17 กุมภาพันธ์ 2025
1 K

ในการประชุม G20 Summit ที่โอซาก้าปี 2019 ช็อกโกแลตแบรนด์หนึ่งได้รับเลือกเป็นของฝากแก่ท่านผู้นำประเทศ หรือหากท่านมีโอกาสบินสายการบิน ANA ชั้น Business Class ไปยังฮาวาย ท่านอาจได้รับช็อกโกแลตยี่ห้อนี้เป็นของที่ระลึกบนเครื่องก็เป็นได้

นี่คือเรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่เคยเป็นนักกีฬารักบี้ และผันตัวมาเป็นสุดยอดพนักงานขายของบริษัทชื่อดัง ทว่าการเดินทางสู่อเมริกาใต้ครั้งนั้นเปลี่ยนความคิดเขาไปตลอดกาล 

ชายผู้ไม่เคยเรียนวิธีการทำขนม ไม่เคยเป็นเชฟตามร้านช็อกโกแลตอื่น ๆ มาก่อน กลับสร้างแบรนด์ช็อกโกแลตระดับหรูให้เติบโตและเปิดร้านตามทำเลสำคัญ ๆ ในโตเกียวได้ 

นี่คือเรื่องราวของ ชิงโกะ อิชิฮาระ กับแบรนด์​ ‘MAISON CACAO

ชายผู้อกหักกับความฝัน แต่กลับพาทีมไปประสบความสำเร็จ 

ชิงโกะ อิชิฮาระ (石原紳伍) เกิดปี 1984 เขาชอบเครื่องบินมากและฝันอยากเป็นนักบิน แต่เมื่อเข้าโรงเรียนมัธยมต้น อิชิฮาระได้พบกับกีฬารักบี้ ซึ่งเขาชื่นชอบมาก ๆ เขาซ้อมทั้งวันทั้งคืน จนรู้ตัวอีกทีก็สอบผ่านโควตานักกีฬา เข้ามหาวิทยาลัยเทเคียวได้ 

แต่เส้นทางนักกีฬาก็ไม่ได้ราบรื่นสำหรับอิชิฮาระนัก เขาเคยได้รับบาดเจ็บครั้งใหญ่สมัยมัธยมปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัย สภาพร่างกายก็ไม่กลับไปดีเช่นเดิม อีกทั้งยังบาดเจ็บง่าย วันหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมจึงขอให้อิชิฮาระผันตัวจากการเป็นนักกีฬามาเป็นโค้ชให้กับน้อง ๆ ในชมรมแทน 

สิ่งแรกที่อิชิฮาระตั้งใจเปลี่ยน คือประเพณีชมรม 

สมัยก่อน น้อง ๆ ปี 1 – 2 ต้องรับหน้าที่ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดรองเท้ากีฬา และคอยจัดหาเครื่องดื่มให้รุ่นพี่ อิชิฮาระเลยปรับเป็นให้น้อง ๆ ปี 1 ทุ่มเทเวลาในการฟิตซ้อมกีฬา เพื่อปรับพื้นฐานให้แข็งแรง ไม่ต้องเอาเวลาไปรับใช้รุ่นพี่ และให้พี่ ๆ ปี 4 ที่ไม่ต้องลงแข่งแล้วไปทำหน้าที่ซักเสื้อผ้าต่าง ๆ แทน 

อิชิฮาระย้ำกับสมาชิกทุกคนในชมรมว่า เป้าหมายคือการร่วมมือร่วมใจกันคว้าชัยชนะ ทุกคนสำคัญและมีส่วนร่วมหมด 

นอกจากนี้ อิชิฮาระยังขอไปดูการซ้อมของมหาวิทยาลัยอื่น และนำมาปรับปรุงทีมมหาวิทยาลัยตนเอง

หลังจากอิชิฮาระวางระบบใหม่ ปรับโปรแกรมการซ้อมแบบใหม่ ทีมมหาวิทยาลัยเทเคียวคว้าชัยชนะการแข่งขันรักบี้ระดับประเทศได้ โดยทำสถิติชนะอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 9 ปี ซึ่งไม่เคยมีมหาวิทยาลัยใดทำสถิติได้ขนาดนี้ 

เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย อิชิฮาระเข้าทำงานที่บริษัทชื่อ Recruit โดยมีหน้าที่เสนอจำหน่ายโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์แก่เจ้าของร้านอาหาร ด้วยความที่พ่อแม่เขาเปิดร้านเนื้อย่างที่โอซาก้า อิชิฮาระจึงคุ้นชินกับวิธีคิดของเถ้าแก่ร้านอาหาร เขาผูกสายสัมพันธ์ที่ดีและนำเสนอโฆษณาแก่เจ้าของร้านได้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ตัวแทนขายคนอื่นขายโฆษณาให้ร้านอาหารได้สัก 200 ร้านก็เก่งแล้ว อิชิฮาระเคยทำสถิติหาลูกค้าใหม่ได้มากถึง 1,300 ร้านภายในเวลาเพียงปีเดียว 

อิชิฮาระกลายเป็นดาวรุ่งและเป็นคนที่ผู้บริหารระดับสูงคาดหวังให้เขาขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ทว่าด้วยความที่เป็นคนชอบท่องเที่ยว อิชิฮาระลาพักร้อนและออกเดินทางอยู่เรื่อย ๆ จนได้เจอประเทศหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาโดยสิ้นเชิง

เยือนอเมริกาใต้ ทวีปที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของช็อกโกแลต

ในตอนนั้นอิชิฮาระรู้จักกับลูกค้าที่ทำร้านช็อกโกแลต เขาจึงสนใจเรื่องช็อกโกแลตมากขึ้น ตอนลาพักร้อนไปเที่ยวอเมริกาใต้ อิชิฮาระจึงลองไปแหล่งผลิตคาเคา (เมล็ดของต้นโกโก้) ตามเมืองต่าง ๆ จนถึงเมืองมานิซาเลส ประเทศโคลอมเบีย 

ภาพ : maisoncacao.com/articles/entries/cambria-kyuden 

“เราจะได้กลิ่นหอมช็อกโกแลตตั้งแต่ตื่นนอนเลยครับ เมืองนี้เป็นเมืองที่พื้นที่ระดับสูง-ต่ำต่างกันเยอะ จึงมีการปลูกต้นโกโก้เป็นจำนวนมาก ผมเห็นรถบรรทุกผลโกโก้วิ่งผ่านไปมา ได้เห็นผู้คนดื่มเครื่องดื่มช็อกโกแลตตามท้องถนนอย่างสนุกสนาน”​

อิชิฮาระเกิดความปรารถนาใหม่ในหัวใจ

เขาอยากสร้างวัฒนธรรมที่ผู้คนดื่มด่ำกับช็อกโกแลตอย่างสนุกสนานในชีวิตประจำวันแบบนี้ที่ญี่ปุ่น

แต่ก่อนอิชิฮาระไม่ค่อยชอบทานช็อกโกแลตนัก เวลาทานช็อกโกแลตเขาจะชอบปวดหัว โดยเฉพาะช็อกโกแลตที่เคลือบเงาและหวานเลี่ยน 

ทว่าช็อกโกแลตที่โคลอมเบียนั้นช่างแตกต่างจากช็อกโกแลตในความทรงจำ อิชิฮาระรู้สึกถึงความอร่อยจากใจ ก่อนลิ้นจะรับรสหวาน จมูกจะได้กลิ่นหอมของผืนดินและกลิ่นโกโก้กรุ่น ๆ มาก่อน รสชาติคล้ายกับการได้ทานผลไม้ฉ่ำ ๆ อะไรสักอย่างทีเดียว เมล็ดโกโก้เหมือนผลไม้ที่รสฉ่ำหวานอ่อน ๆ คล้ายมังคุดหรือลิ้นจี่ 

อิชิฮาระจึงลองค้นคว้าและพัฒนาช็อกโกแลตชุ่มฉ่ำแบบที่เขาได้ลิ้มลองที่โคลอมเบีย

ช็อกโกแลตที่สร้างโดยคนที่ไม่เคยเรียนเรื่องช็อกโกแลต

อาจจะเป็นความโชคดีของอิชิฮาระที่เขาไม่เคยเรียนวิธีการทำขนมหรือช็อกโกแลตมาก่อนเลย 

ปกติแล้ว หากจะทำช็อกโกแลตสดนุ่ม ๆ เชฟต้องกำหนดสัดส่วนระหว่างน้ำกับน้ำมันเท่านั้นเท่านี้ แต่อิชิฮาระไม่ทราบทฤษฎีมาก่อน เขาจึงพยายามใช้วิธีอื่นในการเพิ่มปริมาณน้ำในช็อกโกแลต เพื่อทำให้ช็อกโกแลตฉ่ำนุ่มกว่าทั่วไปให้ได้ 

ร้านช็อกโกแลตชื่อดังเจ้าอื่นในญี่ปุ่นมักนำเข้าเมล็ดโกโก้ผ่านทางเรือ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 – 4 เดือน แต่อิชิฮาระหมักเมล็ดโกโก้ตั้งแต่ที่โคลอมเบีย เพื่อให้เนื้อช็อกโกแลตมีปริมาณน้ำที่สูง จากนั้นค่อยขนส่งทางอากาศ เพื่อคงรสชาติและสภาพความสดใหม่ของช็อกโกแลตให้ได้ดีที่สุด

ช็อกโกแลตของอิชิฮาระจึงมีความฉ่ำเสมือนผลไม้อร่อย ๆ สักลูก และยังคงกลิ่นหอมผลไม้อ่อน ๆ 

ภาพ : onlineshop.maisoncacao.com/products/nama-chocolate-amaou 

ในปี 2015 อิชิฮาระตัดสินใจเปิดร้านช็อกโกแลตของตนเองที่เมืองคามาคุระ โดยตั้งชื่อร้านว่า Cacao ก่อนจะเพิ่มคำว่า Maison เป็น ‘MAISON CACAO’ ในภายหลัง 

สินค้าหลักของร้าน คือ Aroma Nama Chocolate ซึ่งมีหลากหลายรส เช่น รสสตรอว์เบอร์รีพันธุ์อะมะโอ, รส Elegance (ชาเอิร์ลเกรย์), รส Butterfly (ราสป์เบอร์รี) 

ทางร้านออกคอลเลกชันใหม่ทุกปี เช่น ปี 2024 ใช้ชื่อว่า Symphony ช็อกโกแลตที่อร่อยหลากหลายรส ต่างสอดประสานรับกันเสมือนเพลงบรรเลงซิมโฟนีอันงดงาม ส่วนปี 2025 อิชิฮาระตั้งชื่อคอลเลกชันว่า DREAM ช่วยสร้างห้วงเวลาแห่งความฝันให้กับผู้คนด้วยช็อกโกแลตที่ผลิตอย่างพิถีพิถัน ซึ่งกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นคอลเลกชันที่ฉลองแบรนด์ครบรอบ 10 ปีพอดี 

Aroma Nama Chocolate ราคากล่องละประมาณ 3,000 – 4,000 เยน 
ภาพ : prtimes.jp/main/html/rd/p 

รสชาติช็อกโกแลตประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ชั้น ชั้นแรก ต้องทำให้ลูกค้าสัมผัสรสชาติได้ทันทีที่หยิบเข้าปาก ชั้นที่ 2 คือเมื่อเริ่มละลายนุ่มในปาก ส่วนชั้นสุดท้าย คือรสชาติที่หลงเหลืออยู่บนลิ้นลูกค้า ทุกจุดคำนวณอุณหภูมิและปริมาณวัตถุดิบมาเป็นอย่างดี

ลูกค้าบางท่านถึงกับกล่าวว่า “พอหยิบทานแล้ว ช็อกโกแลตนุ่มละลายในปากลงคอ ทำให้ความเหนื่อยล้าในการทำงานของดิฉันละลายหายไปด้วย” 

สินค้าเด่นอีกชิ้นของ MAISON CACAO คือกาโตว์ ช็อกโกลา เชฟใช้คาเคา 2 ชนิดจากตอนเหนือของโคลอมเบียกับตอนตะวันตกเฉียงใต้ผสมเข้าด้วยกันเพื่อให้มีกลิ่นหอม จากนั้นใช้น้ำตาลทรายแดงท้องถิ่นเคี่ยวจนหอมเหมือนคาราเมล อบให้พอดีจนข้างนอกกรุบกรอบ แต่เนื้อข้างในนุ่ม

กาโตว์ ช็อกโกลา ชิ้นหนานุ่ม
ภาพ : onlineshop.maisoncacao.com/products/gateau-chocolat 

จากร้านช็อกโกแลตเล็ก ๆ ในเมืองคามาคุระ MAISON CACAO เริ่มได้รับความนิยมจนค่อย ๆ ขยายสาขา เช่น ที่ตึก Marunouchi (อาคารสำนักงานใหญ่ ติดสถานีโตเกียว) บริเวณ GRANSTA Tokyo Station ในสถานีรถไฟโตเกียว หรือห้าง Takashimaya ในเมืองนาโกย่า

ร้าน MAISON CACAO ณ ตึก Marunouchi
ภาพ : maisoncacao.com

ที่มาของชื่อ MAISON CACAO

ตอนแรกอิชิฮาระทำสัญญาซื้อขายเมล็ดโกโก้กับฟาร์มเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในโคลอมเบีย คนในพื้นที่มองว่าคนญี่ปุ่นคนนี้คงมาซื้อโกโก้จำนวนมากแค่ช่วงวาเลนไทน์เท่านั้น แต่อิชิฮาระก็พยายามสั่งซื้อโกโก้อย่างสม่ำเสมอแม้ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งปกติยอดขายช็อกโกแลตจะไม่สูงนัก

“เกษตรกรทุกท่านเป็นพันธมิตรที่สำคัญของพวกเราครับ สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษาสัญญา ทำตามสัญญา”

เมื่อผ่านไปปีกว่า ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างอิชิฮาระกับเกษตรกรชาวโคลอมเบียเริ่มแน่นแฟ้นขึ้น ทางเกษตรกรเริ่มให้อิชิฮาระเป็นผู้ปลูกต้นโกโก้ในสวน โดยกล่าวว่า อิชิฮาระเป็นคนในครอบครัวเราแล้วนะ อิชิฮาระที่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจมาก และชอบคำว่า ‘Maison’ ซึ่งแปลว่า ‘ครอบครัว’ เป็นอย่างยิ่ง เขาจึงตัดสินใจเพิ่มคำว่า Maison เข้าไปในชื่อแบรนด์ จนกลายเป็นแบรนด์ MAISON CACAO ในทุกวันนี้

MAISON CACAO สื่อความหมายว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ พนักงานพาร์ตไทม์ พาร์ตเนอร์ ล้วนเป็นทีมเดียวกัน มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

อิชิฮาระพยายามดูแลสมาชิกครอบครัวของเขาอย่างดีที่สุด กรณีเกษตรกรในพื้นที่นั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ปลูกโกโก้ได้มักมีคนแอบปลูกฝิ่นสำหรับค้ายาเสพติด อิชิฮาระค่อย ๆ ทำสัญญากับเกษตรกรทีละราย ๆ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพวกเขา อีกทั้งตั้งกองทุนสร้างโรงเรียนเพื่อเด็ก ๆ ในพื้นที่จะได้รับการศึกษาที่ดีขึ้นอีกด้วย

เขาเริ่มสร้างโรงเรียนในปี 2019 จากตอนแรกที่มีนักเรียน 30 กว่าคน ตอนนี้อิชิฮาระสร้างโรงเรียนรวมเป็น 3 แห่ง มีนักเรียนกว่า 600 คนที่ได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น

ในด้านการดูแลพนักงานขาย อิชิฮาระไม่ได้เรียกพนักงานหน้าร้านว่าเป็น ‘พนักงานขาย’ แต่เลือกใช้คำว่า ‘พรีเซนเตอร์’ พวกเธอมีความสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวของคาเคาและวัตถุดิบคุณภาพ ตลอดจนเรื่องราวของช็อกโกแลตแต่ละกล่องให้ผู้บริโภคได้รับรู้

ภาพ : maisoncacao.com/articles/entries/maison-recruit-member3 

การที่พรีเซนเตอร์จะนำเสนอเรื่องราวได้ดีนั้น พวกเธอล้วนผ่านกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘Maison Travel’ กล่าวคือ การเดินทางไปยังแหล่งผลิตวัตถุดิบนั้น ๆ ในญี่ปุ่น เช่น ฟาร์มสตรอว์เบอร์รี ฟาร์มองุ่น เพื่อฟังเรื่องราวความตั้งใจของเกษตรกรที่ปลูกและเสน่ห์ของวัตถุดิบนั้น ๆ พรีเซนเตอร์ของ MAISON CACAO จึงภูมิใจในแบรนด์ของตนเอง และเล่าเรื่องราวของแบรนด์ให้ลูกค้าฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พรีเซนเตอร์ท่านหนึ่งเล่าด้วยรอยยิ้มว่า

“กว่าสินค้าจะมาถึงหน้าร้านได้นั้น ต้องผ่านมือชาวสวนที่โคลอมเบียซึ่งตั้งใจปลูกโกโก้เป็นอย่างดี ผ่านมือเชฟและคนอีกหลายคนกว่าจะมาอยู่ในกล่องเรียงรายสวยงามแบบนี้ได้ หากเปรียบเทียบกับการวิ่งผลัด พรีเซนเตอร์อย่างพวกเราเป็นนักวิ่งไม้สุดท้ายค่ะ เราเป็นผู้ส่งมอบช็อกโกแลตกล่องนั้น ๆ สู่มือลูกค้า

“พอเรารู้สึกว่าการวิ่งผลัดอันยาวนานซึ่งเริ่มจากโคลอมเบียจะมาจบลงที่พวกเรา หรือเวลาลูกค้าชมว่าอร่อยจัง ดิฉันมีความสุขมาก ๆ เลยค่ะ ยิ่งเมื่อได้เข้าร่วม Maison Travel พวกเรายิ่งเห็นความสำคัญว่าเราเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคจริง ๆ ค่ะ” 

อนาคตของโกโก้และช็อกโกแลต

ปัจจุบันอิชิฮาระสนุกกับการทดลองสิ่งใหม่ ๆ กับผลโกโก้อยู่เสมอ หากบ่มเช่นนี้ กลิ่นโกโก้จะคล้ายแตงโม หากนำมาคั่ว รสชาติจะกลายเป็นแบบนั้น

เขาเปิดร้านใหม่ชื่อ CHOCOLATE BANK ในเมืองคามาคุระ โดยจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับโกโก้ที่หลากหลายขึ้น ทั้งขนม เครื่องดื่ม ตลอดจนน้ำส้มสายชูหมักจากเมล็ดโกโก้

ส่วนตอนกลางคืน หลังจากร้าน CHOCOLATE BANK ปิด ทีมงานจะปรับพื้นที่เล็กน้อยและแปลงโฉมเป็นร้านอาหารชื่อ ROBB โดยอาหารทุกจานจะมีส่วนผสมหรือกลิ่นของโกโก้อบอวลอย่างลงตัว 

ภาพ : maisoncacao.com/articles/entries/robb_renewal 

จากการเดินทางไปเที่ยวโคลอมเบียในช่วงลาพักร้อน อิชิฮาระได้พบเจอกับเมล็ดโกโก้และเกษตรกรที่ตั้งใจฟูมฟักผลโกโก้แต่ละผลเป็นอย่างดี เขาตื่นรู้กับประสบการณ์การทานช็อกโกแลตแบบใหม่ จนอยากถ่ายทอดรสชาติและวัฒนธรรมนี้สู่คนญี่ปุ่น

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ MAISON CACAO แบรนด์ที่ปฏิบัติกับทุกคนเสมือนคนในครอบครัว พวกเขาตั้งใจถ่ายทอดรสชาติช็อกโกแลตที่นุ่มชุ่มฉ่ำอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานกับผลไม้เกรดดีในประเทศ จนกลายเป็นรสชาติที่ลูกค้าต่างโหยหา 

จากอดีตกัปตันทีมรักบี้ สู่การสร้างทีมอันแข็งแกร่งในการถ่ายทอดวัฒนธรรมแสนเอร็ดอร่อยครั้งนี้ 

“การทำช็อกโกแลต (ของพวกเรา) คือการวิ่งผลัดส่งต่อความมุ่งมั่นอันแรงกล้าไปสู่มือผู้บริโภคครับ” อิชิฮาระกล่าวทิ้งท้าย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย