วันเสาร์นี้ดิฉันจะได้ไปเจอกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ดี ๆ 5 องค์กร โจทย์ขององค์กรส่วนใหญ่เป็นเรื่องการประคับประคองกิจการให้ไปต่อได้ ธุรกิจยังมีรายได้ พร้อมกับช่วยเหลือสังคมได้ด้วย
ขณะเตรียมสอนนี้ ดิฉันได้ดูสารคดีเกี่ยวกับองค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งอดีตเป็นศูนย์ดูแลเด็กไร้ญาติและผู้พิการ แต่ปัจจุบันสร้างธุรกิจได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาสังคมไปด้วย และนี่คือเรื่องราวที่ดิฉันเตรียมไปเล่าให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมในคลาสถัดไป
วัดที่เป็นที่พึ่งพิงของผู้คนในเมือง
ปู่ของ เรียวเซ โอยะ เป็นเจ้าอาวาสของวัดเกียวเซนจิ ในเมืองฮาคุซัง จังหวัดอิชิกาวะ ช่วงหลังสงคราม ท่านรับดูแลเด็กกำพร้ากับเด็กที่พิการทางสติปัญญาที่พลัดหลงมา โดยก่อตั้งเป็นศูนย์บุชชิเอ็น (佛子園) รับดูแลคนเหล่านี้ในปี 1960 สมัยเด็ก โอยะวิ่งเล่นและเติบโตมาพร้อม ๆ กับเด็กที่ศูนย์กลุ่มนี้

หลังเรียนจบ โอยะไปสมัครเป็นอาสาสมัครในโครงการของ JICA (หน่วยงานญี่ปุ่นที่คอยช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ) เขาถูกส่งไปประจำที่เครือรัฐโดมินิกา แถบทะเลแคริบเบียน ที่นั่นเขาได้รับการปลูกฝังเรื่องความสำคัญของการให้คนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของโครงการและมีส่วนร่วม
บทเรียนสำคัญอีกประการที่เขาได้เรียน คือเรื่องของความสุข ในตอนนั้นเศรษฐกิจโดมินิกาไม่ดีนัก สังคม ตลอดจนถนนหนทางก็ยังไม่ได้พัฒนามาก แต่ผู้คนมีความสุข โอยะสังเกตว่ามีเด็กบางคนที่ไปเรียนสาย เพราะคอยช่วยประคองเพื่อนที่เจ็บขาและช่วยไปรับส่งทุกวัน รวมไปกลับวันละ 3 ชั่วโมง โอยะเห็นว่า คนโดมินิกาคอยช่วยเหลือกัน ใครลำบากก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
โอยะกลับมาทำงานที่ศูนย์บุชชิเอ็นในปี 1994 ตอนอายุ 33 ปี เพราะเขาได้ยินว่ามีเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาโดนแกล้ง โอยะจึงคิดจะกลับมาสร้างพื้นที่ที่ผู้พิการใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีงานทำ
ตอนแรก เขายื่นขอทุนจากทางจังหวัดและสร้างศูนย์ฝึกอาชีพให้แก่ผู้พิการ แต่วันหนึ่งมีคนมาติดต่อที่วัดและบอกว่ามีวัดหนึ่งเป็นวัดร้าง ช่วยไปปรับพื้นที่ทำเป็นอะไรสักอย่างหน่อย
เมื่อโอยะไปสำรวจ เขาเห็นว่าวัดนี้มีป้ายจำหน่ายยารักษาโรค ตลอดจนป้ายให้กู้ยืมเงิน โอยะจึงคิดได้ว่า ในอดีตวัดเป็นศูนย์รวมของผู้คนและเป็นสถานที่ที่ช่วยเหลือผู้คนด้านต่าง ๆ ตลอดจนเป็นโรงเรียน อบรมเด็ก ๆ ในสมัยก่อน โอยะจึงคิดจะทำให้วัดร้างแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้คนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ประสบการณ์ในการเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ ทำให้โอยะเห็นว่าเขาไม่ควรแค่หยิบยื่นหรือก่อสร้างสถานที่สวย ๆ ให้คนในชุมชน แต่ต้องทำให้คนในชุมชนรู้สึกมีส่วนร่วมและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของก่อน โอยะจึงจัดเวิร์กช็อปให้คนในเมืองเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงหาทางแก้ไข
ในปี 2008 ชุมชนซันโซนิโมขุ ไซเอนจิ ถือกำเนิดขึ้น พื้นที่แห่งนี้มีทั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไปเช้าเย็นกลับ มีบ่อน้ำแร่ออนเซ็น มีคาเฟ่ที่ตอนกลางคืนก็ปรับมาเป็นบาร์ มีร้านขายขนมเด็กที่มีผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญาทำงาน มีการจัดตลาดนัดบ้าง คอนเสิร์ตบ้าง ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่คนในเมือง คนทำงาน และเด็ก ๆ มารวมตัวกันอย่างคึกคัก

เมื่อมีผู้คนหลากหลายมาอยู่ร่วมกัน โอยะสังเกตเห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น มีชายผู้หนึ่งเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว คอเอียงพับ ขยับแทบไม่ได้ คุณยายที่เป็นโรคสมองเสื่อมเห็นก็รู้สึกเอ็นดู พยายามป้อนเยลลี่ให้ชายคนนั้นทาน ครั้งแรก ๆ คุณยายยังป้อนไม่ค่อยสำเร็จ แต่พอเวลาผ่านไป 3 อาทิตย์ ผู้ชายคนนั้นหันคอได้มากขึ้น จนอ้าปากทานเยลลี่ที่คุณยายป้อนได้
ญาติของคุณยายเล่าว่า แต่ก่อนคุณยายมักมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ชอบเดินออกนอกบ้านตอนกลางดึก แต่หลังจากที่ได้เจอชายอัมพาต คุณยายมักบอกว่า ถ้าฉันไม่ไป เด็กคนนั้นจะกินอะไร และออกไปที่ศูนย์เป็นประจำ ทำให้ตอนกลางดึกไม่ค่อยเดินออกนอกบ้านอีก
ส่วนชายผู้นั้น แม้นักกายภาพบำบัดจะพยายามรักษาอย่างไร เขาก็ขยับคอได้เพียง 15 องศาเท่านั้น แต่เมื่อเขาได้มาเจอคุณยาย เขากลับหันเอียงคอได้มากขึ้น อาจเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นพยายามฝึกเพื่อทำให้คุณยายดีใจ ส่วนคุณยายก็พยายามดูแลชายผู้นั้น การที่คนสองคนได้มาพบกัน ทำให้ต่างคนต่างช่วยเหลือกันในแบบของตนเองมากขึ้น และมีอาการดีขึ้นทั้งคู่

ภาพ : www.minnanokaigo.com/news/visionary/no11
เมื่อเวลาผ่านไป 11 ปี จากวัดร้างกลายเป็นชุมชนที่คึกคัก ประชากรในเมืองก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จาก 55 ครอบครัวเพิ่มเป็น 76 ครอบครัว

การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนมาเจอกัน
โอยะเริ่มเห็นว่าการที่ผู้คนหลากหลายอยู่ในสังคมร่วมกัน ได้ช่วยเหลือกัน มันดีขนาดไหน
วันหนึ่ง ทางจังหวัดอิชิกาวะประกาศหาคนมาพัฒนาพื้นที่แห่งใหม่ โอยะจึงนำคอนเซปต์นี้ไปเสนอ ปรากฏว่าทางจังหวัดชอบมาก องค์กรของโอยะจึงเข้าไปช่วยปรับพื้นที่และสร้างชุมชนใหม่ขึ้นมา
พวกเขาตั้งชื่อพื้นที่นี้ว่า ‘Share Kanazawa’ ซึ่งมีขนาดกว้าง 36,000 ตารางเมตร โดยได้รับเงินสนับสนุนจากทางจังหวัดและกระทรวงแรงงาน
ในพื้นที่แห่งนี้มีศูนย์ดูแลผู้พิการ 3 แห่ง มีบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุ 32 ห้อง มีหอพักสำหรับนักศึกษา 8 ห้อง ทำให้มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 90 คน นอกจากนี้ยังมีออนเซ็น ร้านโซบะ คาเฟ่กึ่งบาร์ ร้านนวดไทย สนามฟุตซอล สนามสำหรับสุนัขวิ่งเล่น ฟาร์มอัลปากา
หากเป็นผู้พักอาศัยในบริเวณนี้แช่ออนเซ็นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนร้านอาหารก็มีการจ้างงานผู้พิการทำงาน คนที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้ก็ขับรถพาน้องหมามาวิ่งเล่น แช่ออนเซ็น ทานโซบะอร่อย ๆ ก่อนกลับได้ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็รู้สึกสดชื่น เพราะมีเด็ก ๆ ตลอดจนนักศึกษาที่อยู่ในบริเวณเดียวกันยังพอมีเพื่อนพูดคุยได้บ้าง
องค์กรบุชชิเอ็นและโอยะทยอยสร้างพื้นที่เช่นนี้ในจังหวัดอิชิกาวะมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การสร้าง B’s Gyozenji ในเมืองฮาคุซังเมื่อปี 2016 โดยมีทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ ร้านดอกไม้ เนิร์สเซอรี คลินิก ออนเซ็น ร้านโซบะ บ้านพักสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ


ภาพ : kyma.co.jp/project/gyozenji
โอยะยังสังเกตเห็นการเติบโตของผู้คนในชุมชนนี้ มีชายหนุ่มที่มีอาการกลัวสังคม ไม่กล้าออกไปไหน และเก็บตัวอยู่กับบ้านกว่า 7 ปี พอมายังพื้นที่แห่งนี้ เขาเริ่มเห็นเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ วัย 2 ขวบ เขาก็เริ่มกล้าออกมาเจอเด็ก ๆ และมาดูแลพวกเขา
มีเด็กอีกคนเป็นโรคสมาธิสั้น เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมทั่วไปไม่ได้ แต่พอมาที่นี่ เจอเด็กวัยขวบครึ่ง ที่นั่งนิ่ง ๆ ฟังพระสวดในวัด เด็กคนนั้นก็ทำตาม เด็ก 2 คนกลายมาเป็นเพื่อนเล่นกัน
แต่ละปีมีผู้มาเยือน B’s Gyozenji กว่า 4.2 แสนคน หากคิดว่าประชากรในเมืองฮาคุซังมีเพียง 1.1 แสนคน ก็ถือว่า B’s Gyozenji ประสบความสำเร็จมากทีเดียว
ความหมายและคุณค่าของชุมชน
ในปี 2007 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คาบสมุทรโนโตะในจังหวัดอิชิกาวะ ทำให้บ้านเรือนกว่า 1,500 หลังพังทลาย คนในเมืองอพยพออกไปหลายครอบครัว มีบ้านร้างหลายแห่ง ทางอำเภอวาจิมะจึงติดต่อบุชชิเอ็นให้เข้าไปช่วยปรับพื้นที่และสร้างชุมชนใหม่ในบริเวณนี้ โดยทางบุชชิเอ็นได้รับเงินจากรัฐบาลและอำเภอบางส่วน กู้ธนาคารบางส่วน
ในปี 2018 ชุมชน WAJIMA KABULET จึงเกิดขึ้น มีคาเฟ่ที่มีห้องครัวและให้บริการแบบ Self-service คือทานเสร็จแล้วต้องนำแก้วและจานมาล้างเอง มีครัวกลางที่แม่ ๆ ชวนลูกมาทำพิซซาทานกันในวันหยุดได้ มีออนเซ็น มีร้านอาหาร และพื้นที่พักอาศัยสำหรับผู้พิการ


ภาพ : kyma.co.jp/project/wajimakabulet
ทว่าเมื่อต้นเดือนมกราคม ปี 2024 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองวาจิมะแห่งนี้ ที่พักอาศัยและอาคารต่าง ๆ พังทลาย
หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพียง 11 วัน ทีมบุชชิเอ็นรีบเปิดให้บริการออนเซ็น ทั้ง ๆ ที่ระบบประปายังไม่กลับมาเป็นเช่นเดิมด้วยซ้ำ โอยะเกรงว่าเวลาเกิดภัยพิบัติ สูญเสียบ้านหรือคนรัก ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว อย่างน้อยหากพวกเขาได้แช่ออนเซ็น ได้มีเพื่อนคุยก็ยังดีกว่า
นอกจากนี้ โอยะยังจัดตลาดนัด โดยติดต่อร้านค้าต่าง ๆ ในเมืองที่ร้านเสียหายให้มาเปิดร้านขายในตลาด เพื่อส่งเสริมรายได้ให้ร้านค้าเหล่านี้ด้วย ขณะเดียวกันคนในเมืองจะได้รู้สึกคึกคักขึ้นบ้าง
สิ่งที่องค์กรบุชชิเอ็นและโอยะสร้างมิได้มีแค่พื้นที่เท่านั้น แต่พวกเขายังออกแบบความสัมพันธ์ โดยพยายามรวบรวมคนหลากหลายแบบ หลายวัย ให้ได้มาอยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน และเติบโตไปด้วยกัน
