เมื่อต้นเดือนมีนาคม Prefectural University of Hiroshima เชิญดิฉันไปบรรยายสั้น ๆ ที่มหาวิทยาลัย ดิฉันเดินทางถึงฮิโรชิม่าวันอาทิตย์ วันจันทร์มีสอนนักศึกษาญี่ปุ่นตอนเย็น สอนเสร็จก็รีบขึ้นรถไฟกลับมาที่สนามบินคันไซ เพราะต้องบินกลับเมืองไทยเช้าวันอังคาร
ดิฉันมีเวลาว่างอิสระอยู่ประมาณ 6 ชั่วโมง
หากเป็นท่าน ท่านจะเลือกทำอะไร
ดิฉันเลือกเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อไปซื้อสินค้าที่ร้านเล็ก ๆ ร้านหนึ่งในเกียวโต ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาที แล้วก็รีบนั่งรถไฟอีก 2 ชั่วโมง เพื่อกลับฮิโรชิม่า
ร้านเล็ก ๆ ที่ว่านี้ มีชื่อว่า ‘SOU • SOU’
อาณาจักร SOU • SOU
บางท่านอาจมีโอกาสเห็นภาพกราฟิกตัวเลขขยุกขยิกน่ารัก ๆ บนผืนผ้าใหญ่หรือโปสเตอร์ในเกียวโตบ้าง

หรือได้เห็นคอลเลกชันพิเศษระหว่าง SOU • SOU กับแบรนด์ดัง ๆ เช่น Uniqlo และ Le Coq Sportif


หากท่านเดินช้อปปิ้งในย่าน Kawaramachi จากห้าง Takashimaya ตรงสี่แยกใหญ่ เดินไป 3 นาทีเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ท่านจะได้พบกับ ‘อาณาจักรของ SOU • SOU’
ร้านแรกตรงหัวมุม ชื่อ SOU • SOU Tabi ขายรองเท้าทาบิ (รองเท้าญี่ปุ่นโบราณ หัวรองเท้าแยกนิ้วโป้งกับนิ้วอื่น ๆ ออก) และถุงเท้าแยกนิ้วที่สวมใส่กับรองเท้าพิเศษนี้ SOU • SOU Kikoromo จำหน่ายชุดกิโมโนแบบซักง่าย สวมใส่ง่าย อยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนคุณผู้ชายก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะเดินตรงไปอีก 1 นาที จะเจอร้าน SOU • SOU Kei-i จำหน่ายชุดเท่ ๆ สไตล์ญี่ปุ่นสำหรับสุภาพบุรุษ



นอกจากนี้ ยังมีร้าน SOU • SOU Isemomen ขายผ้าเช็ดหน้าจากผ้าฝ้ายอิเสะ ร้าน SOU • SOU warabegi จำหน่ายเสื้อผ้าเด็กแสนสดใส SOU • SOU Hotei ร้านที่จำหน่ายถุงผ้า ย่ามโดยเฉพาะ และร้าน SOU • SOU deportare จำหน่ายเสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว กางเกง สำหรับคนที่เคลื่อนไหวร่างกายเหมือนแมว (เอิ่ม หมายถึงคนที่สนุกกับการออกกำลังกาย เที่ยวเล่น คิดอยากจะเดินเล่นก็ไปเดิน อยากจะนอนอืดถืดก็กลิ้งนอนได้)
แต่ละร้านมีขนาดเล็กนิดเดียว แต่คงเอกลักษณ์ลวดลายสดใส แฝงเสน่ห์ความเป็นญี่ปุ่นอยู่ ใครมาเดินซอยนี้ก็จะได้เข้าใจโลกของ SOU • SOU ได้ดียิ่งขึ้น
ว่าแต่ ใครเป็นคนคิดและสร้างร้านที่มีเอกลักษณ์ขนาดนี้ขึ้นมานะ
ชายผู้ฟังเสียงหัวใจตนเองตลอด
ทาเคชิ วาคาบายาชิ เกิดปี 1967 บ้านเกิดอยู่ที่เกียวโต วาคาบายาชิหลงรักแฟชั่นตั้งแต่ยังเล็ก เขาเริ่มสนใจเรื่องการแต่งตัวตั้งแต่มัธยมต้น พอขึ้นโรงเรียนมัธยมปลาย วาคาบายาชิแต่งตัวอิสระไปเรียนได้ เพราะทางโรงเรียนไม่มีเครื่องแบบนักเรียน

เมื่อถึงช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 6 วาคาบายาชิก็ตอบตัวเองได้ชัดเจนแล้วว่า เขาอยากเป็นนักออกแบบแฟชั่น วาคาบายาชิตัดสินใจย้ายไปเรียนต่อที่โตเกียว เขาอยากเห็นชินจูกุ ชิบูย่า อยากรู้ว่าคนเมืองที่เก๋ ๆ แต่งตัวกันอย่างไร
เนื่องจากที่บ้านเขามีฐานะปานกลาง วาคาบายาชิจึงเลือกเรียนโรงเรียน Japan Men’s Apparel Academy เพราะมีหอพักในโรงเรียน เป็นการประหยัดค่าเช่าบ้านและค่าเดินทางไปมหาวิทยาลัย โชคดีที่สถาบันตั้งอยู่ใจกลางชินจูกุและหอพักก็อยู่บริเวณนั้น วาคาบายาชิจึงมีโอกาสซึมซับเทรนด์แฟชั่นและวิธีการแต่งตัวที่ล้ำสมัยที่สุดในญี่ปุ่นสมัยนั้น
หลังเรียนจบ วาคาบายาชิสมัครงานเป็น Pattern Maker อยู่ที่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังแห่งหนึ่ง เขาต้องเข้าใจลายเส้นที่ดีไซเนอร์วาด จากนั้นแปลงเป็นรูปเสื้อผ้าที่คนตัดคนเย็บจะเข้าใจได้ วาคาบายาชิทำงานที่นี่อยู่ 5 ปีแล้วตัดสินใจลาออก
“ตอนนั้นพวกเราพยายามตัดเสื้อผ้าที่คล้ายกับแบรนด์ที่อยู่ในนิตยสารหรือแฟชั่นโชว์ ผมรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับเรากำลังลอกเลียนแบบแบรนด์อื่นเขา”
สมัยนั้นร้านเสื้อผ้าในชิบูย่าเริ่มนำเสื้อผ้าแบรนด์อเมริกันมาจำหน่ายในญี่ปุ่น โดยขายแพงกว่าที่สหรัฐฯ ถึง 3 เท่า วาคาบายาชิจึงลองเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อหาซื้อเสื้อผ้ามาขายบ้าง
ในเกียวโต บ้านเกิดของเขา ยังไม่มีร้านเสื้อผ้าแบบ Select Shop ที่จำหน่ายเสื้อผ้าจากต่างประเทศมาก่อน วาคาบายาชิจึงตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าจากต่างประเทศที่เกียวโตในวัย 26 ปี
ธุรกิจร้านเสื้อผ้าต่างประเทศเติบโตดีมาก วาคาบายาชิบินไปลอนดอน นิวยอร์ก ปารีส เพื่อหาเสื้อผ้าเก๋ ๆ มาขาย เขาเปิดร้านอยู่ 10 ปี ก่อนความรู้สึกแปลก ๆ จะถาโถมเขาอีกครั้ง …
“ช่วงปีท้าย ๆ ของการทำร้าน ผมเริ่มรู้สึกว่าเราแค่กำลังไล่ตามกระแส เราไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อะไรเลย เราได้แต่พึ่งพากระแสในต่างประเทศ ไม่ได้สร้างอะไรเป็นรูปธรรมเลย”
ยิ่งเกิดความคิดเช่นนี้บ่อยเท่าไร ความสนุกในการทำร้านก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ
วาคาบายาชิเกิดความรู้สึกอยาก ‘สร้าง’” อะไรบางอย่าง เขาอยากนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่งดงาม แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี
กำเนิด SOU • SOU
ช่วงนั้นวาคาบายาชิได้พบกับ ฮิซาโนบุ ทสึจิมุระ สถาปนิกผู้เก่งทั้งการออกแบบสินค้าและออกแบบร้าน กับ คัตสึจิ วาคิซากะ นักออกแบบลายผ้าชื่อดังผู้เคยทำงานให้กับ Marimekko ที่ฟินแลนด์

ทั้ง 3 คนเป็นคนเกียวโตและได้เริ่มร่วมงานกันในปี 2003 โดยวาคาบายาชิเป็นผู้ออกเงินลงทุนและรับผิดชอบทุกอย่าง สินค้าในช่วงแรกมีพัดแบบญี่ปุ่น ผ้าห่อของสไตล์ฟุโรชิกิ รองเท้าทาบิ ขนมโบราณญี่ปุ่น Wasanbon (ลักษณะคล้ายขนมสัมปันนี)
วาคาบายาชิเปิดร้านที่เกียวโตและตั้งชื่อร้านว่า ‘teems design + moonbalance’

ผลปรากฏว่ายอดขายไม่ได้เป็นอย่างที่วาคาบายาชิคิด บริษัทเกือบล้มละลาย หากไม่ได้สินค้าใหม่ชิ้นหนึ่งในร้านช่วยกู้สถานการณ์ไว้ นั่นคือ ‘รองเท้าทาบิ’
ปกติรองเท้าทาบิจะมีแต่สีดำ สีขาว แต่วาคาบายาชิใช้ผ้าสีสันสดใสมาตัดเป็นรองเท้าทรงทาบิ เพื่อให้ผู้คนสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้


สาเหตุที่บริษัทออกสินค้าชิ้นนี้ช้ากว่าสินค้าตัวอื่น เนื่องจากโรงงานผู้ผลิตส่วนใหญ่ย้ายฐานการผลิตไปที่เมืองจีนหมดแล้ว วาคาบายาชิแทบหาโรงงานหรือช่างฝีมือที่รับทำทาบิผ้าสดใสเช่นนี้ไม่ได้เลย เขาใช้เวลาหาอยู่นานและเกลี้ยกล่อมช่างฝีมือหลายครั้ง กว่าจะผลิตทาบิในแบบที่ตนเองต้องการสำเร็จ
ทาบิลายสดใสแปลกตานี้ขายดีมากถึงขนาด Tawaraya เจ้าของเรียวกังสุดหรู ขอนำไปวางขายที่โรงแรม วันที่วาคาบายาชินำสินค้าไปส่งที่โรงแรม เผอิญเป็นวันที่ Steven Spielberg ผู้กำกับชื่อดังระดับโลกเข้าพักพอดี วาคาบายาชิมาทราบทีหลังว่าสตีเฟ่นถูกใจรองเท้าแปลกตานี้มาก จนซื้อกลับสหรัฐฯ ไป 3 คู่ทีเดียว
SOU • SOU คืออะไร
ด้วยความนิยมรองเท้าทาบิ ร้าน teems design + moonbalance ก็เริ่มทำกำไรได้มากขึ้น ประจวบกับตอนนั้นมีห้างในโตเกียวขอให้วาคาบายาชิไปเปิดร้าน วาคาบายาชิคิดว่าชื่อร้านยาวไป เข้าใจยาก เขามองหาคำที่เรียกง่าย เป็นคำพูดติดปากคน จนเขานึกถึงคำว่า SOU • SOU อ่านว่า โซโซ
คนญี่ปุ่นพูดคำว่า ‘โซโซ’ บ่อยมาก คำนี้แปลว่า ‘ใช่ ๆ’ เป็นคำที่แสดงความเห็นด้วยกับคู่สนทนา แถมเสียงก็น่ารักดี ที่สำคัญ คำว่า โซ ในภาษาญี่ปุ่นเขียนด้วยอักษรคันจิได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ (創) ความง่าย (草) เสื้อผ้า「装」ที่อยู่อาศัย (荘) แต่ละคำล้วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์และสิ่งที่วาคาบายาชิให้ความสำคัญ
SOU • SOU จึงกลายเป็นชื่อแบรนด์ใหม่ที่คนญี่ปุ่นเรียกคล่องปากและคนต่างชาติจำง่ายขึ้นใจ
อะไรคือการรักษาวัฒนธรรมที่แท้จริง
เมื่อวาคาบายาชิศึกษามากขึ้น เขาพบว่าอุตสาหกรรมงานฝีมือญี่ปุ่นถดถอยลงเป็นอย่างมาก หากดูวงการแฟชั่น ร้อยละ 98 ของเสื้อผ้าในญี่ปุ่นผลิตในต่างประเทศ มีเสื้อผ้าที่ตัดเย็บในญี่ปุ่นเพียงแค่ร้อยละ 2 เท่านั้น บริษัทที่ทำผ้า โรงย้อมสีผ้า โรงงานเย็บผ้าในญี่ปุ่น กำลังล้มตายลง
นอกจากนี้ วาคาบายาชิยังพบว่า ‘วัฒนธรรมดั้งเดิม’ ของญี่ปุ่นไม่เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่เลย ถ้วยชามลงรักทาสีก็ต้องล้างอย่างระมัดระวัง ต้องตากให้แห้งสนิท ส่วนกิโมโนชั้นดีก็ใส่ยาก คนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้วิธีใส่ก็หวาดกลัว ไม่คิดจะซื้อชุดกิโมโน
แทนที่จะมุ่งสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมในรูปแบบเดิมต่อ วาคาบายาชิเห็นว่าควรใช้กรรมวิธีดั้งเดิมหรือภูมิปัญญาโบราณมาผสมผสานกับสิ่งของที่เข้ากับคนยุคใหม่มากกว่า เช่น ถ้วยชามที่ใช้งานได้หลายแบบ ชุดกิโมโนที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้
เส้นทางของ SOU • SOU คือการสร้างงานฝีมือที่น่ารักและเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์หรือกรอบธรรมเนียมดั้งเดิม สิ่งสำคัญ คือ SOU • SOU จะสร้าง ‘ของญี่ปุ่นในแบบตะวันตก’ มิใช่ ‘ของตะวันตกในแบบญี่ปุ่น’ กล่าวคือ แบรนด์ทำกิโมโนที่ใช้ผ้าฝ้ายที่ซักง่าย เบาสบาย ไม่ได้ทำชุดเดรสที่ใช้ผ้าไหมกิโมโน เย็บผ้าโอบิ (ผ้าคาดเอว) ที่ทำจากผ้าที่ใช้ทำกระเป๋าถือผู้หญิง มิใช่กระเป๋าถือผู้หญิงที่ทำจากผ้าโอบิ


เช่นนี้ ยิ่งสินค้า SOU • SOU ขายดีขึ้นเท่าไร โรงงานฝีมือญี่ปุ่น เช่น โรงย้อมผ้า โรงเย็บ ก็จะเติบโตได้ อุตสาหกรรมงานฝีมือก็จะอยู่รอดได้ SOU • SOU จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบและทำโดยคนญี่ปุ่นเช่นนี้มาก
Made in Japan ที่ราคาจับต้องได้
ปกติสินค้างานฝีมือที่ติดป้าย Made in Japan จะมีราคาสูงมาก จานเคลือบดินเผาอาจราคาสูงถึง 4 – 5 พันบาท ถ้วยชาปั้นมืออย่างดีราคาใบละ 6 – 8 พันบาท เสื้อผ้าก็มีราคาอย่างต่ำ 1 หมื่นบาท แต่สินค้าของ SOU • SOU มิได้มีราคาสูงเช่นนั้น
อย่างเสื้อคลุมผ้าลินินตัวนี้เป็นเสื้อคลุมที่ดิฉันเพิ่งซื้อมา ราคา 10,490 เยน หรือประมาณ 2,400 บาท ตัวผ้าเป็นผ้าลินิน 100% ใช้วิธีการย้อมแบบเกียวโตโบราณ (เกียวยูเซ็น) แขนเสื้อบุผ้ารุ่นพิเศษจากบริษัท TORAY เพื่อช่วยลดไฟฟ้าสถิตและช่วยให้ผ้าแห้งไว


ที่ SOU • SOU คงราคาเช่นนี้ได้ เป็นเพราะทางแบรนด์เปิดร้านของตนเอง ไม่ขายผ่านคนกลาง
“หากสินค้าต้นทุน 1 หมื่นเยน ถ้าผ่านคนกลางหลายต่อ สินค้าชิ้นนั้นอาจมีราคาขายเขยิบขึ้นไปเป็น 1 แสนเยนเลยทีเดียว”
SOU • SOU ค่อย ๆ เปิดร้านเพิ่มขึ้นทีละนิด ๆ ในละแวกเดียวกัน เพื่อให้ยิ่งสะดุดตาคน หากเดินมาในซอยนี้คงต้องมีของอย่างน้อยสักชิ้นที่ถูกใจเรา อาจจะเป็นเสื้อคลุมตัวใหม่ กระเป๋าสะพายข้าง หรือพัดญี่ปุ่นลายจุดน่ารัก ๆ เป็นของฝาก
ส่วนร้านค้าทางออนไลน์ก็มีการโพสต์เนื้อหาหรือเรื่องราวชีวิตประจำวันเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพนักงานทุกวัน วากาบายาชิบอกว่า แม้จะเป็นการสื่อสารผ่านออนไลน์ แต่เวลาพนักงานไลฟ์ขายสินค้าหรือโพสต์เนื้อหา เขาถือว่าเป็นการต้อนรับและดูแลลูกค้าทั้งนั้น
ด้วยความที่ SOU • SOU มีเอกลักษณ์ชัดมาก ชัดจนวาคาบายาชิบอกว่าไม่รู้จะไปลงโฆษณาในนิตยสารไหน เพราะไม่ตรงกับแนวเขาสักฉบับ SOU • SOU จึงเลือกวิธีการทำคอนเทนต์เอง ในรูปแบบภาพสวย ๆ หรือคลิปที่บอกเล่าความตั้งใจของสินค้าในคอลเลกชันนั้น ๆ บางวันก็ให้พนักงานมาเล่าสินค้า SOU • SOU ที่ตัวเองชื่นชอบและใช้อยู่

ความฝันของชายที่ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมน่ารักขึ้น
โลกปัจจุบัน ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ คนญี่ปุ่นไม่ได้ใส่กิโมโนเดินในเมืองเป็นกิจวัตรอีกต่อไป พวกเขาขับรถ ขึ้นรถไฟ ถือกระเป๋าเข้าออฟฟิศ วงการงานฝีมือญี่ปุ่นจึงถูกกระทบค่อนข้างมาก
“ผมหวังว่าการมีอยู่ของ SOU • SOU จะช่วยชะลอการล้มหายตายจากของวงการ ลูกค้าสักท่านอาจจะรู้สึกว่าทาบิของ SOU • SOU น่ารัก และเริ่มสนใจลองใส่กิโมโน หรือวันที่ใส่ชุด SOU • SOU ลูกค้าสักท่านอาจอยากลองซื้อขนมวากาชิดู หรือสนใจไปเรียนชงชาบ้าง
“จุดยืนของพวกเรา คือการเป็นประตูสู่วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เปิดง่ายแบบสบาย ๆ หากลูกค้าได้เข้ามาในโลกวัฒนธรรมญี่ปุ่นนี้ พวกเขาจะรู้ว่ามีสิ่งดี ๆ ของแท้ที่ล้ำลึกที่ให้เรียนรู้อีกมาก”
ถ้าอย่างนั้น ความฝันของคุณวาคาบายาชิคืออะไร

“ผมฝันว่าหากอายุสัก 80 – 90 ปี ผมอยากเห็นภาพที่นักเรียน ม.ปลาย ญี่ปุ่นใส่ทาบิเต็มไปหมด ร้านรองเท้าในเมืองต่างก็มีทาบิขาย หรือในชีวิตประจำวัน ผู้คนเริ่มคิดว่า เอ วันนี้ใส่ทาบิดีกว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ผมคิดว่าอุตสาหกรรมงานฝีมือญี่ปุ่นจะกลับมาคึกคักอย่างแน่นอนครับ”
ภาพประกอบ
- www.sousou.co.jp
- www.japaholic.com/tw/article/detail/931024
- shachomeikan.jp/industry_article/2395
