล่าติดตลก พร้อมบอกว่าคุณพ่อเป็นช่างเจียระไนพลอย ในสมัยก่อนถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยชาวต่างชาติที่มาพักโรงแรมใกล้ ๆ และมาซื้อของที่ระลึกก่อนกลับ โดยเฉพาะเหล่าสามีที่พาภรรยามาซื้อเครื่องประดับและอัญมณีราคาดี
คุณป้าจึงคุ้นเคยกับเครื่องประดับมานับแต่ตอนนั้น แต่ก็ยังไม่ได้นึกฝันว่าจะกลับมาสานต่อกิจการที่บ้านแต่อย่างใด แถมยังออกตัวว่าตนไม่ชอบเรียนหนังสือ จนคุณพ่อต้องส่งไปร่ำเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ อย่างน้อยจะได้กลับมาทำการค้าในย่านเจริญกรุงต่อได้ เพราะทักษะสำคัญที่จะทำให้ได้เปรียบทางการค้าตอนนั้นคือภาษาอังกฤษ
แต่ใครจะรู้ว่าการเดินทางไปต่างแดนจะพาคุณป้าไปพบรักกับ คุณลุงบุญมั่น ปุญญถิโร ผู้ทำงานในสถานทูตอังกฤษ และด้วยความชอบอัญมณี ทั้งคู่จึงมักไปเดตกันที่พิพิธภัณฑ์หินอยู่บ่อยครั้ง

“ตอนนั้นมัวแต่มองตากัน ไม่ได้มองหินเลยค่ะ แต่ช่วงหลัง เวลาไปซื้อหิน ก็เดินเพลินจนลืมโลกภายนอกไปหมดเลย บางทีก็ลืมว่าเขาไปด้วย” คุณป้าเล่าติดตลก
แต่เมื่อเดินทางกลับมายังเมืองไทย คุณป้าอร่ามศรียังไม่ได้เปิดร้านหินในทันที แต่มาสานต่อความถนัดของทางบ้านก่อน โดยเปิดร้านเครื่องประดับเล็ก ๆ ในย่านเจริญกรุง ซึ่งไม่ค่อยต่างจากร้านอื่นในย่านมากนัก แต่พอเปิดไปสักพัก คุณลุงบุญมั่นเสนอไอเดียว่า ลองทำให้ร้านแตกต่างด้วยการเปลี่ยนมาขายหินดีไหม เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่ทั้งคู่หลงใหลแล้ว ลูกค้าหลายคนก็สนับสนุนให้เปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะบางคนไม่ได้ต้องการซื้อเครื่องประดับไปสวมใส่ แต่อยากได้ของประดับตกแต่งบ้านหรือซื้อเป็นของสะสม เมื่อเห็นช่องว่างทางธุรกิจดังกล่าว ทั้งคู่จึงตัดสินใจเปลี่ยนร้านเครื่องประดับแห่งนี้ให้กลายเป็น House of Gems ร้านจำหน่ายหินหลากหลายชนิดมาจนถึงปัจจุบัน

ร้านที่รักของนักสะสม
ด้วยพื้นฐานความรู้เรื่องอัญมณี เหมือง และหินตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ คุณป้าอร่ามศรีจึงพอจะรู้แหล่งที่มาของหินหลากหลายชนิด และสมัยก่อนทั้งคู่เป็นเหมือนนักผจญภัยที่ตระเวนทั่วไทยไปตามหาหินแปลก ๆ มาไว้ที่ร้าน บ้างก็มีชาวบ้านนำมาขายให้ บางชิ้นก็ลองหาวิธีตัดดัดแปลงหินใหม่ อย่างเช่นไม้กลายเป็นหินที่นิยมนำไปจัดสวนญี่ปุ่น แต่คุณป้าอร่ามศรีมองว่าเนื้อในของหินก็งามไม่แพ้กัน จึงขอพ่อนำเลื่อยตัดหยกมาใช้ตัดหินชนิดนี้


“ปัจจุบันนี้เขาก็ยังไม่ทํากัน เพราะมันแข็ง ตัดไม่ไหว ไม่คุ้มกับใบเลื่อยที่ตัด แต่เราบอกพ่อว่าเราชอบทําอะไรให้มันแปลกกว่าคนอื่นเขา ลายข้างในก็สวยนะ เราเลยเอามาตัด ขัดให้เห็นข้างใน พอดีตอนนั้นมีลูกค้าจากสวิตเซอร์แลนด์มาซื้อหินนี้จากเรา เขาบอกว่าเคยหาทั่วแล้วไม่มีใครทำเลย เขาอยากเอาไปทำที่เสียบปากกา เราก็เลยได้ไอเดียนี้มา”
House of Gems จึงกลายเป็นร้านที่โดดเด่นไม่เหมือนใครท่ามกลางเจริญกรุงซึ่งเป็นย่านการค้าเครื่องประดับ จนเริ่มกลายเป็นขวัญใจของเหล่านักสะสมหิน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่เคยรู้ว่ามี ‘อึไดโนเสาร์’ อยู่ในร้านของตนเองด้วย
“วันหนึ่ง มีลูกค้ามาจากอังกฤษ เขาเป็นนักธรณีวิทยา พอมาเห็น เขาก็ถามว่ารู้ไหมว่าเอาหินอะไรมาวาง พอเขาทัก เราจึงเอาไปให้กรมทรัพยากรธรณีตรวจสอบ พบว่าเป็นอึไดโนเสาร์ หลังจากนั้นก็มีอาจารย์จากเนเธอร์แลนด์คนหนึ่งมาสอนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาขอทำโปรเจกต์ร่วมกัน จึงได้รู้ว่าอันไหนเป็นอึของสัตว์กินพืชหรือสัตว์กินเนื้อ”
การค้นพบครั้งนั้นทำให้ House of Gems ได้ร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัย และหลายหน่วยงานในไทยไปจนถึงนาซ่า จนคุณลุงบุญมั่นและคุณป้าอร่ามศรีเริ่มได้ความรู้เรื่องธรณีวิทยานอกห้องเรียนกลับมาด้วย หลังจากนั้นก็เริ่มมีหลายสื่อติดต่อขอสัมภาษณ์ จนกลายเป็นร้านที่โด่งดังเรื่องหินดึกดำบรรพ์ไปโดยปริยาย และหลายชิ้นทางร้านก็ไม่จำหน่าย เพราะต้องการเก็บไว้ให้รุ่นลูกหลานได้เข้ามาศึกษา ภายในร้านจึงเต็มไปด้วยคำบรรยายเรื่องหินและธรณีวิทยา รวมถึงคู่รักนักสะสมหินที่พร้อมอธิบายให้เราฟังโดยละเอียด ใครแวะเวียนมาก็จะได้ความรู้กลับบ้านไปทุกครั้ง ฉะนั้น House of Gems ยุคต่อมาจึงดึงดูดกลุ่มลูกค้ากว้างขึ้นและเริ่มมีมากกว่านักสะสมอย่างในสมัยก่อน

ส่งไม้ต่อสู่ทายาทรุ่นสาม
แม้ปัจจุบันคุณลุงและคุณป้าไม่ได้ออกผจญภัยไปตามหาหินชนิดใหม่ทั่วสารทิศอย่างสมัยก่อน แต่ทั้งคู่ก็ยังมุ่งมั่นตั้งใจดูแลร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ด้วยความรักเรื่อยมา จนกระทั่ง 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่คุณตาบุญมั่นไม่สบาย จึงตัดสินใจให้ลูกสาว กะทิ-อรเนตร ปุญญถิโร และ กระปุก-บุญรัตน์ ปุญญถิโร เข้ามารับช่วงต่อ โดยปล่อยให้ลูก ๆ ดูแลร้านได้อย่างอิสระ
บทสนทนาเราคล้ายกับดูละครเวทีที่เปลี่ยนฉาก เพราะเมื่อคุณลุงคุณป้าเล่าจบ ก็ขอตัวจูงมือกันเดินกลับบ้านไปพักผ่อน แล้วส่งไม้ต่อให้ลูกสาวมาเล่าแทน
“พวกเราโตมากับการใช้หินเล่นขายของ” กะทิและกระปุกเอ่ยประโยคที่คล้ายกับคุณป้าอร่ามศรีโดยมิได้นัดหมาย ทั้งคู่เกริ่นว่าไม่ได้คิดมาสานต่อกิจการเช่นกัน แถมยังทำงานสายโปรแกรมเมอร์มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ผูกพันกับหินมาตั้งแต่วัยเยาว์ และซึมซับความรู้จากพ่อแม่มานานหลายปี จึงไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรหากจะต้องมารับช่วงต่อกิจการนี้

แต่ความยากในยุคของกะทิและกระปุก คือโรงแรมบางแห่งในย่านเจริญกรุงเริ่มปิดตัวลง แม้จะยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ก็ไม่ได้คึกคักมากเท่าสมัยก่อน แถมยังเริ่มมีร้านจำหน่ายหินผุดขึ้นมาในย่านมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่นิยมขายหินสำหรับร้อยสร้อยและกำไลมากกว่า ทั้งคู่จึงต้องหาวิธีทำให้ House of Gems แตกต่าง รวมทั้งซื้อง่ายขายคล่องและเข้าถึงคนหลายกลุ่มมากขึ้น
คำตอบจึงออกมาเป็นโซนกลางร้านที่เต็มไปด้วยหินชิ้นเล็ก ๆ สีน่ารักให้เลือกสรรในราคาจับต้องได้ แต่ไม่ใช่หินลูกปัดสำหรับร้อยสร้อยข้อมือ แต่ละชิ้นจึงมีรูปทรงแตกต่างกันออกไป พร้อมมีบริการทำเป็นพวงกุญแจจี้ ที่คั่นหนังสือ และต่างหู ซึ่งสองสาวบอกว่าพวงกุญแจจี้และที่คั่นหนังสือได้รับความนิยมมากกว่า เพราะหากเป็นต่างหู ลูกค้าต้องใช้เวลานานกว่าจะหาหินที่มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกันได้ แต่ก็กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนอยากใช้เวลาพินิจพิจารณาหินแต่ละก้อนนาน ๆ จนเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกอีกใบ
นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีป้ายบอกข้อมูลเรื่องหิน มีหนังสือเล่มหนาบอกคำตอบครบครันทั้งสายวิทย์และสายพลังงาน เพราะกะทิและประปุกมองว่ายุคนี้ลูกค้าคนไทยหันมาสนใจเรื่องหินมากขึ้น โดยมีทั้งคนที่สนใจที่มาที่ไป ข้อมูลทางธรณีวิทยา ไปจนถึงความเชื่อเรื่องพลังงาน ดังนั้น นอกจากจะมีหินที่หลากหลายแล้ว ยังต้องเตรียมพร้อมตอบคำถามลูกค้าทุกรูปแบบ ซึ่งการเพิ่มหินและบริการรูปแบบนี้ทำให้ House of Gems มีลูกค้าคนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นแวะเวียนเข้ามามากขึ้น โดยไม่ต้องโหมทำการตลาดมากนัก
“มีคนบอกว่าตามมาจาก TikTok เราไม่รู้เหมือนกันว่าคลิปไหน เพราะเราไม่ได้เล่น TikTok เลย แต่ก็ดีใจที่มีคนตามมา” สองสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ปัจจุบัน House of Gems จึงมีทั้งพลอยที่รุ่นคุณตาคุณยายเจียระไนไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน มีหินดึกดำบรรพ์ที่รุ่นคุณพ่อคุณแม่สะสมไว้ด้วยความหลงใหล และมีโซนหินสีสันน่ารักกับหนังสือเล่มหนาหลายเล่มที่รุ่นลูกพร้อมส่งต่อความรู้และความรักหินให้กับคนที่แวะเวียนเข้ามา ซึ่งทั้งหมดนี้หลอมรวมกลายเป็นร้านที่บรรจุความทรงจำของคนทั้ง 3 รุ่นไว้ในอัญมณีได้อย่างลงตัว และพร้อมต้อนรับคุณเสมอไม่ว่าจะเป็นนักสะสมหินตัวยงหรือแค่มาเดินเที่ยวแถวนี้แล้วแวะผ่านมาก็ตาม
ก่อนจากลา เราเลือกซื้อต่างหูหยกติดมือกลับมาด้วยมา 1 คู่ กะทิและกระปุกหันไปหยิบหนังสือ 2 – 3 เล่มมาเปิดให้ดู พร้อมอธิบายเรื่องหยกให้ฟังคร่าว ๆ แล้วแนะนำว่า หากมีเวลาจะเปิดดูภาพ อ่านหนังสือให้จุใจเลยก็ได้ แต่หากเวลาน้อยก็ถ่ายภาพจากหนังสือเก็บไว้อ่านได้ตามสบายและไม่หวงแหน เพราะอยากให้ทุกคนได้มาทำความรู้จักหินที่ชอบมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าในตอนนี้ House of Gems มีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บางสิ่งเปลี่ยนไปตามตัวตนและความสนใจของทายาทรุ่นนั้น ๆ แต่สิ่งที่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนคงจะเป็น ‘ความรัก’ อัญมณีที่ส่งต่อกันมาราวกับอยู่ในสายเลือด รวมทั้งความใส่ใจผู้มาเยือนจากหัวใจ และนั่นอาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กิจการนี้ยังคงอยู่ยืนยาวมานานหลายสิบปีจวบจนปัจจุบัน

Facebook : House of Gems – Bangkok, Thailand





























