30 กันยายน 2024
8 K

หากคนหนึ่งคนจากโลกนี้ไป เขาจะถูกลืมภายในเวลากี่ปี

10 ปี 20 ปี 30 ปี หรือพรุ่งนี้ 

คำตอบของคำถาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้จากไปสำคัญอย่างไร แต่คนที่ยังอยู่ทำอะไรหลังจากนั้นมากกว่า

10 ปีหลัง ถวัลย์ ดัชนี จากไป เรายังเห็นผลงานและเรื่องราวของศิลปินแห่งชาติคนนี้โลดแล่นในสื่อต่าง ๆ จนเราอาจไม่เอะใจว่าการทำให้ศิลปินรุ่นใหญ่ยังอยู่ในใจคนยากแค่ไหน และใครเป็นคนทำ

ดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี ลูกชายคนเดียวของอาจารย์ถวัลย์ คือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด 

ถวัลย์ ดัชนี ไม่ได้เป็นแค่ศิลปิน แต่เป็น Branding มีอาณาจักรของตัวเอง ในฐานะทายาทรุ่นสองของตำนานศิลปินไทย เขาใช้ทั้งศาสตร์ของศิลปะและธุรกิจ พลิก ‘พิพิธภัณฑ์บ้านดำ’ สถานที่ทำงานของพ่อให้เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของเชียงราย นำงานศิลปะมาต่อยอด เพิ่มมูลค่า แก้ Pain Point ที่ศิลปินรุ่นพ่อไม่เคยทำได้

เรื่องยากเป็นบ้าแบบนี้ ถ้าไม่รัก คงทำไม่ได้

ดอยธิเบศร์รักพ่อ แต่ความรักของบ้านนี้ไม่เหมือนบ้านไหน 

งานใหม่ล่าสุดของดอยธิเบศร์ ชื่อว่า ‘ART INVESTMENT CENTER (AIC) The Next Level of Passion Investment’ ศูนย์กลางการลงทุนด้านศิลปะและของสะสมล้ำค่าแบบครบวงจร มีคำโปรยที่ยิ่งใหญ่มากว่า ‘สุดยอดนวัตกรรมแพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบไร้ขีดจำกัด’

มันคือแพลตฟอร์มที่ไม่สร้างเพื่อซื้อขายงานศิลปะอย่างเดียว แต่ต้องการแก้โจทย์ว่างานศิลปะไม่มีมูลค่าจริง ๆ สำหรับคนไทย ไม่เหมือนบ้านและรถที่นำไปจำนองได้ ความจริงงานศิลปะเป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าได้สูงมาก งานดัง ๆ ของ แวนโก๊ะ ขายได้มหาศาล แต่งานศิลปะไทยทำแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะไม่มีระบบรองรับที่ดีพอ

ดอยธิเบศร์ยังอยากให้ AIC เป็นนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคมที่มีคุณค่า จึงตั้งกฎเหล็กไว้ว่า งานทุกชิ้นที่ขายได้เขาจะหักรายจากกำไร 5% นำไปช่วยสังคมและสาธารณกุศล อยู่ในชีวิตประจำวัน อารมณ์เหมือนเราเปิด Facebook หรือ Instagram ตอนตื่นนอน เขารู้ว่าโจทย์นี้ใหญ่กว่าจะทำคนเดียว เขารวบรวมองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ช่วยเติมเต็มแพลตฟอร์มนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่มอง แต่เราซื้อ ขาย เช่า ลงทุน และบริจาคงานศิลปะผ่าน AIC รวมถึงการทำ Digital Asset ได้ 

“ผมเริ่มจากการคุยกับธนาคาร” ดอยธิเบศร์เล่าแผนของเขา “ต่อไปนี้ถ้าจะซื้องานศิลปะต้องมี Personal Loan ได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่กู้ซื้อได้ แสดงว่างานมีมูลค่าจริง” 

ศิลปินที่จะมาลงแพลตฟอร์มนี้ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้น 3 ด่าน ด่านแรก คือต้องทำลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ด่านที่ 2 คือ AIC จะออกใบประกาศนียบัตรที่เซ็นร่วมกับศิลปินว่านี่คืองานจริง ด่านสุดท้าย คือบันทึกการซื้อขายด้วยระบบ Blockchain ที่ตรวจสอบได้

เหตุที่ต้องทำขนาดนี้ เพราะการซื้อขายงานศิลปะทุกวันนี้เจอปัญหามากมาย ไม่มีทางรู้เลยว่างานจริงหรืองานปลอม โดนหลอกกันง่าย ถ้าคนขโมยงานมาขายก็แทบจะไม่รู้ 

หากเข้าไปใน AIC ตอนนี้ หน้าแรกจะเป็นภาพของอาจารย์ถวัลย์ แต่ดอยธิเบศร์บอกว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อจะขายงานพ่ออย่างเดียว แต่อยากแก้ปัญหาให้ศิลปินทั้งประเทศและเป็นไปทั้งองคาพยพ ที่ผ่านมามีคนเคยทำแพลตฟอร์มลักษณะนี้บ้าง แต่ทำโดยนายทุน นี่เป็นครั้งแรกที่คนทำจะมาจากฝั่งศิลปินเอง 

“ผมพยายามช่วยวงการศิลปะ แต่การช่วยของผมมีทั้งทางตรงทางอ้อม 

“วงการศิลปะไม่เคยดีขึ้นเลย ศิลปินหาเงินยากกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ทั้งที่โอกาสมากมายมหาศาล แต่ศิลปินกำลังจะตาย เพราะใคร ๆ ก็วาดรูปได้ 

“ผมมองว่า ถ้าผมยังจัดงานใหญ่ ๆ เอางานศิลปินมาขาย ให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่หากผมตายไปจะเป็นอย่างไรต่อ วิธีนี้แก้ปัญหาระบบโครงสร้างไม่ได้ AIC เริ่มมาจากความอยากแก้ Pain Point จริง ๆ”

เป้าหมายหลักของดอยธิเบศร์ คือการนำงานของศิลปินไทยให้นักสะสมงานของโลกได้เห็น งานของอาจารย์ถวัลย์น่าจะเป็นงานศิลปินไทยที่ขายได้แพงที่สุด อยู่ในหลักร้อยล้านบาท แต่ทุกวันนี้งานจากฝั่งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ขายได้รวมกันเป็นพันล้านบาท 

ถ้าจะดันให้งานไทยเด่นดังขึ้น ต้องทำให้โลกมั่นใจก่อน นี่คือเป้าหมายของ AIC ในเฟสแรก

“มันไม่ใช่แพลตฟอร์มขายของ แต่เราต้องการยกระดับวงการศิลปะและของสะสมล้ำค่า ปักหมุดหมายให้ประเทศไทยเป็น The Eternal Treasure of Asia ผมไม่อยากเห็นงานคนไทยถูกซื้อเฉพาะแค่คนดัง ๆ ผมต้องการช่วยทั้งหมด 

“ตอนนี้เราเป็นแค่เมืองผ่าน เมืองลักลอบของผิดกฎหมาย ไม่ได้รับเกียรติว่าเป็นศูนย์กลางการประมูลงานสมบัติของโลก เราไม่เคยมีอะไรแบบนี้”

ด้วยเป้าหมายอยากไประดับโลก ช่วงเปิดตัวดอยธิเบศร์จึงวางตำแหน่ง AIC ให้เป็นแหล่งรวมงานระดับ ‘Ultimate Luxuary’ เขาไม่ได้อยากขายแต่ของแพง แต่อยากยกระดับให้โลกเห็นว่างานไทยไม่ธรรมดา ในอนาคตศิลปินทุกระดับเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ได้ ขอแค่เป็นงานแท้และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น

ดอยธิเบศร์ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ครั้งแรก 2 ปีก่อนเขาร่วมกับ Coral แหล่งซื้อขายงาน NFT ของ Kasikorn X, สยามพิวรรธน์ และไอคอนสยาม จัดงานที่ชื่อ Thailand Digital Arts Festival นำงานศิลปินไทยมาแปลงเป็น NFT (มีงานอาจารย์ถวัลย์ด้วย) โปรโมตให้มีมูลค่ามากขึ้น และใช้เงินไทยซื้อได้ ไม่ต้องเป็นสกุลคริปโตซึ่งเป็นจุดเด่นของงานในตอนนั้น

ลูกชายศิลปินแห่งชาติใช้กลยุทธ์การทำงานแบบออฟไลน์บวกออนไลน์ สลับรูปแบบกันทำงาน เช่น จัดนิทรรศการศิลปะให้เกิดมูลค่า เสร็จแล้วเอางานมาขายต่อในโลกออนไลน์ วันไหนออนไลน์แย่ ก็นำงานออฟไลน์นำ 

ตอนทำ NFT ดอยธิเบศร์เป็นคนแรกที่คิดค้น NFT หลายแบบ มีทั้งแบบ NFT Only เหมือนปกติทั่วไปที่เป็นเพียงไฟล์ ดิจิทัล NFT + 1 of 1 คือ งาน NFT บวกงานที่สร้างออกมาบนสื่อชนิดต่าง ๆ ตามลักษณะงานของศิลปิน เช่น พิมพ์ภาพลงแคนวาส มอบให้ไปด้วย NFT + Masterpiece คือให้ NFT + ผลงานจริง ข้อดีคือเป็นเจ้าของผลงานทั้ง 2 โลก แบบสุดท้ายคือ NFT + Personalize ผลงานที่ออกแบบพิเศษให้ผู้ถือครอง สุดท้ายเขาร่วมกับ Plan B ทำบิลบอร์ดให้ศิลปิน 150 ชีวิตได้โชว์งานในพื้นที่กลางเมือง เพิ่มมูลค่าให้งานยิ่งขึ้น

ปี 2020 เขานำงานของพ่อมาแสดงนิทรรศการ Immersive Art of Thawan Duchanee ดูงานอาจารย์ถวัลย์แบบ Immersive Art งานจัดที่ไอคอนสยาม หลังจากนั้นนำไปแสดงต่อที่พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ยังมีคนไปชมจำนวนมากแม้จะผ่านมาพักใหญ่แล้ว

ดอยธิเบศร์เชื่อว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยศิลปินไทยให้ลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงทำให้งานของพ่อและพิพิธภัณฑ์บ้านดำไม่ถูกลืม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของเขาหลังจากยอดศิลปินจากไปด้วย

ลูกชายคนเดียวของ ถวัลย์ ดัชนี ทำสิ่งนี้ตั้งแต่วันที่พ่อยังไม่เห็นคุณค่าด้วยซ้ำ

“ถ้าเราไม่ปลูกเมล็ดพันธุ์ไว้ จะไม่เห็นความเจริญงอกงามเลย”

ตอนนี้พิพิธภัณฑ์บ้านดำมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 3 – 5 ล้านบาท 

ยังไม่ต้องจินตนาการถึงช่วงโควิดที่รายได้เป็นศูนย์ การจะแบกภาระให้สถานที่นี้อยู่รอด เป็นเรื่องยากเกินจะคาดคิด

“บ้านดำเราเป็นบ้านที่ไม่ค่อยออกมาดราม่าเท่าไหร่ จริง ๆ เราโดนผลกระทบเยอะมาก ตั้งแต่แผ่นดินไหว น้ำท่วม แต่เราไม่เคยออกมาพูดเลยเพราะว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป”

แล้วหน้าที่ของบ้านดำคืออะไร

วันที่คุยกัน บ้านดำน้ำท่วมเหมือนหลาย ๆ ที่ในเชียงราย แต่ดอยธิเบศร์ก็ยังลงไปเป็นผู้นำหน่วยกู้ภัย ช่วยคน เขาทำเพราะตัวเองเคยเป็นผู้ประสบภัยมาก่อน 

เขาชอบออกทำงานกู้ภัยตอนกลางคืน เพราะไม่อยากเด่น แต่ใครก็รู้ว่าเขามาจากบ้านดำ 

นี่คือวิธีการหนึ่งที่ทำให้คนเชียงรายรู้ว่า ถวัลย์ ดัชนี ไม่ได้ทิ้งใครไปไหน

“ทำออกไป คนรักอาจารย์ถวัลย์มากขึ้น อาจารย์ถวัลย์ไม่เคยไปไหนเลยเพราะเขายังเห็น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าต่าง ๆ ที่เราทำเพื่อระดมทุนช่วยเหลือสังคม ผมเอางานของแกเข้าไปช่วยฝึกผู้ต้องขังทำงานศิลปะในเรือนจำหลายรอบ ทำ MOU กับกรมราชทัณฑ์น่าจะเป็น 10 ปี เดิมผมเป็นนักสู้คนหนึ่งที่ไม่เคยเดินข้ามออกจากวงการศิลปะ ตอนนี้ผมไปอยู่ในวงการอื่นที่ตัวเองไม่เคยไป” ดอยธิเบศร์เล่า

บ้านดำเกิดจากความปรารถนาของอาจารย์ถวัลย์ที่อยากสร้างอาณาจักรของตัวเอง ภรรยาของอาจารย์ถวัลย์ มาร์กาเร็ต ดัชนี และแม่ของดอยธิเบศร์นำเงินของยายที่ให้เป็นเงินขวัญถุงตอนแต่งงานทั้งหมดซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านดำในปัจจุบัน “แม่บอกว่ามันเป็นฝันของพ่อ เป็นฝันที่แกอยากมีอาณาจักรของตัวเอง แต่การเริ่มอาณาจักรก็เริ่มทำบ้านได้ทีละหลัง แกไม่ได้มีเงินขนาดนั้น”

บ้านดำในอดีตไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเหมือนปัจจุบัน มันคือบ้านและที่ทำงานของศิลปิน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา สำหรับคนจำนวนมาก ด้วยตำแหน่งที่ไม่ไกลจากตัวเมืองจังหวัดเชียงรายและบ้านกะเหรี่ยงคอยาว แหล่งท่องเที่ยวที่ถูกโปรโมตในยุคนั้น ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งแวะบ้านดำด้วยว่าเป็นทางผ่านมากกว่าจุดหมายหลัก

ดอยธิเบศร์เห็นพ่อทำงานหนักตั้งแต่เด็ก รวมถึงได้เห็นค่าใช้จ่ายในการดูแลบ้านดำ วันหนึ่งจึงเอ่ยถามพ่อว่า บ้านดำจะอยู่ยังไง

“พ่อบอกว่า กูไม่รู้” 

ดอยธิเบศร์ไม่อยากปล่อยไว้แบบนี้ หลังเรียนจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต เขาจึงเรียนต่อปริญญาโทด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเรียนต่อในระดับปริญญาเอกด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร 

เมื่อได้เรียน ฝึกงาน ดูงานในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก ดอยธิเบศร์จึงรู้ว่าวิธีสร้างรายได้ของพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มาจากการขายของที่ระลึกและสินค้าต่าง ๆ 

เมื่อพูดว่าของที่ระลึก ฟังดูไม่มีราคา แต่ของพวกนี้มีหลายกลุ่มมาก เรามักจะเคยชินแค่โปสต์การ์ด สมุดโน้ต พวงกุญแจ ที่คั่นหนังสือ จิ๊กซอว์ แต่สินค้าในระดับบนก็มี ในบางประเทศภาพวาดที่โด่งดังระดับสมบัติของชาติจะได้รับการอนุญาตให้ผลิตซ้ำ (Reproduction) ให้เป็นภาพใหม่ ขายต่อได้โดยยังเก็บต้นฉบับไว้ ภาพแบบนี้ราคาสูงถึงหลักหลายล้านบาท

การนำทฤษฎีนี้มาใช้กับ ถวัลย์ ดัชนี ไม่ใช่เรื่องง่าย ดอยธิเบศร์เข้าใจเรื่องนี้ดี เขาไม่ได้เข้าใจเพราะเป็นลูก แต่เข้าใจความเป็นศิลปินด้วยกัน

“คนวาดรูปได้ขายรูปไม่เป็น คนขายรูปเป็นวาดรูปไม่ได้ ไม่เคยมีใครที่เกิดมาแล้วทำได้ทั้ง 2 ฝั่ง เพราะดีเอ็นเอของคนวาดรูปเหมือนคนวาดงานในผนังถ้ำ หน้าจะชนกับผนัง มองไม่เห็นอะไรเลย คนที่มองเห็นเขาก็คือคนที่จะมาช่วยขายของ”

พ.ศ. 2547 อาจารย์ถวัลย์จัดนิทรรศการชื่อว่า ‘ไตรสูรย์’ ดอยธิเบศร์ช่วยพ่อติดตั้งและจัดการงาน หนึ่งในงานคือการเสื้อยืดเป็นของที่ระลึก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อาจารย์ถวัลย์ยอมให้ทำเสื้อ

สมัยนั้นคนทำเสื้อยืดจะเอาลายมาไว้ด้านหน้า นิทรรศการนั้นมีงานที่โดดเด่นคือภาพม้า ดอยธิเบศร์เอางานของพ่อไปถ่ายพิมพ์เขียว ไม่ถ่ายเอกสาร เพราะภาพใหญ่เกินไป จากนั้นตัดภาพพิมพ์เขียวทาบกับเสื้อยืด 

ภาพม้าใหญ่จนเลยตัวเสื้อ ดอยธิเบศร์เลยให้ภาพล้นเลยไปด้านหลังเพราะเสียดายของ จากนั้นก็คิดคอนเซปต์ว่าถ้าซื้อเสื้อ 2 ตัว จะถ่ายภาพให้ม้าด้านหน้าและหลังมาชนกันได้

เรื่องนี้เกิดจากความไม่มี แต่กลับขายดีระเบิด ดอยธิเบศร์เริ่มเห็นโอกาสบางอย่างกับการต่อยอดงานของพ่อ

จุดเปลี่ยนของเขาคือการตัดสินใจมาช่วยบริหารจัดการบ้านดำ เพราะไม่อยากเห็นพ่อทำงานจนตาย เอาเงินไปซ่อมบ้านและจ่ายลูกน้องจนไม่เหลืออะไร 

ดอยธิเบศร์รู้ดีว่าบ้านดำคืออาณาจักรในฝันของพ่อ จะขอทำอะไรคงไม่ง่าย เขาจึงซื้อที่ดินตรงข้ามกับบ้านดำ ยอมเป็นหนี้เพื่อทำไอเดียของเขาให้เกิดขึ้นจริง จากนั้นสร้างแกลเลอรีขึ้นมาบนพื้นที่ที่เคยเป็นห้องน้ำเก่าของบ้านพักคนงาน ยังไม่มีของขาย ไฟยังไม่มีปัญญาติด “ผมรีโนเวตส้วมเก่าเป็นแกลเลอรี” ดอยธิเบศร์เล่าย้อนความระห่ำ

เมื่อรู้ว่าเสื้อยืดม้าขายได้ เขาจึงทำสิ่งที่คล้ายกัน รอบนี้ขอยืมบล็อกจากโรงพิมพ์ ซื้อเศษผ้าลินินตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เอาภาพม้ามาแบ่งสกรีนผ้าที่ใส่กรอบ 2 ชิ้น คิดคอนเซปต์ว่าเป็นภาพม้ากระโดดจากกรอบหนึ่งมาอีกกรอบหนึ่ง กระตุ้นให้คนอยากซื้อเป็นชุด

จากสินค้าที่ทำจากความไม่มี กลายเป็นของ Rare ที่นักสะสมตามหา เมื่อขายได้เงินเยอะขึ้น ดอยธิเบศร์ก็ซื้อผ้าใหญ่ขึ้น ทำภาพม้าได้ 2 ตัว กว่าจะได้กลับมาทำเสื้ออีกครั้งก็นานเป็นปี 

ใครจะว่าอย่างไรเขาไม่สน เพราะรู้ว่านี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้บ้านดำอยู่ได้ จุดเด่นของดอยธิเบศร์คือเขาสร้างมูลค่าจากงานเพียง 1 ชิ้นเก่งมาก 

“สมมติว่าพ่อทิ้งรูปให้ผม 100 รูป รูปละ 1 ล้านบาท ผมขายได้ 100 ครั้ง ถึง 100 ล้านถูกมั้ย แต่ปัจจุบันค่าใช้จ่ายบ้านดำเดือนหนึ่งประมาณ 3 – 5 ล้านบาท ลองคิดว่าปีหนึ่งเท่าไหร่ ผมจะเอาของพวกนั้นมาขายแล้วเอามาใช้งั้นเหรอ แสดงว่าผมใช้ไม่ได้ ไม่เคยเอางานพ่อผมมาเร่ขายแบบนั้นเลย 

“ทุกวันนี้ผมสร้างคุณค่าของลิขสิทธิ์ได้รูปหนึ่ง 40 ล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผมเคยทำโปสต์การ์ดมาก่อน เช่น มีรูปต้นฉบับ 1 รูป ผมทำภาพพิมพ์ 2,000 รูป รูปละ 2,000 บาท ก็ได้ประมาณ 4 ล้าน ผมเอามาทำเสื้อยืดตัวละ 500 บาท 4,000 ตัว เอามาทำภาพพิมพ์ประจำปีรูปละ 50,000 บาท 100 รูป ทำแก้วน้ำ ทำของสารพัด ผมจะมีของที่เป็นสินค้าสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั่วไปอย่างเสื้อยืด อีกอย่างคือสินค้าที่ทำเพื่อช่วยคน เป็นมิติของการสร้างงานศิลปะที่เมื่อก่อนไม่เคยไปถึง”

ผ้าผืนที่เล่าด้านบนขายครั้งแรก 3,999 บาท ตอนนี้ราคาผืนละร่วม 800,000 บาท ภาพที่ทำภาพพิมพ์พิเศษชุดแรก 80,000 บาท ตอนนี้ราคา 1,000,000 บาท ส่วนเสื้อม้าที่เป็นจุดเริ่มต้น ยังขายดี ไม่หยุดวิ่งจนถึงวันนี้

“ผมต้องสร้างงานจากประสบการณ์ที่ไปดูพิพิธภัณฑ์มาทั่วโลก ของที่ระลึกนั้นสำคัญมาก ทุกคนซื้อของที่ระลึกได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้องานอาจารย์ถวัลย์ได้ 

“ผมคิดว่าเราจะสร้างของอะไรให้คนเสพได้บ้าง เพราะเมื่อก่อนคนเข้าถึงแกไม่ได้เลย เราเคยได้ยินแต่ชื่อที่เป็นตำนานเฉย ๆ คนที่ได้เสพงานส่วนมากก็อยู่บนยอดพีระมิดเพียงหยิบมือเท่านั้นเอง ส่วนมากคนเหล่านั้นก็ซื้อรูป พ่อก็ต้องทำรูป เสร็จปุ๊บก็ขาย เอาเงินมาบริหารจัดการแล้วก็จบไปอย่างนั้นเหรอ แล้วถ้าพ่อผมไม่อยู่ทำอย่างไร ผมก็ต้องวาดรูปจนตาย ทำงานจนตายเหมือนกัน สิ่งที่ผมทำคือสร้างระบบ สร้างสินค้าขึ้นมา เพื่อให้เกิด Branding เมื่อก่อนแกไม่มีแบรนด์ แบรนด์ก็คือตัวแก แต่ตัวแกนั้นเอามาต่อยอดไม่ได้นอกจากงานที่เป็นมาสเตอร์พีซ”

ดอยธิเบศร์อยากดูแลแฟนอาจารย์ถวัลย์ ตั้งแต่คนบนยอดเขาหิมาลัยจนถึงใต้ภูเขาน้ำแข็ง ดูแลตั้งแต่คน 8 ขวบยัน 80 และขายของได้ 24 ชั่วโมง

หากวัดจากจำนวนและเวลาที่ผ่านไป แฟนอาจารย์ถวัลย์บนยอดเขามีไม่ถึงร้อยคน เสียไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออาจจะเลิกเก็บไปแล้ว หรือเก็บอยู่แต่ลังเลว่าจะขายหรือไม่ขายดี แต่เขาก็ไม่ทิ้งนักสะสมกลุ่มนี้ นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ดอยธิเบศร์เริ่มทำแพลตฟอร์ม ART INVESTMENT CENTER จับคนระดับบนในสเกลโลก ส่วนการดูแลคนที่มีฐานกว้างกว่าก็ทำตามสัดส่วนที่สมเหตุสมผล 

“เราก็ดูแล เคารพคนกลุ่มบน แต่เมื่อเราอยากให้อาจารย์ถวัลย์ยังมีลมหายใจอยู่ เราจะดูแลแค่คนเหล่านั้นไม่ได้ ผมก็ต้องดูแลคนให้ได้ทุกกลุ่ม 

“คนที่รักอาจารย์ถวัลย์ไม่ใช่คนที่มีเงินซื้อรูปหลายล้านเท่านั้น เราวัดไม่ได้ว่าคนที่มี 20 กับคนที่มี 2 ล้านใครจะรักอาจารย์ถวัลย์มากกว่ากัน เพราะฉะนั้น ผมเคารพทุกคน สร้างของทุกอย่างออกมาตามกำลังที่ผมมี ทำด้วยใจทุกชิ้น ทำเอง ตัดเอง ห่อเอง สมัยก่อนไม่มีตังค์กระทั่งเข้าโรงพิมพ์ ต้องตัดเอง ห่อเอง สมัยก่อนไม่มีตังค์กระทั่งเข้าโรงพิมพ์ ต้องไปอ้อนวอนร้านเฮียแถวหน้ามหาลัยพิมพ์ให้ ซื้อถุงแก้วมาใส่เอง ได้เงินมาหมุนเวียนทีละนิด” เขาเล่าย้อนความหลัง

เรื่องน่าทึ่งอีกอย่าง คือภาพของศิลปินที่มีลายเซ็นมักมีราคาสูง เคสของอาจารย์ถวัลย์ก็เช่นกัน แต่ภาพของอาจารย์ที่มีลายเซ็นดอยธิเบศร์มีมูลค่าสูงมาก แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ศิลปะชาติไหน

“ถ้าย้อนถามไปว่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง จริง ๆ มันเกิดจากสิ่งที่ผมทำตั้งแต่ Day 1”

Day 1 ของดอยธิเบศร์ไม่ได้สวยงาม

2 อาทิตย์หลังเกิด พ่อและแม่นำดอยธิเบศร์ไปให้ย่าเลี้ยง พ่อลูกไม่เจอกันอีกเลยจนกระทั่งลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น 

อย่าเพิ่งตัดสินว่าศิลปินในตำนานเป็นพ่อที่ไม่ดี เรื่องที่อาจารย์ถวัลย์ทำนั้นอธิบายได้เรียบง่ายมาก

มันคือการสละทั้งชีวิต ตัดทุกอย่าง เพื่อสร้างงานศิลปะ

“วันที่ไทยเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ถ้าอยากเห็นให้ชัดเจนที่สุด ต้องไปดูที่แม่สอด จังหวัดตาก

“ก่อนไป ย่าเข้าไอซียู กำลังจะตาย แต่พ่อผมจะไปดูสุริยุปราคา ซึ่งผมต้องไปด้วย ผมถามพ่อว่าย่ากำลังจะตาย ทำไมต้องไป พ่อบอกว่าความตายคือปรากฏการณ์ที่ทุกคนต้องเจอ แต่สิ่งที่เขาจะไปดู เพื่อเอาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะให้กับโลก 

“ตอนนั้นอายุ 10 กว่าขวบ ผมฟังแล้วโกรธมาก แต่ก็ไปกับเขา สุดท้ายย่าไม่ตาย งานชิ้นนี้เป็นตำนาน ตอนเด็กเราอาจไม่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ โตมาถึงเข้าใจว่าเขาสละตัวเองขนาดไหน” 

ดอยธิเบศร์เคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายรอบว่าอาจารย์ถวัลย์เลี้ยงเขาเหมือนสิงโต ถ้าไม่แกร่งก็ปล่อยให้ตาย 

พ่อไม่เคยโอ๋ ถ้าลูกล้ม พ่อเหยียบซ้ำ 

วันที่เริ่มปลุกปั้นบ้านดำ พ่อหัวเราะ ถามดอยธิเบศร์ทุกวันว่าเจ๊งหรือยัง วันที่ตัดสินใจเรียนด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ อาจารย์ถวัลย์ด่าเป็นหมูเป็นหมา ตัดพ่อตัดลูก เพราะอยากให้ลูกไปเรียนเมืองนอกเปิดหูเปิดตามากกว่า เขาถูกด่า 3 ชั่วโมงเต็ม น้ำตาไหลทั้งที่หวังไปเรียนเพื่อมาช่วยบ้านดำ วันนั้นดอยธิเบศร์นั่งกับโต๊ะ มีหนังสือพิมพ์วางอยู่ น้ำตาเขาไหลนองจนเปิดหนังสือพิมพ์ไม่ได้

ฟังดูสุดโต่ง แต่พ่อลูกบ้านนี้รักกันอย่างนี้ หลังผ่านกาลเวลามานาน ดอยธิเบศร์เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่พ่อให้คือความแกร่งและติดอาวุธทางปัญญา เพราะยิ่งใช้ ยิ่งงอกเงย 

ด้วยปัญญานี้เอง ทำให้ดอยธิเบศร์ทะลวงกำแพงตำนานที่ยิ่งใหญ่ สืบสานต่อยอดจากพ่อได้ ด้วยความลำบากนี้เอง สอนให้เขาเห็นใจคน ผ่านช่วงเวลายากลำบาก ฝ่าฟันช่วง ‘แร้งทึ้ง’ หลังพ่อเสีย ความรักแบบนี้คงใช้ได้กับพ่อลูกคู่นี้เท่านั้น

บ่อยครั้งที่ดอยธิเบศร์สู้กลับ พิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น จนแอบไปชมลูกให้คนอื่นฟังบ่อย ๆ รายได้จากการขายของในบ้านดำเลี้ยงคนและสถานที่ได้ 

ครั้งหนึ่งดอยธิเบศร์เล่าแผนงานจัดนิทรรศการ ศิลปินแห่งชาติตั้งใจฟัง พูดจบก็วิจารณ์ว่าแผนที่ว่าเป็นแค่เงินในกระดาษ งานศิลปะสิเป็นของจริงกว่า 

เขาไม่พูดอะไร จบงานก็ชวนพ่อเข้าธนาคาร ปรับสมุดธนาคารกันต่อหน้า โชว์ตัวเลขเงินหลักร้อยล้านให้ดู แล้วบอกว่า นี่ไง เงินในกระดาษ

พ่อยิ้มให้ลูกชายคนเดียวของครอบครัว หลังจากนั้นอาจารย์ถวัลย์ไม่ว่าลูกอีกเลย 

ถ้าจะมีเรื่องเดียวที่ดอยธิเบศร์คิดไม่เหมือนอาจารย์ถวัลย์ คือบทบาทของศิลปินในสังคมยุคใหม่ เขาคิดว่าทุกคนต้องปรับตัว หลีกเลี่ยงไม่ได้

“การเป็นศิลปิน เราจะอยู่อย่างไรให้มีคุณค่าสำหรับตัวเองและผู้อื่น สังคมจะดีไม่ได้ ถ้าเราทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว 

“ศิลปินถูกปลูกฝังดีเอ็นเอตั้งแต่ยุคมนุษย์ถ้ำโดยไม่เห็นคนข้างหลังเลย วันนี้มนุษย์ถ้ำคนเก่าต้องออกมาดูผู้อื่นบ้าง ต้องออกมาช่วยคนอื่นบ้าง มันเป็นสิ่งที่ผมพยายามบอกให้คนอื่นได้เข้าใจ การเป็นศิลปินไม่ได้หมายถึงจะวาดรูปอย่างเดียว แต่คุณต้องใช้ชีวิตให้เป็นศิลปะ แล้วชีวิตของคุณต้องอยู่เพื่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่อยู่เพื่อตัวเอง เราใช้อีโก้ในงานศิลปะ แต่อย่าเอาไปใช้กับคนอื่น ๆ ในสังคม”

วันนี้ ภารกิจของดอยธิเบศร์กลับมาหาประโยคเดียว คือทำอย่างไรก็ได้ให้โลกไม่ลืมพ่อ

แม้ว่านั่นอาจหมายถึงการสละทั้งชีวิตเพื่อเป้าหมายใหญ่ ดอยธิเบศร์จึงกลับมาเป็นเหมือนพ่อที่เขาเคยก่นด่า 

พ่อสร้าง ลูกรักษา กงล้อโชคชะตากลับมาหมุนเป็นวงกลมอีกครั้ง 

“สิ่งที่พ่อผมทำ แกเสียสละทั้งชีวิต แต่แกไม่ได้อธิบายให้คนอื่นเข้าใจ มันยากที่คนจะเข้าใจว่าแกทำอะไร สิ่งที่ ถวัลย์ ดัชนี ทิ้งไว้ คือมรดกทางจิตวิญญาณที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ มันเป็นของโลก ผมมีหน้าที่แค่ดูแล 

“แต่การที่เราดูแลก็ไม่ใช่ภารโรงที่ปัดกวาดเช็ดถู แต่ทำอย่างไรให้อยู่อย่างยั่งยืน 

“ผมเป็นเด็กคนเดียวที่พ่อแม่ทิ้ง เมื่อพ่อตาย คิดดูว่าสิ่งที่รุมผมมากมายขนาดไหน หมาสักตัวยังไม่เคยเหลียวมามองในวันที่ผมลำบาก แต่เราไม่เคยเรียกร้องอะไรจากใคร ผมว่ามันเป็นเรื่องตลกเกินไปสำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่จะมาร้องไห้หรือบอกโลกว่าเราทุกข์ทรมานสาหัสขนาดไหน 

“ผมคิดเสมอว่าวันนี้เราอยากนำเสนอเรื่องอะไร อยากถ่ายทอดให้คนได้รับรู้เรื่องราวของอาจารย์ถวัลย์ ผมยังอยากให้แกมีชีวิต อยากให้ยังมีลมหายใจ”

3 กันยายน พ.ศ. 2557

ลมหายใจสุดท้ายของ ถวัลย์ ดัชนี ลอยจากร่าง ลาจากโลก

ดอยธิเบศร์ ดัชนี เขียนอำลาพ่อในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทิ้งท้ายว่า เลือดของพ่อยังไหลเวียนในกายลูกเสมอ

เมื่อได้ฟังถ้อยคำ จ้องมองดวงตาดุจสิงโตคู่นั้น 

เราจึงรู้ว่าเขาไม่ได้เขียนเกินจริงเลย

27 กันยายน – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ดอยธิเบศร์ ดัชนี จัดนิทรรศการ ชื่อว่า ‘ถวัลย์ ดัชนี นายคนภูเขา ผู้สร้างถ้ำแห่งศิลป์’ ‘La grotta dell’arte leggendario Thawan Duchanee’ ระลึกการจากไป 10 ปีของพ่อ เป็นนิทรรศการเพื่อการกุศล ระดมทุนจากการจำหน่ายผลงานศิลปะและของที่ระลึกการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ที่ชั้น 5 สยามพารากอน

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล