ชาย 2 คนทำงานในบริษัทสำนักพิมพ์ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจขาลง แต่พวกเขาตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาเปิดสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ของตนเอง และยังเลือกเปิดที่บ้านเกิด เมืองที่เรียกได้ว่ายังไม่เคยมีสำนักพิมพ์ไหนตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่มาก่อน
ทว่าผ่านไป 8 ปี หนังสือที่สำนักพิมพ์นี้พิมพ์ออกมา ต่างติดอันดับ Best Seller มียอดพิมพ์หลักหมื่น หลักแสนเล่ม กลายเป็นสำนักพิมพ์ที่ถูกจับตามองในวงการ หนังสือของสำนักพิมพ์นี้ช่างหลากหลาย มีตั้งแต่หนังสือสอนทำอาหาร หนังสือเกี่ยวกับโรคความจำเสื่อม ตลอดจนหนังสือเกี่ยวกับเจ้าของร้านอาหาร ผ่านมือเล็ก ๆ ของพนักงานทั้ง 6 คนในบริษัท
พวกเขาสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จทั้งที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงซบเซาได้อย่างไร อีกทั้งพวกเขากลับไปทำธุรกิจที่บ้านเกิดได้อย่างไร
คอลัมน์ Makoto Marketing ฉบับนี้ พาทุกท่านไปรู้จักกับชาย 2 คนที่กล้าเปลี่ยนและกล้าสร้างสิ่งใหม่ในวงการสิ่งพิมพ์ญี่ปุ่นกัน

ภาพ : greenz.jp
การลาออกและการเริ่มต้นใหม่
หลังจบมหาวิทยาลัย เคชิโร โอสึกะ (Keishiro Otsuka) สมัครเข้าทำงานตำแหน่งบรรณาธิการในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในเกียวโต โอสึกะประสบความสำเร็จในการผลักดันหนังสือจนเป็นหนังสือขายดีอยู่หลายเล่ม ทว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไป เขาต้องทำงานบริหารควบคู่ไปด้วย เวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการประชุมและการบริหารทีม แทบไม่ค่อยมีเวลาออกแบบหรือวางคอนเซปต์หนังสือที่ตนเองชื่นชอบสักเท่าไหร่
นอกจากนี้ โอสึกะยังเผชิญกับความกดดันจากบริษัท ต้องออกหนังสือให้ได้กี่เล่ม ๆ ต่อปี ตามเป้าที่วางไว้ เขาทั้งเหนื่อยกายเหนื่อยใจ และแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย
แม้ตัวโอสึกะสามารถทำผลงานในบริษัทดี แต่สุดท้ายเมื่อผลประกอบการของบริษัทไม่ค่อยงดงามเท่าไหร่ โอสึกะจึงโดนลดเงินเดือน
ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งหมดเวลาไปกับการประชุม ยิ่งไม่ได้สร้างหนังสือที่รัก ยิ่งไม่ได้เจอครอบครัว …
สุดท้าย โอสึกะตัดสินใจลาออก
โอสึกะไม่ได้เป็นพนักงานเพียงคนเดียวที่ลาออก โช ทาคาโนะ (Sho Takano) คุณพ่อลูกอ่อนซึ่งอยู่ฝ่ายขายก็โดนลดเงินเดือนเช่นกัน ทั้งคู่จึงชวนกันออกมาลองสร้างสำนักพิมพ์เองในเดือนกันยายน ปี 2016… 2 สัปดาห์หลังจากลาออกจากสำนักพิมพ์เกียวโต

ภาพ : corecolor.jp
สร้างบริษัทที่บ้านเกิด
ในญี่ปุ่น มีสำนักพิมพ์ประมาณ 2,900 แห่ง ร้อยละ 90 ของสำนักพิมพ์กระจุกอยู่ในโตเกียว ที่เหลืออีกร้อยละ 10 อยู่ในเมืองใหญ่รองลงมาอย่างโอซาก้าและเกียวโต
ตอนแรก โอสึกะลังเลว่าจะตั้งบริษัทที่เกียวโตหรือโอซาก้าดี แต่สุดท้ายเขาคิดว่าไหน ๆ ลาออกมาทำบริษัทตัวเองทั้งทีแล้ว ก็เลือกทำที่บ้านเกิด คือ เมืองอากาชิ จังหวัดเฮียวโงะ ไปเลยก็แล้วกัน
เมื่อโอสึกะเล่าเรื่องการสร้างบริษัทให้พ่อฟัง พ่อบอกว่า มีอาคารเก่า ๆ หลังหนึ่งของคุณปู่ที่ว่างอยู่ โอสึกะและทาคาโนะจึงใช้พื้นที่ชั้นหนึ่งเป็นสำนักงาน ส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวโอสึกะและทาคาโนะ โดยพ่อเก็บค่าเช่าในราคาถูก จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ 2 หนุ่มไปได้มาก
ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้น โอสึกะไปกู้เงินจากธนาคารมาได้ 30 ล้านเยน เงินจำนวนนี้เพียงพอในการจ่ายเงินเดือนให้ตัวเขา ทาคาโนะ และพนักงานอีก 2 คน
ทาคาโนะเลือกตั้งชื่อสำนักพิมพ์ว่า ライツ (อ่านว่า ไร้-สึ) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า ‘Writes’ ‘Right’ และ ‘Light’ ความหมายคือด้วยพลังแห่งการเขียน พวกเขามุ่งมั่นที่จะเป็นแสงสว่างอย่างซื่อตรง กล่าวคือ ตีพิมพ์เฉพาะหนังสือที่พวกตนคิดว่าน่าสนใจจริง ๆ โดยไม่ยึดติดกับขอบเขตของประเภทผลงานใด ๆ

ล้มเหลวตั้งแต่ปีแรก
“ต้องทำให้หนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์เราประสบความสำเร็จให้ได้ ต้องทำกำไรให้ได้”
นั่นคือสิ่งที่โอสึกะและทาคาโนะพยายามสร้างขึ้นมา พวกเขาได้รับโอกาสจากนักเขียน Best Seller ชื่อดัง และเริ่มออกแบบหนังสือ แต่ปรากฏว่าพวกเขาดันทำหนังสือที่คล้ายกับเล่มอื่น ๆ ที่มีในตลาดอยู่แล้ว
“เรากลัวล้มเหลวครับ ถึงได้เลือกทำหนังสือที่น่าจะประสบความสำเร็จ และเรามัวแต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดีให้ได้”
แต่สุดท้ายเงินทุน 10 ล้านเยนก็หายวับไปกับตา
พวกเขาได้เรียนรู้ว่า การทำหนังสือคล้ายกับสำนักพิมพ์อื่น ๆ นั้นไม่มีประโยชน์เลย ยิ่งพวกเขาเป็นเพียงสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่ไม่มีงบโฆษณามากเท่าบริษัทใหญ่ ๆ โอสึกะและทาคาโนะจึงเปลี่ยนวิธีการทำหนังสือจาก ‘ทำหนังสือขายดีให้ได้’ เป็น ‘ทำหนังสือที่พวกเราคิดว่าน่าสนใจจริง ๆ และเป็นหนังสือที่ยังไม่เคยมีในวงการมาก่อน’
ในปีที่ 2 หนังสือเล่มที่ 2 ที่เขาทำคือ สุดยอดหนังสือ 50 เล่มที่ปั่นป่วนชีวิต คาโฮะ มิยาเกะ (Miyake Kaho) ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยเกียวโตวัย 23 ปีที่กำลังทำวิจัยด้านวรรณคดีอยู่ แน่นอนว่ามิยาเกะยังไม่เคยออกหนังสือมาก่อน เธอเป็นคนที่รักหนังสือมาก ทำงานเป็นผู้จัดการร้านหนังสือและเขียนบล็อกรีวิวหนังสือ ทาคาโนะเผอิญไปเจอบล็อกของเธอและเห็นว่าน่าสนใจ จึงติดต่อขอให้เธอช่วยเขียนหนังสือให้
ความสนุกของหนังสือเล่มนี้ คือ มิยาเกะเลือกหนังสือเล่มต่าง ๆ ที่ผู้อ่านอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน เขียนด้วยสำนวนที่เล่าเหมือนเพื่อนเล่าให้ฟัง เนื้อหาเหมือนนิยาย ซึ่งนักอ่านจำนวนมากไม่เคยเห็นวิธีรีวิวหนังสือเช่นนี้ ส่วนในท้ายบทเธอก็ช่วยแนะนำว่า หากคุณเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วและชอบ เล่มต่อไปที่คุณน่าจะชอบคือเล่มไหน

ลองอ่านบทนำในหนังสือเล่มนี้กัน
ถ้ามีใครถามฉันว่า “การอ่านหนังสือสำหรับเธอคืออะไรเหรอ”
ฉันจะตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า
“สำหรับฉัน การอ่านหนังสือคือ ‘สนามรบ’ น่ะค่ะ”
…เอ๊ะ แอบหัวเราะอยู่ใช่ไหม
แต่ฉันพูดจริง ๆ นะ พูดด้วยความตั้งใจสุดหัวใจเลย
สำหรับฉัน การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ – มันคือการต่อสู้ด้วยชีวิตของฉันเองเลยต่างหาก
ฉันกำลังจะเริ่มแนะนำหนังสือให้ทุกคนรู้จักนะ แต่เอาจริง ๆ ฉันไม่มีวันพูดหรอกว่า “เธอต้องอ่านเล่มนี้นะ!” อะไรแบบนั้น เพราะอยากจะเตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้าเธอเผลอหลงรักหนังสือเข้าจริง ๆ ล่ะก็ โอกาสที่เธอจะต้องทิ้งชีวิตที่เรียบง่ายและสุขสบายไป… มันจะเพิ่มขึ้นมากเลยล่ะ
บางทีฉันก็อดขำไม่ได้ เหมือนอยากถามคนที่ชอบรณรงค์ให้คนอ่านหนังสือทั้งหลายว่า “พวกคุณรู้ตัวกันไหมว่าการอ่านมันอันตรายขนาดไหน” (555)
แต่ถึงอย่างนั้นนะ… ถึงจะรู้แบบนั้น
ฉันก็ยังอดพูดไม่ได้อยู่ดีว่า
“หนังสือเล่มนี้สนุกมากกกกกกกก!!!!!”
ก็แหม ถึงจะต้องแลกด้วยความปกติสุขในชีวิต แต่มันคือความสุขจริง ๆ เลยนี่นา ที่ได้เจอกับหนังสือที่ทำให้ชีวิตเราปั่นป่วนได้ขนาดนั้น
พูดมาซะยาวเลยนะคะ
ฉันอยากให้ทุกคนได้สัมผัสกับหนังสือ ไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่ ‘มีประโยชน์’ หรือ ‘ไม่มีประโยชน์’ แต่ในฐานะบางสิ่งที่พาเราไปเห็นโลกกว้างกว่าที่เคยเห็น
แล้วถ้าในชีวิตต่อจากนี้ คุณได้เจอหนังสือสักเล่มที่พร้อมจะ ‘ต่อสู้เคียงข้างคุณ’ ซึ่งไม่ง่ายเลย
สำหรับฉัน นั่นคงเป็นความสุขที่สุดแล้วล่ะ
เรามารักหนังสือ รักเรื่องราว แล้วใช้ชีวิตไปด้วยกันเถอะนะ
(จากหนังสือ สุดยอดหนังสือ 50 เล่มที่ปั่นป่วนชีวิต โดย คาโฮะ มิยาเกะ)
ปกติแล้ว หนังสือที่แนะนำหนังสือเล่มอื่นหรือรีวิวหนังสือเล่มอื่น ๆ มักจะพิมพ์แค่ครั้งเดียว จากนั้นก็หายไปจากชั้นวางหนังสือ แต่หนังสือ สุดยอดหนังสือ 50 เล่มที่ปั่นป่วนชีวิต ตีพิมพ์ซ้ำถึง 4 ครั้ง ทำยอดขายปีแรก 1.2 หมื่นเล่ม จนทำให้ชื่อสำนักพิมพ์ Writes เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่เจ้าของร้านหนังสือ
แทนที่จะออกหนังสือกับนักเขียน Best Seller ทาคาโนะและโอสึกะเริ่มเจอเส้นทางของตนเอง หากพวกเขาทำหนังสือที่น่าสนใจจริง ๆ โดยอิสระอย่างแท้จริง ต่อให้เป็นนักเขียนที่ไม่มีชื่อเสียง ก็ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จได้
ทำหนังสือที่นักอ่านไม่เคยเห็นมาก่อน
ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้สำนักพิมพ์ Writes กำหนดแนวทางตนเองว่า “ต้องทำหนังสือที่นักอ่านยังไม่เคยเห็นมาก่อน” พวกเขาไม่มีโควต้าว่า แต่ละปีต้องออกหนังสือกี่เล่ม ไม่เคยทำหนังสือเพื่อแค่ให้ครบจำนวนตามเป้าได้
เป้าหมายของหนังสือแต่ละเล่ม คือ ต้องเป็นหนังสือขายดีให้ได้ หนังสือของสำนักพิมพ์ Writes ต้อง ‘ใหม่’ ทั้งในแง่แนวคิดหรือดีไซน์ แต่หากหนังสือที่จะออก ดูคล้ายกับเล่มอื่น ๆ ในหมวดเดียวกันจริง ๆ ก็ต้องทำให้หนังสือเล่มนี้โดดเด่นที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น หนังสือชื่อ สูตรอาหารทั่วโลก 196 ประเทศ ที่สามารถทำที่บ้านได้ ในตลาดหนังสือสอนทำอาหาร มีหลายหมื่นเล่มที่สอนวิธีทำอาหารต่าง ๆ มีเป็นพันเล่มที่สอนวิธีทำอาหารชาติอื่น ๆ แต่ไม่มีเล่มไหนที่กล้ารวบรวมสูตรอาหารของทุกประเทศจำนวน 196 ประเทศจริง ๆ

หนังสืออีกเล่มที่ได้รับรางวัลสาขานวัตกรรมหนังสือในหมวดหนังสือธุรกิจนั้น คือ หนังสือ ‘มาลดยอดขายกันเถอะ …วิธีปลดปล่อยตนเองจากการมุ่งสร้างกำไรสูงสุด’ ซึ่งมียอดขายกว่า 5.6 หมื่นเล่ม ผู้เขียน คือ อาเคมิ นากามุระ (Akemi Nakamura) เจ้าของร้าน Hyakushokuya (佰食屋) ที่ขายข้าวสเต๊กเนื้อเพียงวันละ 100 ชุดเท่านั้น เธอเปิดร้านเพียงแค่วันละ 3.5 ชั่วโมง ด้วยวิธีการขายแบบจำกัดจำนวนเช่นนี้ เธอประหยัดค่าแรงพนักงานและค่าวัตถุดิบได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งตัวเธอเองและพนักงานทำงานน้อยลง มีรายได้สม่ำเสมอ และมีเวลาให้ครอบครัวมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น แม้หนังสือหมวดธุรกิจจะมีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก แต่หนังสือของสำนักพิมพ์ Writes ก็มีเรื่องราวที่โดดเด่น แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ อย่างแท้จริง
เคล็ดลับการทำหนังสือของสำนักพิมพ์ขนาดจิ๋ว
สำนักพิมพ์ Writes มีพนักงานแค่ 7 คน
อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้สำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง สร้างหนังสือขายดีและโด่งดังระดับวงการได้

เคล็ดลับ คือ พวกเขาออกหนังสือน้อยกว่าสำนักพิมพ์ทั่วไป แต่ทำด้วยความพิถีพิถันมากกว่า
“ปีหนึ่งพวกเราออกหนังสือแค่ 6 เล่มเอง ออก 2 เดือนครั้ง หากเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ บรรณาธิการคนหนึ่งต้องดูแลหนังสือเดือนละ 12 เล่มเลยนะครับ พวกเขาทำเยอะกว่าเรามาก”
แต่ยิ่งทำหนังสือน้อยกว่า ชาว Writes มีเวลาขัดเกลาต้นฉบับมากกว่า มีเวลาไปนำเสนอให้ร้านหนังสือหรือประชาสัมพันธ์มากกว่าด้วย
ยกตัวอย่างเช่น หาก Writes จะออกหนังสือด้านธุรกิจ อันดับแรก บรรณาธิการจะไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร เว็บไซต์ หรือการบรรยาย บางครั้งก็รบกวนขอบันทึกบรรยากาศการประชุมในบริษัท
เมื่อรวบรวมข้อมูลมหาศาลทั้งหมดลงในไฟล์ Word บรรณาธิการก็จะค่อย ๆ วางโครงเรื่องไป กรณีหนังสือ มาลดยอดขายกันเถอะ นั้น คุณนากามุระ เจ้าของร้านอาหารมักเล่าว่า ร้านของเธอทำสิ่งที่ร้านอาหารทั่วไปไม่ทำในด้านต่าง ๆ ทางบรรณาธิการก็รวบรวมประเด็นเหล่านี้ ปรับสลับตำแหน่ง และวางโครงสร้างหนังสือ
บรรณาธิการ Writes ใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนในการรวบรวมและจัดวางโครงเรื่องเหล่านี้ ก่อนจะขอนัดเจอผู้ประกอบการท่านนั้นเพื่อหารือเรื่องทิศทางและคอนเซปท์หนังสือต่อไป
ส่วนเรื่องการขายนั้น ปกติทางร้านหนังสือจะให้ฝ่ายขายของสำนักพิมพ์เข้าไปพูดคุยแนะนำหนังสือใหม่เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น ใน 15 นาทีนั้น ฝ่ายขายต้องรีบนำเสนอหนังสือหลายเล่มในเวลาสั้น ๆ ในทางกลับกัน ทางสำนักพิมพ์ Writes ใช้เวลาทั้ง 15 นาทีค่อย ๆ เล่าถึงหนังสือใหม่เล่มเดียวในไตรมาสนั้น ที่มาที่ไปของเล่มนี้คืออะไร พวกเขาใส่ใจในการออกแบบปกอย่างไร เนื้อหาจุดไหนที่น่าสนใจ ทำให้ร้านหนังสือตอบรับหนังสือพวกเขาได้ดีขึ้น
ยิ่งใส่ใจในการทำหนังสือให้ดี ยิ่งผลิตหนังสือดี ยิ่งนำเสนอขายให้ร้านหนังสือได้ง่ายขึ้น นั่นเป็นวงจรดี ๆ ที่ทำให้สำนักพิมพ์ Writes อยู่รอดได้ทั้งที่ออกหนังสือแค่ปีละ 6 เล่ม
ยิ่งหนังสือติดอันดับหนังสือขายดี ยิ่งมียอดพิมพ์ซ้ำเพิ่มขึ้น ผลประกอบการสำนักพิมพ์ก็ดีขึ้น ว่ากันว่าในวงการหนังสือนั้นมีหนังสือเพียงแค่ร้อยละ 10 – 20 เท่านั้นที่จะตีพิมพ์ซ้ำ แต่หนังสือของสำนักพิมพ์ Writes มีถึงร้อยละ 70 ที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำ
ให้คะแนนความสนุกเป็นรายบรรทัด
ระหว่างขั้นตอนการเขียนและตรวจต้นฉบับนั้น บรรณาธิการ Writes จะให้คะแนน ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ของต้นฉบับในแต่ละบรรทัด เช่น ถ้ารู้สึกสนุก ให้ 8 คะแนน ถ้ารู้สึกเศร้ามาก ให้ 10 คะแนน ยิ่งคะแนนเยอะ หมายความว่าบรรทัดนั้น ๆ ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกบางอย่างได้
หากต้นฉบับบทนั้นมีแต่เลข 0 หรือ 1 ติดต่อกันเกิน 4 บรรทัด บรรณาธิการจะขอให้นักเขียนช่วยปรับปรุงเนื้อหาส่วนนั้นใหม่ หากผู้อ่านอ่านเกิน 4 บรรทัดแล้วยังไม่รู้สึกค้นพบอะไรใหม่ ๆ หรือเกิดอารมณ์ความรู้สึกอะไร ผู้อ่านอาจเบื่อได้
แม้แต่หน้าคำนำของหนังสือก็เต็มไปด้วยความใส่ใจ สำหรับสำนักพิมพ์ Writes แล้ว คำนำนั้นเขียนขึ้นมาเพื่อให้สื่อและร้านหนังสือเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร เขียนขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์อะไร ร้านหนังสือบางร้านถึงกับเอาเนื้อหาบางส่วนของคำนำไปเขียนป้ายโฆษณาบนชั้นวางหนังสือเลย
นั่นคือความใส่ใจอันยิ่งยวดของบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Writes
ในยุคที่ผู้คนหาข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำไมผู้คนถึงยังคงอ่านหนังสือที่เป็นเล่ม ๆ
โอสึกะเล่าว่า “หนังสือแต่ละเล่มเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างความคิดความตั้งใจของคนคนหนึ่งกับสังคม มันเป็นวิธีที่เรียบง่ายมาก เวลาคนคนหนึ่งต้องซื้อหนังสือ เขาต้องเดินทางไปร้านหนังสือ สัมผัสหนังสือ อ่าน และลงมือจ่ายสตางค์ซื้อด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่รับข้อมูลที่ทะลักเข้ามาเฉย ๆ เพราะฉะนั้น หนังสือจึงเปลี่ยนวิธีคิดหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจให้กับผู้อ่านได้ครับ”
Writes สำนักพิมพ์ที่มุ่งจะเป็นแสงสว่างอย่างซื่อตรงให้กับนักเขียน นักอ่าน และสังคม
