การติดตั้งรูฟท็อปโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือนคืนทุนได้ภายใน 3 – 5 ปี และประหยัดค่าไฟเทียบเท่าการลงทุนที่มีผลตอบแทน 20 – 25 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แถมยังมีความผันผวนต่ำ
ทั้งที่มีข้อดีและประเทศไทยแดดจัดขนาดนี้ แต่ทำไมเรากลับไม่ค่อยเห็นโซลาร์เซลล์ตามหลังคาบ้านเรือนทั่วไป
หากคุณกำลังสงสัยเรื่องเดียวกันนี้ หรือประสบปัญหาจ่ายค่าไฟแพงอยู่ เราอยากชวนมารู้จักแคมเปญ ‘ก๊วนหิวแสง’ ในโครงการรวมกลุ่มติดโซลาร์ (Solar Collective Purchase) ของกองทุนแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการโดยวิสาหกิจเพื่อสังคม RE Generation
จุดมุ่งหมายของโครงการนี้คือส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานโซลาร์ได้ในต้นทุนที่ต่ำลง แต่ยังคงอยู่ในคุณภาพที่น่าเชื่อถือ
วันนี้เราจึงนัดหมาย จั๊ก-พชร แกล้วกล้า เจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรมจากสภาองค์กรของผู้บริโภค และ ธี-ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ RE Generation Thailand ตัวแทนจากก๊วนหิวแสง มาตอบสารพัดปัญหาเรื่องการติดโซลาร์เซลล์ในบ้านเรา รวมถึงเล่าเบื้องหลังโครงการนี้ว่าแก้ปัญหาให้ครัวเรือนที่อยากติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้อย่างไรบ้าง

ก๊วนท้อใจกับค่าไฟแพง
ก่อนจะไปถึงเรื่องโครงการ เราอยากชวนมองภาพรวมก่อนว่า โดยทั่วไปแล้วการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านเรือนใช้สอยประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ อย่างโมเดล Net Metering ที่คล้ายกับการ ‘ฝากไฟ’ ที่ผลิตได้และหลงเหลือจากการใช้งานช่วงกลางวัน เพื่อนำมาใช้ต่อในช่วงกลางคืนหรือเวลาจำเป็น เช่น ไฟดับ ไฟตก ซึ่งช่วยให้คืนทุนได้ไวขึ้นและจูงใจให้คนที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้านตอนกลางวันอยากติดตั้งโซลาร์เซลล์กันมากขึ้น
ส่วนอีกโมเดลคือ Net Billing ที่นำไฟฟ้าเหลือจากการใช้งานมาจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่ง 2 วิธีการนี้ปรับใช้กันในหลายประเทศ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
แต่บริบทประเทศไทย ในปัจจุบัน Net Metering ยังทำไม่ได้ เพราะตามกฎหมายแล้ว แต่ละครัวเรือนไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บไฟที่เหลือจากช่วงกลางวัน ส่วน Net Billing ก็มีข้อจำกัด เพราะรัฐบาลยังปิดโควตารับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากรูฟท็อปโซลาร์เซลล์อย่างไม่มีกำหนดแน่ชัดว่าจะเปิดให้ประชาชนขายไฟคืนได้อีกเมื่อไหร่

ฉะนั้น กลุ่มที่ติดโซลาร์เซลล์ในไทยแล้วคุ้มค่าที่สุด ณ ตอนนี้ คือบ้านที่ใช้ไฟเยอะในช่วงกลางวัน เช่น โฮมออฟฟิศ คลินิก บ้านของคนรักสัตว์เลี้ยงที่อยากเปิดแอร์ให้น้องหมาน้องแมว คนเลี้ยงปลาที่ต้องคอยเปิดออกซิเจน ตลอดจนบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ทว่าคนกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญกับความความยากของการติดโซลาร์เซลล์หลายด้าน
หนึ่ง คือต้นทุนสูง แม้จะรู้ว่าคุ้มค่าและคืนทุนไวกว่าหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ยังคงเป็นเงินก้อนใหญ่จนชวนให้ลังเลใจ
สอง คือความซับซ้อนของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ติดโซลาร์เซลล์ ความรู้ความเข้าใจ ไปจนถึงวิธีการคัดกรองช่างที่น่าเชื่อถือ
สาม คือเอกสารแจ้งและขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่อนข้างซับซ้อน บางคราวก็ใช้เวลาดำเนินการยาวนานนับปี
ฉะนั้น แคมเปญก๊วนหิวแสงจึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้

รวมก๊วนหิวแสง (อาทิตย์)
ผู้คนเบื้องหลังโครงการนี้ไม่ได้เพิ่งมาทำเรื่องพลังงานหมุนเวียน แต่เชี่ยวชาญและต่อสู้กันมายาวนาน
จั๊กเล่าว่าพวกเขาเริ่มจากการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก่อนจะขยับมาเป็นสภาองค์กรของผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ควรได้รับ รวมถึงเรื่องพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์
“ตอนที่ยังเป็นมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เราร่วมกับองค์กรอื่น ๆ อีก 15 – 16 องค์กร จัดตั้ง ‘กองทุนแสงอาทิตย์’ กองทุนนี้ไม่มีความเป็นนิติบุคคล เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนแล้วบริหารจัดการแบบหลวม ๆ โดยที่เอาผู้แทนของแต่ละองค์กรมาประชุมกันเป็นครั้งเป็นคราวเพื่อกําหนดทิศทางการดําเนินงาน โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนของประชาชน”
การขับเคลื่อนค่อย ๆ ขยับมาทีละก้าว โดยเริ่มจากการติดตั้งในโรงพยาบาลที่ต้องใช้ไฟฟ้า 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นภาพตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้น เมื่อใช้พลังงานโซลาร์เซลล์
ต่อมาคือการติดตั้งในโรงเรียนอาชีวศึกษา เพื่อเป็นต้นแบบการศึกษาเรียนรู้ด้านการติดตั้งโซลาร์เซลล์และกระตุ้นให้บรรจุเป็นหลักสูตรแยกจากไฟฟ้าทั่วไป เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นจึงขยับมาเป็นขั้นที่ 3 คือการทำให้ประชาชนแต่ละครัวเรือนเข้าถึงการติดตั้งได้ง่ายขึ้น และใช้ประโยชน์จากโซลาร์เซลล์ได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ธีจาก RE Generation Thailand เริ่มเข้ามาร่วมหาโมเดลใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

“เราเคยทำงานที่กรีนพีซ ซึ่งเขาทำเรื่องรณรงค์เป็นหลัก พอเราออกจากกรีนพีซ ก็มาทํา RE Generation Thailand ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหาผลกำไร (Not-for-Profit Social Enterprise) เราอยากพัฒนาโมเดลใหม่ ๆ ของพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น เรามองว่าโซลาร์เซลล์มีโอกาสและมีความเป็นไปได้มาก มันคือเครื่องสร้าง Passive Income จึงน่าจะมีโมเดลธุรกิจหรือหนทางอะไรที่ทําให้ Win-Win ทุกฝ่าย
“ก่อนหน้านี้ ผมลองหาดูว่าจะมีโมเดลธุรกิจไหนที่แก้ปัญหาให้คนที่อยากติดโซลาร์เซลล์ได้บ้าง ทีแรกคิดถึงแพลตฟอร์มคล้าย ๆ Booking หรือ Agoda ขึ้นมาก่อน จนได้มาคุยกับองค์กรผู้บริโภคสากล เขามีรายงานเล่มหนึ่ง พูดถึง One-stop Shop ของพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ ซึ่งเราเจอกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ
“เขาทําสิ่งที่เรียกว่า ‘Consumer Collective Purchase’ คือการรวมกลุ่มผู้บริโภคมาซื้อของอะไรบางอย่างด้วยกัน แล้วใช้ ‘ปริมาณ’ เป็นพลังในการต่อรอง เพื่อทําให้ได้ของที่ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น หรือได้ของถูกลง จากคอนเซปต์นั้นเลยลองพัฒนาต่อจนกลายเป็นโครงการ Solar Collective Purchase คือโครงการรวมกลุ่มผู้บริโภค และเป็นแคมเปญที่ชื่อว่าก๊วนหิวแสง”
ก๊วนหิวแสงให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การประเมินความคุ้มค่าก่อนติดโซลาร์เซลล์ (เข้าไปคำนวณได้ที่เว็บไซต์ collectivesolar.thailandsolarfund.org/solar-calculator) การดำเนินการด้านเอกสารแจ้งและขออนุญาต การรวมกลุ่มกันติดโซลาร์เซลล์ในต้นทุนที่ถูกลงหลักหมื่น การคัดกรองช่างที่น่าเชื่อถือ รวมถึงบริการหลังการขายเพื่อความอุ่นใจหลังติดโซลาร์เซลล์
“ตัวโครงการเป็น Not for Profit พื้นที่แรกเราทําในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ถ้าโมเดลนี้เวิร์ก ก็คาดหวังว่าจะมีรายได้ส่วนหนึ่งมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน ขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ แล้วกระจายผู้ที่ติดได้มากขึ้น อันนี้เป็นเป็นไอเดียแรกและเป็นสมมติฐานของเรา” ธีอธิบาย

รวมก๊วนสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
แม้จะมีบริการครบวงจรและทำในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่ทั้งคู่ย้ำกับเราว่า ปลายทางที่อยากไปถึงอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการระดมคนมาใช้บริการ One-stop Shop ของก๊วนหิวแสงเยอะ ๆ แต่เป็นการทำให้ทุกครัวเรือนทั่วประเทศเข้าถึงสิทธิ์การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ ไม่ว่าจะไปติดกับเจ้าไหนก็ตาม รวมถึงขับเคลื่อนให้เกิดโปรซูเมอร์ (Prosumer) คือผู้บริโภคผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ตลอดจนจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนนโยบายจากภาครัฐ ทั้งเรื่อง Net Metering และ Net Billing อย่างที่เล่าไปข้างต้น
“เราอยากทวงคืนอธิปไตยด้านพลังงาน” จั๊กเอ่ยอย่างมุ่งมั่น
“เราอยากผลิตไฟฟ้าได้เอง เรามีความมั่นคงของตัวเองได้ เรื่องนี้เป็นแรงผลักให้เรายังคงทำสิ่งนี้ต่อไป”
เพราะพวกเขาเชื่อว่าระหว่างที่รอแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และอยู่ท่ามกลางระบบที่ไม่เป็นธรรม การลุกมาทำอะไรสักอย่างแม้จะมาจากภาคประชาชน แต่คงช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ไม่มากก็น้อย
“เรามองโครงการนี้เป็นงานศึกษา ไม่ใช่การขายที่แสวงผลกำไรเป็นหลัก ทุกข้อมูลที่ได้จากในโครงการจะเป็นองค์ประกอบให้สภาฯ นำมาทํานโยบาย เพื่อส่งไปถึงรัฐว่าเราลองทำมาแล้ว รูปแบบนี้นะ แล้วรัฐควรส่งเสริมหรือไม่ อย่างไร”
ธียกตัวอย่างข้อมูลใหม่ที่ได้พบจากการลงมือทำคราวนี้คือการติดโซลาร์ในหลาย ๆ ครอบครัวที่ต้องผ่านการตัดสินใจร่วมกันกับสมาชิกในบ้านหลายคน บ้างก็ต้องการคำปรึกษาบางอย่าง แต่ยังไม่พร้อมสมัครร่วมโครงการ
โมเดลนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่ทดลองและเก็บข้อมูลหน้างาน เพื่อนำมาพัฒนาต่อไปว่าควรใช้โมเดลเดิม หรือปรับปรุงเป็นรูปแบบใหม่
เส้นทางของก๊วนหิวแสงจึงยังคงทอดยาวอีกแสนไกล แต่พวกเขาไม่เคยคิดจะยอมแพ้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ทำแล้วดี แต่เป็น ‘สิทธิ’ ที่เราควรจะได้รับและเข้าถึงได้ทุกครัวเรือน (และหากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน สมัครเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่ collectivesolar.thailandsolarfund.org)

