22 ตุลาคม 2024
2 K

ลาย

ปิ่นสุวรรณเบญจรงค์ คือแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงในฐานะโรงงานผู้ผลิตเครื่องถ้วยเบญจรงค์ที่คลาสสิกและมีคุณค่ามานานกว่า 50 ปี ดำเนินรอยตามความหลงใหลในศิลปะของ คุณตาวิรัตน์ ปิ่นสุวรรณ ผู้ไม่เพียงเปี่ยมด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์เครื่องถ้วยที่งดงาม แต่ยังได้รับเกียรติให้ครองรางวัลครูศิลป์ของแผ่นดินอีกด้วย

หลังการจากไปของคุณตา เหล่าทายาทรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 ได้เข้ามารับช่วงต่ออย่างภาคภูมิ พวกเขาได้สานต่อศาสตร์ดั้งเดิมของการเขียนลายเบญจรงค์อันละเอียดอ่อนและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณผ่านเครื่องถ้วยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ขณะเดียวกันก็ได้เปลี่ยนทิศทางบางส่วนของธุรกิจด้วยการก่อตั้ง ‘ปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป’ เพื่อขยายขอบเขตของศิลปะไทยไปสู่พื้นที่ใหม่ ๆ

ศิวพงษ์ ปิ่นสุวรรณ หัวเรือใหญ่ของปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป ในปัจจุบัน มีความตั้งใจอยากทำให้ลายเบญจรงค์ดูจริงจังน้อยลง สนุกมากขึ้น ที่สำคัญคือเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่รู้จักและเข้าถึงได้ง่าย ๆ

“ทำไมลายเบญจรงค์ต้องอยู่แค่ถ้วยจานชาม” คือคำถามที่ปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป ถามตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลูกค้าจึงได้เห็นลายเบญจรงค์ไปอยู่บนไอเทมใหม่ ๆ ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เสมอ

แก้ว

‘CASA LAPIN’ คือธุรกิจขายอาหารและเครื่องดื่มในเครือ Jaymart ดูแลโดย เอกชัย สุขุมวิทยา ผู้เป็นกรรมการบริหาร จากคาเฟ่เล็ก ๆ ที่มีเพียง 2 สาขา ปัจจุบันคาเฟ่ที่หลายคนจำได้จากโลโก้รูปกระต่าย เติบโตจนมี 26 สาขาทั่วกรุงเทพฯ พวกเขาสนุกกับการหยิบวัตถุดิบไทยมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ และยังกระโดดไปคอลแล็บกับแบรนด์และศิลปินที่หลากหลายเพื่อทำสินค้าด้วยกัน

หมี

‘BE@RBRICK’ คือแบรนด์อาร์ตทอยรูปหมีจากญี่ปุ่น วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2001 โดยบริษัท MEDICOM TOY เอกลักษณ์ของ BE@RBRICK ออกแบบตามหลัก Kubrick’s Design ซึ่ง 3 สเกลหลักที่มักเป็นที่นิยม คือ 100%, 400% และ 1000% 

ความสนุกของการสะสม BE@RBRICK คือการเห็นเจ้าหมีแปลงร่างตัวเองอยู่บ่อย ๆ เพราะทุกคอลเลกชันล้วนมีลวดลาย วัสดุ และรายละเอียดที่แตกต่าง บางครั้ง BE@RBRICK ก็พาตัวเองไปอยู่ในสินค้าลิมิเต็ดคอลเลกชันอื่น ๆ ให้นักสะสมทั่วโลกได้สนุกกับการตามเก็บ 

รวมตัว

“ก่อนหน้านี้เราจะเห็น BE@RBRICK คอลแล็บกับศิลปินไทย แต่ยังไม่เคยมีใครทำเป็นลายไทยออกมา” เอกชัยผู้เป็นนักสะสม BE@RBRICK ตัวยงเท้าความโปรเจกต์นี้ให้ฟัง 

“เมื่อก่อนเรามอง BE@RBRICK ว่าน่ารักอยู่แล้ว แต่พอได้มาทำงานกันจริง ๆ เรามองว่า BE@RBRICK เป็นเหมือนผ้าขาวที่ศิลปินและแบรนด์ต่าง ๆ ใส่ความเป็นตัวเอง รวมถึงวัฒนธรรมของพวกเขา สื่อสารออกมาในรูปแบบอาร์ตทอยได้” ศิวพงษ์เสริม ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำกับโปรเจกต์นี้เช่นกัน

ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหน้านี้ อรรถกร อินทกรณ์ ครีเอทีฟเอเจนซี่ผู้เคยทำงานกับแบรนด์ระดับสากล เคยไปเห็นเครื่องปั้นดินเผาคุตานิของญี่ปุ่น ซึ่งมีโมเดลที่รัฐสนับสนุนให้ชุมชนในญี่ปุ่นผลิตสินค้าให้เป็นสมัยใหม่มากขึ้น เขาจึงมองกลับมาที่ประเทศไทยว่าน่าจะทำได้บ้าง จึงคิดอยากพัฒนาเครื่องถ้วยเบญจรงค์ของบ้านเรา โดยใช้ BE@RBRICK ป๊อปไอคอนที่คนรุ่นใหม่สนใจเป็นสื่อกลาง

เพราะรู้ว่าปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป อยากเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว อรรถกรจึงติดต่อพวกเขาไปเพื่อเริ่มพัฒนาร่วมกัน ประกอบกับหลังจากนั้นเขามีโอกาสได้เป็นลูกค้าของ CASA LAPIN และเห็นว่าเป็นแบรนด์ที่สนับสนุนวัตถุดิบจากชุมชนไทย อรรถกรจึงตัดสินใจชวนคาเฟ่กระต่ายมาเป็นพาร์ตเนอร์อีกคน

หมีลายไทย

โจทย์สำคัญที่พวกเขาต้องพิชิตให้สำเร็จ คือหนึ่ง ทำ BE@RBRICK ลายเบญจรงค์ที่ขยับแขนขาได้ และสอง แก้ว BE@RMUG คอลเลกชันพิเศษของ CASA LAPIN ซึ่งถือเป็นแก้วมัค BE@RBRICK แก้วแรกของประเทศไทย

เพราะตั้งใจจะอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมไว้ ในลายเบญจรงค์จำนวนหลายร้อยลาย พวกเขาเลือกใช้ลาย ‘คังฮี’ หรือลายกลีบบัว ซึ่งเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่พิเศษกว่านั้นคือปกติแล้วการขึ้นลายจะใช้สีดำธรรมดา แต่ด้วยคอลเลกชันนี้ที่พิเศษสุด ๆ ปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป จึงเลือกขึ้นลายด้วยทองคำขาว ซึ่งจะมีมูลค่ามากขึ้นตามกาลเวลา

พวกเขายังออกแบบแก้วมัคและหมี BE@RBRICK ให้มี 7 สี ตามสีของวันประจำสัปดาห์ เพราะอยากให้ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อไม่ได้เลือกสีที่พวกเขาชอบหรือสีประจำวันเกิดได้ เหตุผลเรียบง่ายเพียงเท่านั้น

BE@RBRICK ไทยที่ไม่ได้สร้างในวันเดียว

ก่อนหน้านี้ปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป และ CASA LAPIN เคยจับมือคอลแล็บกับศิลปินและแบรนด์อื่นมาบ้าง แต่พวกเขาก็ออกปากว่าไม่ได้ทำให้การร่วมงานกันครั้งนี้ง่ายกว่าแต่อย่างใด

แม้จะมีแพสชันที่ตรงกัน นั่นคือการเป็นสะพานเผยแพร่ศิลปะไทยให้ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติรู้จักผ่าน BE@RBRICK ถึงอย่างนั้น ระหว่างทางก็มีความท้าทายมาให้เผชิญอยู่ตลอด

ความท้าทายเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นแบบ เพราะทางปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป ได้แม่แบบของ BE@RBRICK มาในรูปแบบ 2 มิติ ไม่มีการระบุขนาดมาให้ พวกเขาต้องแกะแบบเองแล้วเนรมิตหมีต้นแบบ 3 มิติเพื่อส่งให้ทางญี่ปุ่นอนุมัติอยู่หลายรอบ โดยมีอรรถกรเป็นคนประสานงานลิขสิทธิ์ให้

เมื่อต้นลิขสิทธิ์อนุมัติแบบแล้วก็เข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งโหดหินไม่แพ้กัน

ศิวพงษ์อธิบายว่า ปกติเครื่องถ้วยเบญจรงค์จะมีการเผา 3 รอบ รอบแรกคือเผาดิน รอบที่ 2 เผาหลังจากทาน้ำเคลือบ หลังจากนั้นนำมาขึ้นลายลงสี ก่อนจะเผารอบที่ 3 เพื่อให้เกิดเป็นสีที่นูนและเงา เรียกว่าเทคนิคสีบนเคลือบ ซึ่งถือเป็นเทคนิคขั้นสูงที่สุดของการทำเครื่องถ้วยบนโลกใบนี้ เนื่องจากใช้เวลานาน และมีเทคนิคการผสมน้ำเคลือบและสีในแบบฉบับของตัวเอง 

“อย่างแก้วมัคใบหนึ่ง เราใช้เวลาประมาณ 3 – 4 วันในการทำ” ชายหนุ่มเปิดเผย “ด้วยกระบวนการผลิต เรายังคงการผลิตแบบโบราณไว้ทั้งหมด เราใช้พู่กันจุ่มทองขึ้นมาเขียนลายเพื่อให้ได้ความโค้งมนแบบฉบับเบญจรงค์ สีทองที่เราเห็นคือทองคำขาวจริง ๆ ไม่ใช่แค่สีทอง” เขาแอบกระซิบว่า ต้นทุนระหว่างการทดลองทำสินค้าและผลิตสินค้าเป็นตัวเลขที่แทบไม่อยากจะนับ 

ท้าทายกว่านั้น คือเรื่องขนาดและดีเทล

เนื่องจาก BE@RBRICK เป็นตุ๊กตาหมีที่ผลิตแยกชิ้นส่วนทั้งหมด 7 ส่วน เบญจรงค์จึงต้องเผาดินชิ้นต่อชิ้น แล้วค่อยมาลุ้นว่าจะประกอบตัวได้เป๊ะ ๆ ไหม 

“ศิลปินที่ทำเซรามิกทั่วโลกจะรู้ว่าการทำเซรามิกให้เป๊ะได้มันยากจริง ๆ เพราะเวลาอยู่ในเตาเผามันควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าต้องแก้ เราจำเป็นต้องแก้ที่ตัวต้นแบบ

“ยิ่งหมีต้องขยับได้ เซรามิกต้องยิ่งมีสมดุลที่ดี เราต้องทำทุกส่วนให้เป๊ะเท่ากับต้นฉบับจริง ๆ และต้นฉบับก็ต้องเหมือนต้นฉบับทางญี่ปุ่นด้วย” ศิวพงษ์บอก 

มากกว่านั้นคือรายละเอียดที่อยู่บนหมี พวกเขาเล่าให้ฟังว่า หากโลโก้ของ BE@RBRICK เบี้ยว หรือมีรายละเอียดที่ไม่เป๊ะแค่เล็กน้อย พวกเขาก็จำเป็นต้องทิ้งหมีตัวนั้นไป

“เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเผาขั้นตอนสุดท้ายเสร็จ ซึ่งถ้านับจำนวน เราทิ้งตัวแก้วที่เสียหายหรือไม่เป๊ะไปครึ่งต่อครึ่ง ส่วน BE@RBRICK เราทิ้งตัวที่เสียไปประมาณ 80% เหลือแต่ตัวที่มีคุณภาพไว้” ชายหนุ่มบอก แก้วมัคมีจำนวนจำกัดเพียงแค่สีละ 100 ใบเท่านั้น ส่วนหมีก็เป็น Limited Edition ไม่ต่างกัน

พวกเขาคิดละเอียดไปถึงแพ็กเกจจิง นอกจากออกแบบกล่องให้สวยสมกับความเป็น BE@RBRICK ทีมงานยังมีการทดสอบการโยนกล่องจากความสูงระดับต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้สินค้าที่สมบูรณ์ 

ถึงตรงนี้อรรถกรเสริมว่า “เราทำโปรเจกต์นี้มา 2 ปี จริง ๆ ในการทำธุรกิจเอง เราเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แม้แต่ปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป ก็มีประวัติความเป็นมาหลายสิบปีมากก่อนจะมาถึงจุดนี้ ผมเชื่อว่าการที่เราทำสิ่งใหม่ขึ้นมา เราต้องให้เวลากับมัน”

เบญจรงค์ไทยสู่สากล

เราสงสัยว่าการคอลแล็บครั้งนี้ช่วยส่งเสริมแบรนด์ของทุกคนอย่างไร ศิวพงษ์ยิ้มและอธิบายให้ฟัง

“อันดับแรก คือส่งเสริมฝีมือและทักษะของศิลปินของเรา เพราะกว่าจะทำได้แบบนี้ ศิลปินต้องใช้ความทุ่มเทเยอะมาก ซึ่งเรามีการฝึกบุคลากรที่เป็นคนรุ่นใหม่และคนในเขตพื้นที่ด้วย อีกอย่างคือมันเป็นโอกาสของปิ่นสุวรรณ เวนเจอร์ กรุ๊ป ในการแตกไลน์สินค้าใหม่ที่เข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น แต่ก่อนเราทำแค่ถ้วยจานชาม แต่พอได้ทำโปรเจกต์นี้ เรามีโอกาสได้พัฒนาทักษะหลังบ้านหลายส่วน สร้างฐานการผลิตให้รองรับกำลังการผลิตในอนาคตด้วย”

“ส่วนของ CASA LAPIN ด้วยฐานลูกค้าของเราเป็นคนรุ่นใหม่เยอะ การได้ทำโปรเจกต์นี้ทำให้เราได้เป็นตัวกลางในการสื่อสารวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งช่วงที่เปิดขายแก้วมัค เราจะมีเมนูเครื่องดื่มใหม่ที่ทำล้อไปด้วยกันด้วย” เอกชัยสมทบ 

“ก่อนหน้านี้ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่าเบญจรงค์เป็นอะไรบ้าง และไม่ได้คิดว่าจะได้มาเจอคนรุ่นใหม่ การได้ทำโปรเจกต์นี้เป็นการเปิดโลกของผมเหมือนกัน ตอนผมได้เห็นลายบน BE@RBRICK ครั้งแรก ผมว่ามันยังไปได้อีกไกล และน่าจะเอาไปปรับใช้กับอะไรได้หลายอย่าง 

“ผมเชื่อว่าคนที่ซื้อ BE@RBRICK คอลเลกชันนี้ไม่ได้เป็นคนไทยเท่านั้นหรอก ผมคาดหวังว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นการแนะนำวัฒนธรรมไทยให้หลายคนได้รู้จักมากขึ้น และคอยลุ้นว่า BE@RBRICK จะคอลแล็บกับอะไรไทย ๆ ได้อีกในอนาคต” ชายหนุ่มระบายยิ้ม

Writer

พัฒนา ค้าขาย

นักเขียนชาวเชียงใหม่ผู้รักทะเลและหนังสุขซึ้ง สนใจประเด็น gender ความสัมพันธ์ และเรื่องป๊อปทุกแขนง

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง