ตลาดสินค้าสุขภาพและกีฬาทั่วโลกมีขนาดใหญ่ถึง 5 ร้อยล้านล้านเยนในญี่ปุ่น แบรนด์ญี่ปุ่นชื่อดังที่ครองตลาด คือ ASICS และ Mizuno
ทั้ง 2 แบรนด์นี้มีประวัติศาสตร์และชื่อเสียงอันยาวนาน ช่วยพัฒนารองเท้าและเสื้อกีฬาให้แก่นักกีฬาญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก
ใครจะนึกว่า วันหนึ่งจะมีแบรนด์สตาร์ทอัพน้องใหม่เข้ามาเจาะตลาดอันแข็งแกร่งนี้ได้ พวกเขาเลือกทำงานกับนักกีฬามืออาชีพนับพันคน แต่เลือกบุกตลาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ ยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดอย่างจริงจัง
อะไรคือช่องว่างในตลาดที่พวกเขาเห็น และพวกเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาได้อย่างไร พบกับเรื่องราวของ ‘TENTIAL’ แบรนด์ที่ตั้งใจดึง Potential (ศักยภาพ) ของผู้คนออกมาให้ได้สูงที่สุด
เด็ก ม.ปลาย ที่เคยเขียนจดหมายลาตาย
ยูทาโร่ นากานิชิ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่สมัยประถม เขารักการเตะฟุตบอลมากและอยู่ชมรมฟุตบอลมาโดยตลอด ตอนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 คุณหมอแจ้งเขาว่าเขามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และห้ามไม่ให้เขาเล่นฟุตบอลอีก

ภาพ : corp.tential.jp/news/230824-forbesjapan
เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาพบว่าเขามีอาการขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ต้องผ่าตัดใช้สายสวนเพื่อขยายหลอดเลือด นากานิชิต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง และรู้สึกหมดหวังกับชีวิต ทั้งการกลับไปเล่นฟุตบอลไม่ได้อีกและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ก่อนเข้ารับการรักษา นากานิชิถึงกับเขียนจดหมายลาตายไว้ เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ระหว่างที่เขียนนั้น นากานิชิก็ตระหนักได้ว่าเขายังไม่ได้ทำอะไรดี ๆ ให้กับครอบครัวที่เขารักหรือเพื่อน ๆ เลย เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้นากานิชิอยากสร้างอะไรบางอย่างให้กับสังคม
ในช่วงชีวิตที่สิ้นหวัง นากานิชิไม่มีกำลังใจสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาเที่ยวเล่นไปวัน ๆ อยู่เป็นปี จนเริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ควรจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกไม่ดีแบบนี้อีก เที่ยวเล่นต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นากานิชิเริ่มอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง
วันหนึ่งเขาฟังสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่กล่าวกับเด็กอเมริกัน โอบามาย้ำถึงความสำคัญของการเขียนโปรแกรมและวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) นากานิชิจึงตัดสินใจลองเรียนเขียนโปรแกรม และได้พบกับคนที่อยากทำธุรกิจสอนโปรแกรมสำหรับผู้ใหญ่ ทำให้นากานิชิตัดสินใจไม่เรียนต่อปริญญาตรี แต่หันมาทำธุรกิจแทน
หลังจากนั้นไม่นาน มีบริษัทออนไลน์ขนาดใหญ่ติดต่อเข้าซื้อกิจการของนากานิชิและหุ้นส่วน ในช่วงนั้นมีบริษัทอีกแห่งติดต่อว่าจ้างนากานิชิ เขาจึงลองไปทำงานอยู่ปีครึ่ง เรียนรู้วิธีการสร้างธุรกิจ การเขียนแผนธุรกิจต่าง ๆ จนตัดสินใจเปิดบริษัทของตนเองในวัย 23 ปี
บริษัททำสื่อที่ผันตัวมาทำค้าปลีกแทน
ในช่วงแรก นากานิชิเริ่มทำสื่อออนไลน์เกี่ยวกับกีฬาก่อน เขาค่อย ๆ สร้างฐานผู้ติดตาม ขณะเดียวกันก็คอยวิเคราะห์ว่าผู้คนสนใจอะไรบ้าง
เมื่อวิเคราะห์ Keyword ที่คนค้นหา นากานิชิพบว่าคนจำนวนมากค้นหาคำว่า ‘ปัญหาเกี่ยวกับเท้า’ จนมาเจอบทความที่เขาเขียนบนเว็บ เขาจึงเริ่มจากการให้บริการคำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อกระดูกทางออนไลน์ ปรากฏว่าแต่ละวันมีคนติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษาประมาณ 10 กว่าราย ทั้ง ๆ ที่นากานิชิไม่ได้ทำโปรโมชันพิเศษอะไรเลย
เมื่อเขาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม เขาพบว่ามีคนจำนวนมากที่มีปัญหาเกี่ยวกับเท้า และหนึ่งในวิธีแก้ คือการใส่แผ่นรองเท้า นากานิชิจึงเริ่มพัฒนาแผ่นรองเท้า ซึ่งช่วยให้คนทรงตัวได้ดีขึ้น


ภาพ : tential.jp/features/insole-series-lineup
แผ่นรองเท้านี้จะช่วยให้คนใช้นิ้วเท้าได้อย่างถูกต้อง ทรงตัวได้ดีขึ้น แก้ปัญหาไหล่ตึงหรือเจ็บหลัง เจ็บเท้าได้
เมื่อพัฒนาแผ่นรองเท้าสำเร็จ เขาลองจำหน่ายผ่านเว็บไซต์สื่อกีฬาซึ่งมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ลูกค้าที่สั่งซื้อมีทั้งนักธุรกิจ แพทย์ เกษตรกร คนขับรถ วิศวกรในโรงงาน
แผ่นรองเท้านี้วางจำหน่ายในปี 2019 และขายได้กว่า 3 หมื่นแผ่นในระยะเวลาเพียง 3 ปี
หลังจากนั้น นากานิชิก็เริ่มพัฒนาแผ่นรองเท้าให้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น รุ่น INSOLE BUSINESS สำหรับนักธุรกิจหรือพนักงานขายที่ต้องสวมรองเท้าหนังและต้องเดินเป็นระยะเวลานาน รุ่น GOLF INSOLE ช่วยให้ทรงตัวและตีกอล์ฟทำคะแนนได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนรุ่น RUNNING INSOLE แผ่นรองเท้าสำหรับนักวิ่ง
เราไม่ใช่บริษัทผลิตเสื้อผ้าหรือรองเท้า เราคือบริษัทที่สร้างสุขภาพ
เมื่อเห็นว่าสินค้าตัวแรกของบริษัทเติบโตได้อย่างดี และผู้คนสนใจเรื่องการดูแลตนเองมากขึ้น นากานิชิตัดสินใจเปิดบริษัทใหม่ โดยตั้งชื่อว่า ‘TENTIAL’ มาจากคำว่า Potential (ศักยภาพ)
พันธกิจของบริษัทนี้ คือการสร้างสังคมที่ผู้คนสนใจเรื่องสุขภาพ และดึง Potential (ศักยภาพ) ของผู้คนให้ออกมาได้มากที่สุด
นากานิชิอยากให้คนในสังคมใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ลองทำสิ่งใหม่ ๆ หรือพยายามดูแลสุขภาพให้ดียิ่งกว่าเดิม
วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการสนับสนุนทุกช่วงชีวิตของผู้คนที่อยากทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ผ่านเครื่องมือที่ช่วยชาร์จแบตให้ร่างกาย
นากานิชิคิดว่าร่างกายของมนุษย์ก็คล้ายกับเครื่องใช้ไฟฟ้า คือต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่ทุก ๆ วัน แต่คนในยุคปัจจุบัน บางทีก็ลืมดูแลร่างกายตนเอง TENTIAL จะเป็นบริษัทที่ช่วยให้ผู้คนได้ใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น ผ่านสินค้าที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี
สิ่งที่นากานิชิมักบอกกับทีมเสมอ ๆ คืออย่าคิดว่าเราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าหรือแผ่นรองเท้า ให้คิดเสมอว่าเราคือบริษัทที่ส่งเสริมสุขภาพ ช่วยทำให้สุขภาพผู้คนดี
แนวคิดนี้สะท้อนดีมากตอนที่ TENTIAL ตัดสินใจหยุดพัฒนาหน้ากากอนามัยต่อ
ช่วงโควิด-19 หน้ากากอนามัยกลายเป็นสินค้าทำรายได้ของ TENTIAL ในปี 2021 ร้อยละ 90 ของรายได้มาจากการจำหน่ายหน้ากากอนามัยนี้ หน้ากาก TENTIAL ได้รับความนิยมสูงมาก และยังได้รับรางวัลจากแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 8 รางวัล ทว่า นากานิชิมิได้ตั้งใจจะทำการตลาดหรือพัฒนาหน้ากากอนามัยไปมากกว่านี้ เขาหันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุดนอน ผ้าปิดตาที่ช่วยคลายความเหนื่อยล้าแทน
“TENTIALให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมาก เรานิยามบริษัทว่าจะเป็นผู้ที่ช่วยผลักดันให้คนรู้สึกดีกับการดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น ลงทุนกับการดูแลร่างกายตนเองมากขึ้น เราจึงตั้งใจพัฒนาและทำตลาดสินค้าที่ตรงกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ของเรามากกว่าครับ” นากานิชิกล่าว
พันธกิจและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ช่วยให้นากานิชิและพนักงานทุกคนมองเห็นทิศทางของบริษัท อะไรคือสิ่งที่บริษัทเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ
หลักคิดนี้ยังสะท้อนในวิธีการจัดประเภทสินค้าของบริษัทด้วย
การแบ่งหมวดสินค้า
บริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพทั่วไป อาจแบ่งหมวดสินค้าตามชนิดของสินค้านั้น ๆ เช่น หมวดเสื้อผ้า หมวดเครื่องนวด หรือหมวดอุปกรณ์ออกกำลังกาย แต่ TENTIAL กลับใช้วิธีแบ่งหมวดสินค้าที่แตกต่างไป โดยแบ่งตามจังหวะการใช้ชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งคือคนทำงานวัย 30 – 40 ปี
สินค้าของ TENTIAL มี 50 กว่าประเภท แบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ หมวดการเดิน (FOOT) หมวดการนอน (SLEEP) และหมวดการทำงาน (WORK)
สินค้าหมวดการเดิน (FOOT) ได้แก่ แผ่นรองเท้าชนิดต่าง ๆ
หมวดการนอน (SLEEP) ได้แก่ ชุดนอน ผ้าปิดตา หมอน ผงอาบน้ำ
หมวดการทำงาน (WORK) ได้แก่ ชุดใส่ทำงาน หมอนรองคอเวลาเดินทาง ถุงเท้า
ปัจจุบันบริษัทปรับการแบ่งหมวดออกเป็นหมวด DAY (สินค้าที่ใช้ระหว่างวัน) กับ NIGHT (สินค้าที่ใช้ตอนกลางคืน) ซึ่ง TENTIAL ตั้งใจเข้าไปสนับสนุนทุกช่วงเวลาของคนทำงาน

สินค้ารุ่นหนึ่งของ TENTIAL ซึ่งขายดีมาก คือชุดนอนรุ่น BAKUNE
BAKUNE (บะคุเนะ) ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หลับปุ๋ย
จริง ๆ แล้ว TENTIAL ไม่ได้เรียกสินค้ารุ่นนี้ว่า ‘ชุดนอน’ พวกเขาเลือกใช้คำว่า ‘Recovery Wear’ แทน
ราคาเฉลี่ยของ BAKUNE ประมาณ 7,000 – 8,000 บาท ซึ่งนับว่าราคาค่อนข้างสูงสำหรับคนญี่ปุ่น แต่ภายใน 2 ปี BAKUNE จำหน่ายไปแล้วกว่า 2 แสนตัว
จุดเด่นของ BAKUNE คือการพัฒนาเทคโนโลยีเส้นใยที่เรียกว่า SELFLAME® ซึ่งช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดการปวดคอ บ่า ไหล่ เอว และหลับได้ดียิ่งขึ้น

จุดที่ทำให้ลูกค้าสนใจและยินยอมจ่าย คือลูกค้าดูแลสุขภาพได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่ BAKUNE แล้วนอน ส่วนสินค้าตัวอื่นก็มีลักษณะคล้ายกันเช่นนี้ เช่น แผ่นรองรองเท้า เพียงแค่ใส่แผ่นรองทำงานก็ช่วยให้ยืนและเดินได้ดีขึ้น ชุดทำงาน ผ้าเบา สบาย ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เพียงแค่ใส่ทำงาน ก็ทำให้ขยับตัวได้ง่าย รู้สึกเบาสบายตัว
ยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่
สิ่งที่ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ เจาะเข้าตลาดสินค้าสุขภาพ ทั้ง ๆ ที่มีบริษัทใหญ่ ๆ ทำตลาดอย่างเต็มที่นั้น เป็นเพราะ TENTIAL ใช้กลยุทธ์สู้แบบยักษ์เล็กนั่นเอง
บริษัทผู้ผลิตเครื่องกีฬาหรือสินค้าสุขภาพขนาดใหญ่มักมีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง แต่ต้องพึ่งห้างสรรพสินค้าและตัวแทนจำหน่ายในการกระจายสินค้า
ส่วน TENTIAL นั้น ริเริ่มพัฒนาสินค้าด้วยตนเอง จากนั้นถึงค่อยส่งให้โรงงานที่เป็นพาร์ตเนอร์ผลิต แต่ยังคงคุมเรื่องการตลาด การโฆษณา และช่องทางการจำหน่ายเองเกือบทั้งหมด
จากเดิมที่บริษัทเคยเป็นสื่อด้านกีฬามาก่อน TENTIAL จึงมีความรู้ในการใช้ข้อมูลวิเคราะห์คำที่ลูกค้ามักค้นหา ยอดขาย และการบริหารช่องทางการขายทางออนไลน์

นอกจากนี้ TENTIAL พัฒนาช่องทางขายทางออนไลน์บนเว็บไซต์ของตนเอง และมุ่งให้คนซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บ จนช่องทางออนไลน์ของ TENTIAL ทำรายได้กว่าร้อยละ 90 บริษัทไม่ต้องเสียค่าฝากขายบนแพลตฟอร์มอื่น รวมถึงนำข้อมูลการขายมาวิเคราะห์และนำไปพัฒนาสินค้าใหม่ต่อไปได้ด้วย
ส่วนกระบวนการพัฒนาสินค้านั้น ในขณะที่บริษัทใหญ่ ๆ ใช้เวลานาน 2 – 3 ปี กว่าจะพัฒนาสินค้าออกสู่ตลาด TENTIAL ใช้เวลาเพียงแค่ 2 – 3 เดือนเท่านั้น
เคล็ดลับ คือ TENTIAL มิได้พัฒนาสินค้าเพียงคนเดียว แต่ร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และกับนักกีฬาอาชีพ
นากานิชิได้ตั้งแผนก ‘Athlete Relations’ ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทีมนี้คอยสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับนักกีฬาประเภทต่าง ๆ ทาง TENTIAL จะคอยสอบถามปัญหาในชีวิตประจำวันหรือส่งสินค้าให้ทดลองใช้ และขอให้นักกีฬาช่วยตอบแบบสอบถาม บางครั้งอาจเชิญนักกีฬามาร่วมพัฒนาสินค้าใหม่ด้วยกัน
สาเหตุที่ TENTIAL ตั้งใจฟังเสียงของนักกีฬา แทนที่จะไปฟังเสียงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือคนทำงานนั้น เนื่องจากนักกีฬา เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเรื่องสภาพร่างกายเป็นอย่างมาก ยิ่งสุขภาพแข็งแรง กินดี นอนดี ออกกำลังกายดี นักกีฬายิ่งมีแรงและทำคะแนนได้ดียิ่งขึ้น พวกเขาละเอียดอ่อนในการสังเกตและปรับพฤติกรรมการกิน การนอน หาก TENTIAL ทำให้นักกีฬาพึงพอใจได้ พวกเขามั่นใจว่ากลุ่มเป้าหมายก็ย่อมรู้สึกดีเช่นกัน
สินค้าทุกอย่างผ่านการวัด ปรับ ทดสอบ อย่างละเอียดถี่ถ้วน มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์สนับสนุน แม้จะเป็นบริษัทเล็ก ๆ และคนยังไม่รู้จักในช่วงแรก แต่ก็สร้างความน่าเชื่อถือได้ เมื่อคนได้ทดลองใช้และชื่นชอบ ก็เริ่มบอกต่อ
ปี 2024 นี้ TENTIAL ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของกิจการแล้ว บริษัททำรายได้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ภาพ : recruit.tential.jp
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่ TENTIAL เริ่มพัฒนาสินค้าแรกของบริษัทซึ่งคือแผ่นรองเท้านั้น TENTIAL พัฒนาสินค้ากว่า 50 ชนิดบนหลักการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนได้ชาร์จแบตเตอรี่ชีวิต
ยูทาโร่ นากานิชิ ได้รับคัดเลือกเป็น Forbes JAPAN 30 UNDER 30 หรือหนึ่งในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปีที่สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกจากนิตยสาร Forbes และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อดูแลสุขภาพผู้คนต่อไป
ถอดบทเรียนวิถียักษ์เล็ก
1. การเริ่มเจาะตลาดที่เจ้าใหญ่ยังไม่นึกถึง
สินค้าตัวแรกของ TENTIAL คือแผ่นรองเท้า แม้ตลาดญี่ปุ่นตอนนั้นจะมีแผ่นรองเท้าหลายแบรนด์อยู่แล้ว แต่ธุรกิจนนี้เน้นเจาะเฉพาะกลุ่มให้ยิ่งชัดขึ้น เช่น กลุ่มคนทำงานที่ต้องสวมรองเท้าหนัง กลุ่มคนตีกอล์ฟ และพัฒนาสินค้ามาตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ให้ดีที่สุด
2. การพัฒนาสินค้าที่โดดเด่นและแตกต่าง
หลังจากระบุกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำงานวัย 30 – 40 ปี บริษัทพยายามพัฒนาสินค้าที่ ‘เข้า’ กับไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนที่ทำงานหนัก ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตนเอง เสื้อนอนที่แค่ใส่นอนหรือแผ่นรองเท้าที่แค่ใส่ไว้ในรองเท้า จึงตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง
3. ความเร็วในการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
TENTIAL ถึงกับสร้างแผนกพัฒนาสินค้าและแผนกความสัมพันธ์กับนักกีฬาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้พัฒนาสินค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด
4. การพยายามสั่งสมและใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด
ทรัพยากรอันล้ำค่าของ TENTIAL คือ Pool นักกีฬากว่า 1,000 คน ซึ่งทางบริษัทดึงเข้ามาช่วยพัฒนาและทดสอบสินค้า บริษัทให้ความสำคัญในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับนักกีฬาเป็นอย่างดี และรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้จะช่วยทำให้สินค้ามีคุณภาพและน่าเชื่อถือ
ทรัพยากรสำคัญอีกประการ คือข้อมูล TENTIAL มีวิธีเก็บข้อมูลที่ดีมาก ทั้งผ่านเว็บสำนักข่าวเดิมที่เป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท กับการสร้างช่องทางการขายทางออนไลน์ของตนเอง ทั้ง 2 สิ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่ดีในต้นทุนต่ำ เมื่อได้ข้อมูลจำนวนมาก TENTIAL ใช้ข้อมูลในการพัฒนาสินค้าใหม่ และเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เรียกได้ว่ายิ่งทำธุรกิจนาน ก็ยิ่งสั่งสมข้อมูลลูกค้ามากยิ่งขึ้น และยิ่งพัฒนาสินค้าได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
