7 เมษายน 2025
2 K

บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองอินะ จังหวัดนากาโนะ เคยดึงดูด อากิโอะ โตโยดะ อดีต CEO บริษัทใหญ่มหึมาอย่างโตโยต้าและผู้ประกอบการญี่ปุ่นอีกหลายแห่งให้ไปดูงานถึงที่ 

บริษัทเล็ก ๆ ในหุบเขาแห่งนี้เป็นผู้ผลิตผงวุ้น (ภาษาญี่ปุ่น คือ คันเต็น) ที่มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศสูงถึงร้อยละ 80 และมีส่วนแบ่งในตลาดโลกถึงร้อยละ 15

ในอดีตบริษัทนี้เคยอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย แต่ CEO คนใหม่ที่เข้ามากลับทำให้บริษัทกลับมามีกำไรได้ อีกทั้งทำยอดขายและกำไรได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 48 ปี

อะไรคือเคล็ดลับและปรัชญาการบริหารธุรกิจแบบยั่งยืนของ ‘Ina Food Industry’

แถวหน้าด้านซ้าย : อากิโอะ โตโยดะ อดีตประธานบริษัทโตโยต้า
แถวหน้าด้านขวา : ฮิโรชิ สึคะโคชิ อดีตประธานบริษัท Ina Food Industry
ภาพ : newscast.jp/news/8906021

CEO หนุ่มวัย 21 ปี 

ฮิโรชิ สึคะโคชิ เกิดปี 1937 เป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อเขาเป็นจิตรกร แต่เสียชีวิตตั้งแต่สึคะโคชิยังเด็ก แม่ของเขาต้องทำงานหาเลี้ยงลูก ๆ ทั้ง 5 คนอย่างยากลำบาก 

สึคะโคชิเองก็ต้องช่วยงานบ้านตั้งแต่ยังเล็ก เขาขาดเรียนอยู่บ่อยครั้ง เพราะต้องช่วยงานที่บ้าน และต้องคอยขุดหาอาหารตามท้องนา 

จากการทำงานที่หักโหมและสภาวะขาดแคลนสารอาหารที่พอเพียง สึคะโคชิป่วยเป็นวัณโรค และต้องหยุดพักรักษาถึง 3 ปี เขาจึงไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลายเหมือนเพื่อน ๆ เขานอนซมอยู่บนเตียงและได้แต่มองไปข้างนอก ‘จะดีแค่ไหนถ้าเราลุกออกไปเดินรับแสงแดดเหมือนคนทั่วไปได้บ้าง’ 

ประสบการณ์แสนยากลำบากในวัยเด็กทำให้สึคะโคชิเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น เข้าใจความทุกข์และซาบซึ้งกับความเอื้ออารีของผู้อื่น 

เมื่อสึคะโคชิหายดี เขาไปทำงานที่บริษัทค้าไม้ของญาติเป็นเวลาปีครึ่ง ก่อนจะถูกส่งมาที่บริษัท Ina Food Industry ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ 

บริษัท Ina Food Industry เป็นบริษัทผลิตผงวุ้นคันเต็น ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก หลังดำเนินธุรกิจมาได้เพียง 6 เดือน บริษัทก็ประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง สึคะโคชิจึงถูกส่งมาบริหารในตำแหน่งรักษาการประธานบริหาร ในตอนนั้นสึคะโคชิอายุเพียง 21 ปี

เดือนแรกที่เข้าทำงานที่นี่ สึคะโคชิพบว่าบริษัทนี้แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย พนักงานมีเพียง 10 กว่าคน โรงงานที่ดูเหมือนเป็นแค่เพิงเล็ก ๆ เสียมากกว่า เครื่องจักรก็มีแค่ 4 เครื่อง เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้สำคัญ ๆ ก็ไม่ค่อยมี สิ่งที่บริษัทนี้มีอยู่มหาศาลเห็นจะมีเพียงแค่หนี้ธนาคารเท่านั้น 

ช่วงแรกสึคะโคชิพยายามประคับประคองธุรกิจด้วยการหาหนังสือเฉพาะทางมาอ่าน และปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้น หลังจากนั้นเขาเริ่มวางกลยุทธ์ 3 ประการเพื่อพลิกฟื้นให้บริษัทกลับมามีกำไรให้ได้ 

กลยุทธ์ที่ 1 : การหาแหล่งวัตถุดิบใหม่

ปัญหาใหญ่สำหรับผู้ผลิตคันเต็นคือสาหร่ายซึ่งเป็นวัตถุดิบมีราคาขึ้นลงค่อนข้างมาก เกษตรกรมิได้ปลูกสาหร่ายเป็นจริงเป็นจัง แต่เก็บสาหร่ายเป็นแค่อาชีพเสริมในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ปีไหนสภาพอากาศไม่ดี สาหร่ายมีน้อย ราคาสาหร่ายก็จะพุ่งขึ้นมาก 

สึคะโคชิจึงพยายามหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ๆ จากประเทศต่าง ๆ เช่น ชิลี โมร็อกโก และอินโดนีเซีย โดยทางบริษัทเข้าไปสอนวิธีการล้างสาหร่ายอย่างพิถีพิถัน ตลอดจนขั้นตอนการแปรรูป เพื่อให้ได้สาหร่ายคุณภาพทัดเทียมกับสาหร่ายที่เก็บในญี่ปุ่น 

สึคะโคชิให้ความสำคัญกับซัพพลายเออร์เป็นอย่างยิ่ง เขาซื้อสาหร่ายในราคาที่เป็นธรรม ไม่กดราคาสินค้า และยังช่วยสอนวิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้ซัพพลายเออร์แปรรูปสาหร่ายได้ดีขึ้น โดยไม่บังคับห้ามขายให้กับบริษัทอื่น 

ครั้งหนึ่งเกิดปัญหาน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูง ทำให้ปริมาณสาหร่ายลดลงเป็นอย่างยิ่ง ผู้ผลิตคันเต็นเจ้าอื่น ๆ หาวัตถุดิบมาผลิตผงวุ้นไม่ได้ แต่ซัพพลายเออร์ของ Ina Food Industry กลับพยายามหาสาหร่ายจากแหล่งอื่นเพื่อส่งให้บริษัท ทำให้บริษัทมีวัตถุดิบที่ผลิตสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ 

ความสัมพันธ์อันดีที่สึคะโคชิสร้างไว้กับซัพพลายเออร์ ทำให้ Ina Food Industry มีรากฐานที่มั่นคง ลดปัญหาราคาวัตถุดิบผันผวนกับปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบได้

กลยุทธ์ที่ 2 : การหาช่องทางขยายตลาดผงวุ้น

เมื่อคงปริมาณและราคาวัตถุดิบได้แล้ว สิ่งสำคัญถัดไปที่สึคะโคชิดำเนินการ คือการทำให้ผงวุ้นนำไปใช้ได้หลากหลายแบบมากยิ่งขึ้น

ภาพ : dochubu.com/2012/07/31/papagarden

ในสมัยนั้น ลูกค้าหลักที่ซื้อผงวุ้นจากบริษัทคือผู้ผลิตขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ตลาดนี้ค่อนข้างแคบ สึคะโคชิจึงให้ทีมงานไปสัมภาษณ์ผู้ผลิตอาหารรายอื่น ตลอดจนไปฟังเสียงลูกค้ามากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้าจริง ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลรายหนึ่งเล่าว่า คนไข้สูงวัยชอบทานวุ้นคันเต็นกับถั่วแดง แต่เสี่ยงปัญหาขนมติดคอ ทางบริษัทก็พยายามพัฒนาผงวุ้นแบบเหลวเพื่อผสมเป็นเครื่องดื่มแทน ผลิตภัณฑ์อีกรุ่น เป็นรุ่นที่ลดความเหนียวของวุ้น ทำให้ผู้สูงอายุกลืนขนมได้ง่ายขึ้น ไม่ติดคอ หลังจากนั้นผงวุ้นชนิดนี้ก็เป็นที่นิยมในโรงพยาบาลและสถานที่ดูแลผู้สูงอายุที่อื่น ๆ 

ปัจจุบันผงวุ้นคันเต็นแปรรูปไปอย่างหลากหลาย เช่น ฟิล์มอาหารที่ทานได้ ใช้เคลือบไส้ขนมเพื่อไม่ให้ความชื้นของไส้ไปทำให้แป้งพายกรอบ ๆ นิ่มเกินไป หรือพิมพ์ลวดลายต่าง ๆ ลงบนฟิล์มใสนี้ และไปวางตกแต่งขนมได้ 

ภาพ : www.kantenpp.co.jp/corpinfo/business/businessuse/ediblefilm#ediblefilm-tab2

ปัจจุบัน Ina Food Industry ปันร้อยละ 10 ของผลกำไรเป็นงบวิจัยและพัฒนาสินค้า บริษัทจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีกว่า 60 อย่าง และมีสินค้ามากถึง 1,000 ชนิด

กลยุทธ์ที่ 3 : การบริหารอย่างถูกต้อง

กลยุทธ์ด้านการบริหารต้นทุนวัตถุดิบตลอดจนกลยุทธ์การพัฒนาสินค้าใหม่นั้นทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่สึคะโคชิให้ความสำคัญมากที่สุด คือการบริหารคน 

“ผู้บริหารหลายท่านให้ความสำคัญเรื่องกำไร แต่ผมคิดว่ากำไรเป็นผลลัพธ์ตอนท้ายครับ อาจจะฟังดูสุดโต่งไปหน่อย แต่กำไรก็เหมือนของเสียจากร่างกาย

“มนุษย์เราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อขับของเสียใช่ไหมครับ เราทานอะไรไป สุดท้ายร่างกายก็จะขับออกมาเป็นของเสีย เป็นธรรมชาติเช่นกัน หากเป็นบริษัทที่สุขภาพดี กำไรก็จะออกอย่างราบรื่น เราไม่จำเป็นต้องพยายาม ‘เบ่ง’ กำไร หรือพยายามสร้างกำไร จนกลายเป็นเป้าหมายในการบริหารธุรกิจแบบเกินตัวครับ” 

บริษัทเราดำรงอยู่เพื่ออะไร 

สำหรับสึคะโคชิแล้ว บริษัทดำรงอยู่เพื่อทำให้ผู้คนทุกคนมีความสุข 

ปรัชญาของ Ina Food Industry คือ ‘สร้างบริษัทที่ดี’

ปรัชญาที่ติดอยู่ที่ผนัง
ภาพ : www.motivation-cloud.com/hr2048/865

คำว่า ‘บริษัทที่ดี’ มิได้หมายถึงบริษัทที่ผลประกอบการดีหรือทำกำไรได้สูง แต่หมายถึงบริษัทที่ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า คนในสังคม ต่างมองว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดี

สึคะโคชิตั้งใจทำให้พนักงานมีความสุขตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เขาเข้ามาบริหารบริษัท ตอนที่พนักงานในโรงงานต้องทำงานบนพื้นที่เปียกแฉะตลอดเวลา ช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บ มีพนักงานไม่สบายเป็นจำนวนมาก สึคะโคชิหาทางปรับให้พื้นในโรงงานแห้งสนิท เพื่อให้พนักงานทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น 

สภาพโรงงานสมัยก่อนที่พื้นเปียกลื่นตลอด
ภาพ : newscast.jp/news/8906021

“หลังจากป่วยมา 3 ปี แค่ได้ทำงาน ผมก็มีความสุขแล้ว ผมอยากทำให้บริษัทนี้ดีขึ้น อยากให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข อยากให้พาร์ตเนอร์รู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเรา 

“ตัวผมเองเป็นคนชอบถ่ายภาพ สมัยนั้นผมไปยืมกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพบริษัท แม้โรงงานเราจะดูเก่า ๆ แต่ตอนถ่ายภาพ พนักงานทีมนั้น ๆ ก็มายืนยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี พวกเราช่วยกันปรับเครื่องจักรให้ดีขึ้นทีละนิด ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่พวกเรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยเหลือกัน” สึคะโคชิเล่าความหลัง

ยิ่งสึคะโคชิดูแลพนักงานดี พนักงานสัมผัสถึงความปรารถนาดีของผู้บริหารได้ ก็ล้วนตั้งใจทำงาน

เมื่อบริษัทเริ่มมีกำไร สึคะโคชิก็ตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อพนักงานมากยิ่งขึ้น เช่น การทำประกันสุขภาพ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตลอดจนการทำประกันมะเร็งให้

นอกจากนี้ พนักงานมีช่วงพัก 15 นาทีวันละ 2 ครั้ง และทางบริษัทมี ‘เบี้ยขนม’ ให้เดือนละ 500 เยน ให้พนักงานไปซื้อขนมมานั่งทานกันได้ 

ภาพสำนักงานใหญ่ในปัจจุบัน อาคารรายล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว ให้ความรู้สึกสดชื่น
ภาพ : inapro.jp

หากบริษัททำกำไรได้มากเกินร้อยละ 10 บริษัทจะปันผลกำไรนี้คืนสู่พนักงาน เช่น การขยายที่จอดรถให้กว้างขึ้น การรีโนเวตโรงอาหาร การพาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี 

การอบรมพนักงาน

บางบริษัทประสบปัญหาว่า แม้พยายามดูแลพนักงานดีเท่าไร ให้สวัสดิการ อาหาร การรักษาพยาบาลต่าง ๆ แต่สุดท้ายพนักงานก็ลาออกอยู่ดี หรือไม่ก็ยิ่งเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น 

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นที่ Ina Food Industry ทางบริษัทไม่เพียงแค่ดูแลพนักงานดี แต่ยังอบรมเกี่ยวกับปรัชญาและหลักคิดสำคัญในการใช้ชีวิตด้วย 

วันแรกของการฝึกอบรมสำหรับพนักงานใหม่ สึคะโคชิจะพาทุกคนไปยืนหน้าปฏิทินแผ่นใหญ่ที่เขียนว่า ‘ปฏิทิน 100 ปี’ แล้วให้พนักงานใหม่ทุกคนลองจิ้มวันว่า คิดว่าตนเองจะตายวันไหน 

สำหรับเด็กจบใหม่ ชีวิตการทำงานเพิ่งจะเริ่มต้น พวกเขาคงรู้สึกว่าอนาคตยังอีกยาวไกล แต่พอต้องมาเลือกวันตายแบบนี้บนปฏิทิน 100 ปี ทำให้พวกเขาเห็นว่า วันเกิด วันเข้าทำงาน และวันตายของตนเอง อยู่บนปฏิทินแผ่นเดียวกัน ไม่ได้อยู่ไกลกันขนาดนั้น 

สึคะโคชิต้องการสอนพนักงานทุกคนว่า เวลาที่เหลือของเรามีจำกัด เราจะใช้เวลานั้นอย่างไรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมากที่สุด 

ปฏิทินร้อยปีที่ติดบนผนังของบริษัท
ภาพ : www.jecto.co.jp/president_blog/2012/05/post_178.html

การอบรมพนักงานของ Ina Food Industry นั้น ในช่วง 2 สัปดาห์แรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อคิดและวิถีการเป็นมนุษย์ที่ดีทั้งสิ้น เช่น การหมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ การคำนึงถึงผู้อื่น พวกเขาต้องเรียนรู้สิ่งสำคัญเหล่านี้ ก่อนเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บริษัทหรือหน้าที่งาน 

พนักงานได้รับการอบรมในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้แต่การรักษาห้องน้ำให้สะอาด การจอดรถโดยหันเอาท่อไอเสียออกเพื่อไม่ทำลายต้นไม้ หรือการขับรถอ้อมเข้าบริษัท เพื่อจะไม่ตัดทางชาวเมืองที่กำลังออกไปทำงาน 

บริษัท Ina Food Industry ตัดขั้นตอนตรวจสอบหรือควบคุมพนักงานต่าง ๆ เช่น การใช้รถบริษัท หากเป็นบริษัททั่วไปในญี่ปุ่น ฝ่ายขายต้องเขียนรายงานว่าวันนี้ใช้รถไปที่ไหนบ้าง แต่ที่นี่ พนักงานไม่ต้องกรอกอะไร เพราะผู้บริหารไว้ใจในพนักงาน 

การลดขั้นตอนการควบคุม ตรวจสอบต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้พนักงานทำงานได้สะดวกขึ้น และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก

หลักคิดในการสร้างประโยชน์เพื่อผู้อื่นตลอดจนการคิดถึงผู้อื่นเสมอ ทำให้พนักงานใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ตั้งใจทำงาน ตั้งใจคิดผงวุ้นดี ๆ เพื่อผู้บริโภคด้วยความใส่ใจ

การบริหารแบบวงปีต้นไม้

สึคะโคชิบริหารบริษัทโดยยึดความสุขของพนักงานเป็นที่ตั้ง เขาเปรียบวิธีการบริหารของเขากับวงปีต้นไม้ 

วงไม้แต่ละปีโตไม่เท่ากัน บางปีน้ำมาก บางปีน้ำน้อย วงไม้ก็เล็กใหญ่แตกต่างกันไป บริษัทก็เช่นกัน แทนที่จะเร่งเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทควรเติบโตตามธรรมชาติ ไม่ฝืนกำลังพนักงานเกินไป

หากบริษัทเร่งทำยอด เร่งเติบโต บริษัทนั้นก็ต้องลงทุนกับการสร้างโรงงานหรือเครื่องจักรใหม่ เร่งเพิ่มแรงงาน แต่พอตลาดเริ่มชะลอการเติบโต ทั้งเครื่องจักรและพนักงานก็จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องตัดออก เกิดการลดเงินเดือนหรือปลดพนักงานบ้าง บางบริษัทอาจถึงกับล้มละลายเพราะลงทุนเกินตัว 

นั่นคือความผิดพลาดจากการทำธุรกิจเพื่อหวังผลกำไร 

ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าหมายว่าทำธุรกิจเพื่อทำให้พนักงานมีความสุข ตัวเลขยอดขายและกำไรเป็นเพียงหนทางที่ทำให้เราดูแลพนักงานได้ดีขึ้น เราจะไม่ฝืนลงทุนเกินตัวหรือรีบกอบโกยโอกาสทางธุรกิจ 

ทั้งนี้ การเติบโตในแต่ละอุตสาหกรรมหรือช่วงอายุบริษัทล้วนมีจังหวะแตกต่างกันไป บริษัทที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งหรือบริษัทสตาร์ทอัพมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว เสมือนต้นไม้อ่อนที่โตไว ส่วนอุตสาหกรรมอาหารในญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรที่ลดลงและสังคมผู้สูงอายุ การเติบโตจึงค่อนข้างช้า ผู้บริหารก็ต้องบริหารแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่โตเกินกำลัง

ภาพ : ameblo.jp/yassan-m28/entry-12831586701.html

“ผมมักจะได้รับคำถามบ่อย ๆ ว่า ทำอย่างไรถึงจะสร้างบริษัทแบบ Ina Food Industry ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ สิ่งสำคัญประการเดียว คือการที่ผู้บริหารบริหารธุรกิจโดยนึกถึงความสุขของพนักงานเป็นหลัก มิใช่ทำธุรกิจเพื่อชื่อเสียงหรือความร่ำรวยของตน” สึคะโคชิกล่าวทิ้งท้าย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย