12 พฤษภาคม 2025
4 K

ชาวสีลมน่าจะคุ้นเคยกับร้าน ‘อาม้าเบเกอรี่’ เป็นอย่างดี เพราะร้านนี้อยู่คู่วัดแขกมากว่า 60 ปี แต่หากคุณมีโอกาสไปต่อคิวซื้อขนมปังสังขยาด้วยตัวเองแล้ว แทนที่จะได้เจอกับ ‘อาม้า’ คุณจะได้พบกับ 2 สาวอายุราว 30 กว่าที่ง่วนอยู่กับการขายขนมจนดูเหมือนแทบจะไม่มีเวลาหายใจ

ซี-อภิญญา และ อุ๋ม-ชุติกาญจน์ เมฆคุ้มครอง คือหลานอาม้าที่ตั้งใจทุ่มเททั้งชีวิตที่เหลือ เพื่อให้น้องสาวคนเล็กของครอบครัวที่ชื่อว่าอาม้าเบเกอรี่ได้ไปต่อและดีขึ้นกว่าเดิม

ธุรกิจ : อาม้าเบเกอรี่

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2504

ประเภท : เบเกอรี

ผู้ก่อตั้ง : เจียงพัด แซ่ห่าน

ทายาทรุ่นสอง : โอภาส เมฆคุ้มครอง

ทายาทรุ่นสาม : อภิญญา และ ชุติกาญจน์ เมฆคุ้มครอง

อาม้าเบเกอรี่ ต้องได้ไปต่อ

“ร้านก่อตั้งมาตั้งแต่รุ่นอาเหน่ (คุณย่า) และอากง (คุณปู่) สมัยนั้นอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ยังไม่มีแม้แต่ชื่อร้าน เป็นแค่ร้านที่คนแถวนี้รู้กันว่าขายขนมปังแถว หลังจากนั้นคุณพ่อมารับช่วงต่อและตั้งชื่อร้านว่า อาม้าเบเกอรี่ คุณพ่อเป็นคนพัฒนาสูตรขนมปังสังขยาและทำให้ร้านมีชื่อเสียงมากขึ้น อุ๋มกับเจ๊ซีก็เข้ามารับช่วงต่อเป็นรุ่นที่ 3 ค่ะ” อุ๋มเล่าประวัติร้านจบในไม่กี่ประโยคราวกับการสืบทอดกิจการของเธอและพี่สาวนั้นเป็นเรื่องเรียบง่ายไร้ซึ่งขวากหนาม แต่เพราะเรารู้มาว่าไม่ใช่ จึงต้องซักต่อ

“ก่อนหน้านี้เจ๊ซีเรียนวิศวกรรมศาสตร์ พอเรียนจบก็ทำงานข้างนอกได้พักหนึ่ง พอดีคุณพ่อไม่สบายเลยต้องเข้ามาทำร้าน ส่วนอุ๋มตอนนั้นไปเรียนต่อด้านการทำขนมที่ฝรั่งเศส แต่ก็กลับมาก่อนเรียนจบเพื่อมาดูแลคุณพ่อและร้าน” อุ๋มเล่าราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่และเรื่องยากอะไรของผู้หญิงอายุ 20 ต้น ๆ 2 คนที่ต้องละทิ้งความฝันและหน้าที่การงานเพื่อมารับช่วงต่อร้านเบเกอรีเล็ก ๆ ของครอบครัว

เหตุใดซีจึงไม่กลับไปทำงานสายวิศวกรรม และอุ๋มจึงไม่กลับไปเรียนต่อให้จบ เราสงสัย

“เราเติบโตมากับร้านนี้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ครอบครัวเรามีกันแค่พ่อ แม่ อุ๋ม ซี และร้าน ร้านเป็นเหมือนลูกคนสุดท้องของครอบครัว เป็นสิ่งที่พ่อแม่สร้างมา เลยอยากทำให้เขาไปต่อได้นะ”

ร้านเบเกอรีเล็ก ๆ ดูเหมือนไม่ได้มีอะไรซับซ้อน การจะทำให้ไปต่อได้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากรุ่นพ่อแม่ถ่ายทอดวิชาให้ แต่นั่นไม่ใช่กรณีของอุ๋มและซี 

“คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้สอนอะไรเลย พอคุณพ่อป่วย คุณแม่ก็โฟกัสที่คุณพ่ออย่างเดียว ส่วนคุณพ่อก็ไม่ห่วงอะไรเลย ตอนนั้นอุ๋มเองไม่ได้คิดว่าจะทำยังไงกับสิ่งที่เราเจอ แค่มาด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ เหมือนเรามีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ ต้องกลับมาดูแลคุณพ่อ และเมื่อร้านเป็นของคุณพ่อคุณแม่เราก็ต้องดูแลร้าน ตอนนั้นยังเด็กด้วย มวลของความเสียใจในเรื่องการสูญเสียมากกว่าเรื่องการทำร้านในช่วงแรก”

อุ๋มและซีจึงเข้ามารับช่วงกิจการโดยไม่ได้คิดอะไรมาก “เราคิดว่าก็แค่ขายของ ซึ่งของมันขายได้อยู่แล้ว แต่จริง ๆ กระบวนการมันเยอะมาก พอเข้ามาสักพักหนึ่งถึงรู้ว่าความตั้งใจของเราคือทำให้มันรอดและดีขึ้น พร้อมอุดรอยรั่วทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น”

เพราะคุณพ่อมาด่วนจากไปก่อนจะได้ถ่ายทอดวิชา แม้กระทั่งสูตรขนมปังสังขยา อุ๋มและซีก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร การทำให้ร้านอาม้าเบเกอรี่ได้ไปต่อจึงยากขึ้นมาอีกหลายขั้น

“โชคยังดีที่มีคุณแม่ซึ่งรู้กระบวนการการทำขนมทั้งหมด และพี่ ๆ ที่ร้านก็อยู่กันมานาน ปัจจัยหลักที่ทำให้ร้านไปต่อได้คือพนักงานและคุณแม่”

แม้จะมีคนเก่าคนแก่ที่รู้ทั้งสูตรขนมและระบบการทำงานอยู่เต็มร้าน แต่ในฐานะทายาทรุ่นสาม พวกเธอก็มิอาจนิ่งเฉย

“แรก ๆ ต้องคุยกับพนักงานเยอะมาก ต้องวางทุกอย่างหมดเลย วางอีโก้ วางความเป็นเจ้านายลูกน้อง และมาศึกษาขอความรู้ พนักงานในร้านอาจรู้แค่ในส่วนของตัวเอง เราเลยมีหน้าที่ไปศึกษาทุกส่วนแล้วเอามาประกอบกัน เช่น ทีมตีแป้ง ทีมทำไส้ ทีมผัดไส้ ทีมอบ ทีมแพ็ก ทีมรับออร์เดอร์ ส่วนคุณแม่เป็นแผนกควบคุมคุณภาพ ช่วยชิม คอยบอกว่าควรจะต้องปรับปรุงรสชาติหรือเนื้อขนมยังไง”

เพราะพวกเธอเติบโตมากับขนมปังสังขยาตั้งแต่เด็ก สูตรขนมจึงไม่ใช่ปัญหาในการสืบทอดกิจการ “เรารู้ว่าอันนี้คือขนมของเรา คือรสชาติของเรา แค่เห็นก็รู้เลยว่าใช่ หรือถ้ามีอะไรผิดปกติเราก็รู้เลยว่าไม่ใช่ สิ่งที่ทำให้เราดูออกเพราะซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ๆ อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยก็คือเราไปเรียนทำขนมมา แม้ว่าจะไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่นำระบบและความเข้าใจในหลักการมาประยุกต์ช่วยกันได้”

เมื่อเธอพูดถึงการไปเรียนทำขนมขึ้นมาอีกครั้ง เราเลยอดไม่ได้จนต้องเอ่ยถามว่าเธอไม่เสียใจหรือที่อุตส่าห์ได้ไปเรียนทำขนมถึงฝรั่งเศส แต่กลับเรียนไม่จบ

“จะเสียใจมากกว่าถ้าไม่ได้กลับมาเจอคุณพ่อ” คำตอบของเธอประกอบกับเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยทำให้เราเริ่มเข้าใจความหมายของอาม้าเบเกอรี่สำหรับอุ๋มและซี

อาม้าเบเกอรี่ ต้องดีกว่าเดิม

เพราะโจทย์ที่อุ๋มและซีตั้งต้องการให้ร้านดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อทุกอย่างเริ่มอยู่ตัว พวกเธอจึงเริ่มหาวิธีเพิ่มยอดขาย

“เรารักษาลูกค้าเก่าโดยการเน้นคุณภาพ เพราะเขาจะติดรูป รส กลิ่น สี ว่าทุกอย่างต้องเป็นเหมือนเดิมเท่านั้น ผิดแปลกไปนิดหนึ่งก็รู้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องคงคุณภาพ ส่วนลูกค้าใหม่ ๆ จะเป็นเรื่องความสะดวกสบายและความหลากหลายของขนม”

อุ๋มและซีเปิดช่องทางออนไลน์ในการสั่งสินค้า ซึ่งฝั่งลูกค้าเองก็สะดวกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเจรจาอะไรมาก ทั้งรูปขนม ราคา ลูกค้ากดดูและสั่งเองได้หมด การจัดการหลังบ้านง่ายขึ้นเช่นกัน เพราะการสั่งออนไลน์ต้องชำระเงินก่อน ตัดปัญหาการสั่งแล้วยกเลิกหรือสั่งแล้วไม่มารับของตามนัด

ส่วนเรื่องความหลากหลายของขนม อุ๋มใช้วิชาที่ไปร่ำเรียนมาพัฒนาขนมอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นป๊อปคอร์น คอร์นเฟลกปลา คุกกี้สิงคโปร์ ถั่วกรอบแก้ว ขนมเปี๊ยะ เค้กกล้วยหอม เค้กมะพร้าว ชาไทย น้ำลำไย และเอแคลร์ 

“แต่ยังไง Hero Product ก็ยังเป็นขนมปังสังขยาอยู่แล้ว” อุ๋มยืนยัน

พวกเธอยังแนะนำให้คนในย่านอื่น ๆ ได้รู้จักกับอาม้าเบเกอรี่ที่อยู่คู่ชาวสีลมมาหลายสิบปี ด้วยการไปออกบูท ซึ่งฟังดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่แค่จะได้รับอนุมัติจากคุณแม่ก็ใช้เวลาอยู่นานสองนาน

“เมื่อก่อนคุณแม่ไม่เข้าใจการเข้าหาลูกค้า ไม่เข้าใจการไปออกบูท ไม่รู้ว่าจะไปให้เหนื่อยทำไม แต่เราอยากทำให้มันดีขึ้นเลยลองเจรจาดู ซึ่งสุดท้ายคุณแม่ก็ยอม แต่บอกว่าถ้าลองแล้วไม่เวิร์กก็จะอนุญาตยากขึ้นไปอีก”

พวกเธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าทุกอย่างจะไปได้สวย เพราะอาม้าเบเกอรี่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เอาง่าย ๆ ว่าปีปีหนึ่งมีแค่ 1 ถึง 2 วันเท่านั้นที่ขายของไม่หมด แต่เมื่อได้ไปลองออกบูทเข้าจริง ผลลัพธ์กลับผิดคาด

“เราไปออกบูทครั้งแรกที่มาร์เก็ตแบบวัยรุ่น เพราะตอนนั้นเราอายุ 20 กว่า รู้สึกว่าเรายังวัยรุ่นอยู่ อยากไปออกตลาดแบบนั้น รู้เลยว่าการที่เราไปอยู่ผิดที่ เราจะขายไม่ได้ ด้วยแพ็กเกจจิง อารมณ์ของงาน อารมณ์คนมาตลาด ที่ตั้งใจมากินเบียร์ มาฟังเพลง เขาไม่ได้อยากหิ้วของกลับ วันแรกเรารู้แล้วว่าตาย”

อุ๋มและซีจึงต้องพลิกแผนในข้ามคืน โชคดีที่พวกเธอมีสินค้าอื่น ๆ เช่น ขนมกรอบ ป๊อปคอร์น และคอร์นเฟลกปลา ที่ทั้งคู่มองแล้วว่าน่าจะไปรอดในตลาดวัยรุ่น สุดท้ายจึงรอดมาได้แบบไม่ขาดทุน

ประสบการณ์ออกบูทครั้งแรกทำให้อุ๋มและซีได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญคือสินค้า สถานที่ และกลุ่มลูกค้าต้องไปในทิศทางเดียวกัน อาม้าเบเกอรี่ถึงจะไปรอด หลังจากนั้นพวกเธอจึงทดลองไปอยู่ในห้างใหญ่ใจกลางกรุงแทน

“ทีแรกคิดว่าไม่เวิร์กแน่ ๆ แต่ปรากฏว่าเวิร์ก เพราะว่าคนมาห้างเพื่อมาซื้อของกลับบ้าน แถวนั้นมีออฟฟิศเยอะ คนมีกำลังจ่าย เลยได้เรียนรู้ว่าถ้าสินค้าดีและอยู่ถูกที่ถูกทางก็จะขายได้”

ด้วยรัก

จากประสบการณ์รับช่วงต่อกิจการมาเกือบ 10 ปี อุ๋มสรุปได้ว่าสาเหตุที่ทำให้คนยังต่อแถวซื้อขนมจากอาม้าเบเกอรี่อยู่ทุกวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก

 “อุ๋มคิดว่าคนชอบร้านเราเพราะสินค้า ถ้าพูดถึงขนมปังสังขยายังไงก็ต้องนึกถึงอาม้าเบเกอรี่ เราต่างจากที่อื่นคือใช้ของดีมีคุณภาพ คุณพ่อคุณแม่บอกตลอดว่าเขาใช้ของดีมาก เขาเป็นคนชอบกินของดี และพาเราไปกินแต่ของดี ๆ เราก็อยากให้คนอื่นได้กินของดี ๆ เหมือนกัน

“สอง คือเราไม่ขายของค้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอินกับเรื่องนี้นะ แต่พอมาทำเอง เราได้รู้ว่าจะไม่ขายของข้ามวันจริง ๆ จะทำยังไงก็ได้ให้หมดวันต่อวัน พรุ่งนี้ค่อยทำใหม่ ไม่มีการข้ามวันเด็ดขาด คนที่ได้ขนมของเราไปจะรู้สึกว่าได้กินของใหม่แน่นอน

“สุดท้ายคือเรื่องความรู้สึกว่าขนมและร้านเรามีความออริจินัล เราไม่เคยเอารูปหรือพระของคุณพ่อคุณแม่ลง เพราะมันเป็นตัวแทนของเขา เวลาคนเก่าแก่เดินผ่านร้าน เขามักจะพูดว่า เปลี่ยนไปเหมือนกันเนอะ แต่ก็ไม่เปลี่ยนไปมาก คิดถึงอะ หรือ พี่เคยเรียนอยู่แถวนี้ ผ่านมาเลยมาซื้อ น้องโตขึ้นเยอะเลยเนอะ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าเกิดจากอะไร แม้ว่าเราจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ความเป็นออริจินัลมันก็น่าโหยหาเหมือนกัน”

ด้วยเหตุนี้ หากจะมีรุ่นที่ 4 มารับช่วงต่อกิจการ อุ๋มจึงอยากบอกกับลูกหลานของเธอว่า

“หัวใจสำคัญของการสืบทอดกิจการครอบครัวให้ยั่งยืนคือความรักในกิจการ ต้องรู้ว่าเรามีอะไรดี และรักษาสิ่งที่ดีไว้ ห้ามลดคุณภาพสินค้า และจะสอนว่าความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าลูกค้าถามว่าหวานไหม ก็ต้องตอบไปตรง ๆ ว่าหวาน หวานด้วยนมเนยไข่ ไม่ใช่สูตรน้ำตาลน้อย ไม่ได้ Healthy และทุกคนจะพูดกลับมาว่า ขอบคุณมากเลยที่พูดตรง ๆ หรืออย่างราคา เราไม่ได้ปรับราคาแบบก้าวกระโดดเพื่อให้ได้กำไร ถ้าเพิ่มไปอีกสัก 5 – 10 บาท อาจจะสบายกว่านี้ก็ได้ แต่ตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ลูกค้าเข้าถึง และเป็นแบบที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการ”

เมื่ออุ๋มเอ่ยถึงคุณพ่อผู้ล่วงลับของเธอขึ้นมาอีกครั้ง เราจึงสงสัยว่าหากคุณพ่อของเธอยังอยู่ เขาจะภูมิใจในส่วนไหนที่สุด

“คุณพ่อเป็นคนใจดี อุ๋มว่าอุ๋มได้สิ่งที่เขามีเต็ม ๆ ความใจดี ความถ่อมตัว การกินขนมของอาม้าเบเกอรี่ก็เหมือนได้ดีเอ็นเอของความเป็นครอบครัวเราด้วย สิ่งที่คุณพ่อถ่ายทอดให้เราไม่ใช่สิ่งที่เขาจดแล้วมาบอก แต่เป็นการทำให้ดู” อุ๋มเช็ดน้ำตาก่อนพูดต่อ

“ความเป็นคนคิดบวกของคุณพ่อ ทำให้เรามีพลังสู้ต่อ และเป็นเพราะคุณพ่อที่ทำให้เราทำร้านต่อ คิดว่าคุณพ่อก็คงดีใจและภูมิใจแม้จะไม่ได้เห็น การจากไปของเขาทำให้เราเข้มแข็ง เหมือนเราเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งเลย ต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดให้คุณพ่อคุณแม่ ทั้งเรื่องร้านและตัวเราในทุกวันนี้”

Facebook : อาม้าเบเกอรี่ amabakery

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน