ในวงธุรกิจครอบครัว ดิฉันมักจะได้ยินเรื่องราว 2 แบบ แบบแรก คือทายาทกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ หลายอย่าง แต่ทำไม่ได้ตามที่คิด แบบที่ 2 คือพ่อแม่อยากให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดธุรกิจใจจะขาด แต่ทายาทเลือกไปทำสิ่งอื่นมากกว่า
ครั้งนี้เป็นเรื่องราวของทายาทธุรกิจที่ไม่คิดจะกลับมาสืบทอดกิจการ เคยไม่สนใจสินค้าที่บ้าน แต่พอต้องกลับมาทำธุรกิจที่บ้านจริง ๆ เขากลับค่อย ๆ ตกหลุมรัก และลงมือพัฒนากิจการที่บ้านจนมีชื่อเสียงและวางจำหน่ายในร้านค้าชื่อดังทั่วประเทศได้
นี่คือเรื่องราวของทายาทรุ่นที่ 6 แห่งร้านหมวกทานากะ ผู้เคยฝันอยากเป็น ‘ดีเจ’
ทายาทธุรกิจที่ไม่คิดจะสืบทอดกิจการ (และทำงาน)
หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ยู ทานากะ ไม่ได้ยื่นใบสมัครงานเข้าบริษัทไหนเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ แต่กลับเลือกเส้นทางการเป็นดีเจ ตอนกลางวัน ทำงานหารายได้เสริมจากการทำงานพิเศษ เช่น รับจ้างเป็นพนักงานขายตามบูทขายสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า
ใครจะรู้ว่าชายผิวสีแทน ท่าทางกระฉับกระเฉงร่าเริงคนนี้ ที่บ้านของเขาเป็นร้านผลิตหมวกฟางแฮนด์เมดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 145 ปี

“ผมชอบตากแดด ผมเลยแทบไม่ใส่หมวกเลยครับ แม้ที่บ้านจะมีกิจการสานหมวกฟาง แต่ผมเองไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็อ้างที่บ้านว่าอยากไปเรียนรู้โลกภายนอก ไม่ยอมทำงานประจำ”
ทว่าวันหนึ่ง จู่ ๆ พ่อของทานากะก็โมโหขึ้นมา พ่อเดินมาบอกเขาว่า “กลับมาทำที่บ้านได้แล้ว” ด้วยน้ำเสียงที่ทานากะไม่กล้าปฏิเสธเลย จากนั้นทานากะถูกส่งไปฝึกงานที่ร้านขายส่งหมวกในโตเกียวอยู่ประมาณ 3 ปี แล้วถึงกลับมาช่วยงานที่บ้านในปี 2016
การส่งมอบภารกิจจาก Gen 5 สู่ Gen 6
ร้านหมวกทานากะก่อตั้งปี 1880 ในเมืองคาซึคาเบะ จังหวัดไซตามะ ในอดีตบริเวณนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เกษตรกรเอาฟางที่มีอยู่มาแปรรูปเป็นหมวกฟาง สวมใส่กันแดดเพื่อทำการเกษตร ตระกูลทานากะเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพมาทำหมวกจำหน่ายเป็นกิจจะลักษณะ ลูกค้าคือผู้ที่เดินทางจากแถบนิกโก ผ่านเมืองคาซึคาเบะ ก่อนจะไปเมืองหลวงเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ในช่วงหน้าร้อน หมวกฟางเหล่านี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ในบริเวณนี้จึงมีร้านทำหมวกกว่า 10 แห่ง
ทว่าปัจจุบันร้านทำหมวกส่วนใหญ่ขาดแคลนผู้สืบทอด กอปรกับมีหมวกราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด ยอดสั่งซื้อหมวกฟางใบละหมื่นเยนจึงลดลงไปเรื่อย ๆ จนร้านหมวกทานากะกลายเป็นร้านเดียวที่ยังคงสานหมวกฟางขาย
พ่อของทานากะเป็นประธานบริษัทรุ่นที่ 5 ช่วงที่พ่อเรียกตัวทานากะให้กลับมาช่วยกิจการที่บ้านนั้นเป็นช่วงที่บริษัทกำลังประสบปัญหาด้านยอดขาย หมวกที่ขายดีในสมัยนั้นเป็นหมวกที่ทำมาจากผ้ากันรังสี UV หลายบริษัทโฆษณาว่าหมวกผ้าเคลือบสารกัน UV กันรังสี UV ได้ 99% หมวกฟางที่เป็นวัสดุธรรมชาติจึงได้รับความนิยมลดลง
เมื่อทานากะกลับมาศึกษาเรื่องราวของธุรกิจที่บ้าน เขาพบเสน่ห์ของบริษัทและเสน่ห์ของหมวกฟางมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เขาเองก็ไม่นึกมาก่อน
“ผมเป็นคนที่ชอบสิ่งของที่มีประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ามือสอง ยีนที่ยังไม่ผ่านการซัก หรือรองเท้าหนังฟูลเกรนชั้นดีที่ยิ่งใช้ ยิ่งสวยขึ้นตามกาลเวลา พอได้มาฟังเรื่องราวของหมวกที่บ้าน ผมก็ประทับใจที่หมวกบ้านเรามีเรื่องราวแบบนี้ด้วย”
ประโยคที่โดนใจเขามาก คือตอนคุณลุงเล่าว่า “ความมีสไตล์เริ่มต้นจากเท้าและจบที่ศีรษะ” สื่อความหมายว่า คนที่รู้จักการแต่งตัวนั้นจะระมัดระวัง ดูแลให้รองเท้าเงาสะอาดเสมอ ใส่ใจจุดเล็ก ๆ ที่คนไม่ค่อยมองหรือไม่ค่อยใส่ใจ และรู้จักเลือกของต่าง ๆ เช่น หมวก ให้เข้ากับตนเอง
ทานากะอยากให้ผู้คนไม่ได้มองหมวกฟางว่าเป็นแค่หมวกบังแดด แต่มีเรื่องราว มีความตั้งใจสานทีละใบของช่างฝีมือ และทำให้เราดูดียิ่งขึ้นได้
ภารกิจของประธานรุ่นที่ 6 คือ ‘การถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้คนได้รับรู้มากที่สุด’ นั่นคือสิ่งที่ทานากะค้นพบและมอบหมายให้ตนเอง
กลับไปดูว่าบริษัทเรามีดีอะไร
พนักงานของร้านหมวกทานากะมีทั้งสิ้น 11 คน ปีหนึ่งสานหมวกได้ประมาณ 3 – 5 หมื่นใบ
ทานากะพบว่าลูกค้ามักชมว่าหมวกของเขาเบา สวมใส่ง่าย มากกว่าที่จะชมว่าหมวกสวย เมื่อลองค้นหาสาเหตุดู เขาพบว่าที่บ้านมีบล็อกทำหมวกถึง 100 กว่าแบบ เป็นบล็อกที่เข้ากับศีรษะคนญี่ปุ่นซึ่งมีศีรษะทรงกลม ต่างจากหมวกที่ทำในยุโรป ซึ่งมักจะใช้บล็อกทรงรี
หมวกของร้านทานากะจึงเป็นหมวกที่สวมแล้วไม่เจ็บศีรษะ ใส่สบาย ใส่ได้นานหลายชั่วโมง

ภาพ : www.creema.jp/blog
นอกจากนี้ ช่างทำหมวกและเย็บหมวกของที่ร้านต่างมีประสบการณ์ยาวนาน ตั้งใจทำหมวกแต่ละใบอย่างประณีต ยกตัวอย่างเช่น แม้จะอัดหมวกลงในบล็อกเพื่อขึ้นทรงแล้ว แต่จะมีจุดตามขอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เผยอ ช่างก็จะค่อย ๆ ใช้เตารีดรีดจุดเล็ก ๆ เหล่านี้ให้เรียบกริบสวยงาม เป็นทักษะที่ต้องสั่งสมเป็นเวลานับ 10 ปีถึงจะทำหมวกได้ประณีตเช่นนี้

ในสายตาทานากะแล้ว ทั้งทรงหมวกที่เข้ากับคนญี่ปุ่นจริง ๆ กรรมวิธีการผลิตที่ใส่ใจ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ล้วนเป็นวัตถุดิบที่ดีในการเล่าเรื่องทั้งนั้น
ในอดีต พ่อของทานากะมักจะปฏิเสธเวลามีสื่อติดต่อขอสัมภาษณ์เสมอ พ่อบอกเขาว่า ถ้ามีเวลาว่างขนาดออกสื่อละก็ สู้ทำหมวกอีกสักใบยังจะดีกว่า แต่ทานากะเห็นว่าบริษัทไม่ควรเป็นแค่รับทำหมวกเพียงอย่างเดียว เพราะตลาดหดตัวลง และมีโรงงานจากต่างประเทศเข้ามาแข่งเรื่องต้นทุน เขาเสนอที่บ้านให้สร้างแบรนด์ของตนเอง
ในปี 2012 แบรนด์ ‘ทานากะโบชิเต็น (田中帽子店)’ หรือร้านหมวกทานากะ จึงถือกำเนิดขึ้นมา ร้านหมวกทานากะเป็นร้านทำหมวกร้านเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองคาซึคาเบะ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบ 150 ปี เรื่องราวเหล่านี้เพียงพอในการดึงความสนใจจากสื่อมาก ทานากะออกสื่อแทบทุกรายที่ติดต่อมา โดยเน้นเล่าไปที่กระบวนการผลิตที่ใส่ใจและทรงที่เข้ากับศีรษะคนญี่ปุ่น เรื่องราวเหล่านี้ ทำให้คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่เริ่มสนใจหมวกฟาง และเห็นหมวกฟางเป็นสินค้าแฟชั่น
ปรับสินค้าและทำแบรนด์
ที่ผ่านมาเวลาห้างหรือร้านค้าต่าง ๆ สั่งหมวกจากร้านทานากะ พวกเขาจะสั่งเป็นรหัสสินค้าหรือชื่อทรงหมวก แต่เมื่อทานากะตัดสินใจหันมาขายหมวกแก่ผู้บริโภคโดยตรง เขาจึงคิดว่าหมวกของเขาควรมีชื่อเรียกที่ง่ายกว่าเดิม และสะท้อนเอกลักษณ์ของหมวกเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น
“ผมไม่อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า วันนี้จะใส่ ‘หมวกใบนี้’ แต่คิดว่า วันนี้หยิบน้องคนนี้ไปใส่ดีกว่า”
หมวกผู้หญิงจึงมีชื่อรุ่นน่ารัก ๆ ว่า Lily Claire ส่วนทรงที่ดูผู้ใหญ่ขึ้น มีความเป็นผู้ดี ก็ตั้งชื่อว่า Dion, Delia, Claire ส่วนหมวกผู้ชายมีชื่อรุ่นไม่แพ้กัน เช่น Paulo, Dino, Hans, Noah
หมวกรุ่นที่ขายดีตลอดกาลของร้านทานากะ เป็นรุ่นที่ปีกหมวกสั้นกว่ารุ่นอื่นเล็กน้อย มีแถบริบบิ้นสีดำขนาดใหญ่คาดและผูกเป็นโบด้านหลัง หมวกรุ่นนี้มีชื่อว่า Anne ซึ่งฟังดูอ่อนหวาน เรียบร้อย และมีความเป็นผู้ดี เข้ากับทรงหมวกคลาสสิกนี้เป็นอย่างยิ่ง


ภาพ : tanaka-hat.jp/fs/tanakahat/uk-h140
ทานากะอยากให้คนทุกเพศ ทุกวัย มีหมวกฟางเป็นของตนเอง เขาจึงทำหมวกสำหรับสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ เด็ก ปรับทรงหมวกให้มีความน่ารักขึ้นหรือมีสไตล์ยิ่งขึ้น หมวกฟางจะไม่ใช่แค่หมวกกันแดดอีกต่อไป แต่เป็นหมวกที่ใส่ไปถ่ายรูปเก๋ ๆ ได้ กันแดดได้ ม้วนพับเก็บได้

ภาพ : discoverjapan-web.com

ภาพ : tanaka-hat.jp/fs/tanakahat/uk-h139
หมวกสำหรับเด็ก ก็มีการทาสีและตกแต่งลายให้สดใสขึ้น ทั้งลายคุณเพนกวิน ลายคุณกบ คุณแพนด้า คุณหมี หรือบางรุ่นก็ติดหูแหลม ๆ ตรงหมวก ทำให้ดูน่ารัก


ภาพ : tanaka-hat.jp/fs/tanakahat/animal/uk-h010-p
ใช้ช่องทางการขายที่ต้นทุนน้อยที่สุด
ทานากะเริ่มทำช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์แบรนด์และโซเชียลมีเดีย จุดขายอีกจุดของร้านหมวกทานากะ คือความเป็น Made in Japan ซึ่งโดนใจกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ทานากะยังติดต่อห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เพื่อไปออกร้านแบบ Pop-up Store ที่ห้างด้วย ข้อดีของการขายแบบนี้ คือทานากะได้พบปะลูกค้ากลุ่มใหม่ ได้พูดคุยและสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์เต็มที่โดยไม่ต้องลงทุนสร้างร้านเอง เป็นการดึงลูกค้าจากหน้าร้านมาสู่การติดตามแบรนด์ในโลกออนไลน์ได้ดียิ่งขึ้น
ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทานากะจะให้ช่างทำหมวกผลัดกันมาอยู่หน้าร้าน ทำให้ช่างได้มีโอกาสเจอลูกค้าบ้าง เวลาเย็บหมวกหรือดีไซน์หมวกทรงใหม่ก็นึกถึงหน้าลูกค้าประจำ สไตล์การแต่งตัวของพวกเขา และออกแบบให้เหมาะสมได้
ช่องทางการขายหนึ่งที่ทานากะบุกเบิกได้อย่างน่าสนใจ คือการนำหมวกฟางไปวางจำหน่ายในร้านหนังสือ ปัจจุบันคนอ่านหนังสือน้อยลง คนที่เข้าร้านหนังสือเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ พวกเขาอาจหยิบหนังสือไปนั่งอ่านที่สวนสาธารณะ ละเมียดละไมในการใช้ชีวิต คนกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มจะสนใจเรื่องราว ประวัติศาสตร์และความพิถีพิถันของหมวกทานากะนั่นเอง
เมื่อทำแบรนด์มาได้ 8 ปี ในปี 2020 ทานากะก็ตัดสินใจเปิดร้านหมวกเล็ก ๆ ในโรงงาน เขาได้ยินเสียงจากชาวคาซึคาเบะว่า ทั้ง ๆ ที่โรงผลิตหมวกอยู่ที่เมืองนี้แท้ ๆ แต่กลับไม่มีที่ซื้อ กอปรกับลูกค้าออนไลน์กระซิบมาว่า อยากลองหมวก ร้านหมวกสีสดใสนี้จึงกลายเป็นสถานที่ใหม่ให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อได้มาพบปะกันได้ง่ายขึ้นไปอีก

ตัวร้านทำจากตู้คอนเทนเนอร์มือสองจำนวน 3 ตู้มาวางต่อกัน ทานากะลงมือทาสีเอง เขาเลือกสีน้ำเงินสดใส ให้ความรู้สึกเหมือนร้านขนมปังโฮมเมดยุโรปร้านเล็ก ๆ
ทานากะใช้พื้นที่นี้ในการจัด ‘เทศกาลหมวก’ ปีละ 2 – 3 ครั้ง เป็นการจัดงานสินค้าราคาพิเศษบ้าง หรือเวลาออกคอลเลกชันหมวกทรงใหม่ ทำให้ลูกค้ามาพบปะพนักงานกัน ซื้อสินค้าราคาพิเศษกลับบ้านได้อย่างอิ่มใจ
ทุกวันนี้เราหาซื้อหมวกทานากะได้ที่ร้าน Tokyu Hands ร้านขายสินค้ากระจุกกระจิกชื่อดัง ร้านหนังสือ Tsutaya และตามอีเวนต์พิเศษ ๆ เช่น ร้านเครื่องเขียน Itoya ในกินซ่า ห้าง OIOI (มารุย)
ยู ทานากะ ประธานรุ่นที่ 6 เปลี่ยนโรงงานทำหมวกเล็ก ๆ ในคาซึคาเบะให้กลายเป็นแบรนด์หมวกร้อยปีที่ทั้งคลาสสิกและมีสไตล์ ผ่านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารที่ดีนั่นเอง เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะเขากลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของบริษัท เคารพสิ่งดี ๆ ที่บริษัทมีอยู่แล้ว และค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่นั่นเอง
Website : tanaka-hat.jp
