16 มิถุนายน 2025
620

คุณเคยไปดูทีมชาติไทยเตะบอลถึงขอบสนามไหม มันเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนเลยทีเดียว การได้ลุ้นลูกเตะมุมของ ธีราทร บุญมาทัน ประกอบกับเสียงเพลงเชียร์ที่ดังสนั่นหวั่นไหวนั้น สร้างความระทึก ฮึกเหิม ให้หัวใจแฟนบอลคนนี้ทุกครั้งที่นึกถึง

และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นแฟนบอลทีมชาติไทยผู้ดั้นด้นไปเชียร์ถึงขอบสนามแล้ว แน่นอนว่าพร็อปก็ต้องมา ไหนจะริบบิ้นลายธงชาติ ไหนจะผ้าพันคอ (ทั้งที่อากาศร้อนแทบจะขาดใจ) แต่พร็อปชิ้นไหนก็คงไม่สำคัญเท่าเสื้อทีมชาติสักตัวที่แฟนบอลทุกคนต้องมีในครอบครอง และนั่นคือเสื้อ Warrix ตัวแรกของเรา

พอรู้ว่าจะได้มานั่งพูดคุยกับ ฮิม-วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) แฟนบอลอย่างเราจึงตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะโอกาสที่จะได้มาสัมภาษณ์นักรบผู้อยู่เบื้องหลังเสื้อทีมชาติไทยนั้นคงหากันไม่ได้ง่าย ๆ

แต่ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงที่ได้นั่งคุยกับฮิม เรากลับได้ค้นพบว่า Warrix ใกล้ชิดกับคนไทยอีกหลายกลุ่มโดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟนบอลทีมชาติไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร หรือตำรวจ ที่ใส่เสื้อ Warrix เป็นยูนิฟอร์มตั้งแต่เช้าวันจันทร์จรดเย็นวันศุกร์ หรือแม้กระทั่งผู้ต้องขังหญิงอีกหลายแสนคนที่ฮิมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้คนที่ถูกสังคมด่วนตัดสินให้ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก และหลุดพ้นจากวงจรความยากจนผ่านหลากหลายโครงการ

คอลัมน์กัปตันทีม จึงอยากชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันเปิดตำราการบริหารในแบบฉบับของนักรบนามว่าฮิม และทำความรู้จักกับ Warrix ในมุมมองใหม่ที่ไม่ใช่แค่แบรนด์เสื้อผ้ากีฬา แต่เป็นบริษัทมหาชนที่ตั้งเป้าเติบโตอย่างยั่งยืนและสง่างาม

How He became ‘Hymn’

ฮิมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดีเลยทีเดียว ชีวิตของเขานั้นเรียกได้ว่าสะดวกสบายตลอดมา จนกระทั่งเขาอายุได้ 14 ปี และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตที่หล่อหลอมตัวตนเขามาจนถึงทุกวันนี้

“ตอนอายุ 14 ธุรกิจของคุณพ่อเจ๊งจนครอบครัวไม่เหลืออะไรเลย ตอนนั้นผมไม่มีแม้แต่ที่จะอยู่ ต้องไปอาศัยอยู่บ้านคุณย่า ต้องหาเงินเอง ส่งตัวเองและน้องเรียน”

โชคเข้าข้างที่ฮิมเป็นคนเรียนเก่ง ทำให้เขามีอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ตั้งแต่สมัยมัธยมจนเข้ามหาวิทยาลัย แต่แน่นอนว่าการเรียนไปด้วยทำงานเลี้ยงตัวเองและครอบครัวไปด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง ความยากลำบากในช่วงนั้นเองทำให้ฮิมเกิดแรงผลักดันสำคัญ

“ผมปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข และจะมีมากกว่าจุดสูงสุดที่พ่อมีก่อนอายุ 30 ผมเลยมีเป้าหมายชีวิต และกลายเป็นมนุษย์ที่มีนิสัยกัดไม่ปล่อย เสพติดความสำเร็จ ชอบเอาชนะอุปสรรค ปัญหาต่าง ๆ ทำร้ายผมได้แค่ข้ามคืน วันรุ่งขึ้นก็จะลืมไปแล้วว่าปัญหาของเมื่อวานคืออะไร จึงเป็นที่มาของแบรนด์ Warrix ที่มาจากคำว่า Warrior หรือนักรบ เพราะผมเป็นคนที่สู้ทุกหมัด ไม่ยอมถอย”

นักรบคู่คนไทย

Warrix เติบโตมาด้วยความแข็งแกร่งดั่งนักรบ และไม่ใช่นักรบธรรมดา แต่เป็นนักรบแถวหน้าเลยทีเดียว เพราะเป็นผู้เข้ามาเปลี่ยนเกมทั้งในตลาดสปอร์ตและไลฟ์สไตล์

“ในอดีตที่ผ่านมา แบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ท้องถิ่นจะแยกทางกันเดินอย่างชัดเจน แบรนด์ท้องถิ่นไม่ได้ทำสินค้าท้าชนกับแบรนด์ระดับโลก แต่เราเข้ามาเปลี่ยนเกมโดยการใช้การตลาดแบบแบรนด์ระดับโลก คุณภาพสินค้าแบบแบรนด์ระดับโลก เราได้เปรียบตรงที่ทำ License Marketing อย่างเช่นที่เราทำกับทีมชาติไทยทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล เทเบิลเทนนิส ปีนผา และพัฒนาสินค้าให้อยู่ในเกรดเดียวกันกับแบรนด์ต่างชาติได้ สินค้าของเราออกจากโรงงานเดียวกันกับแบรนด์ต่างชาติ แต่ราคาถูกกว่ากัน 10 เท่า”

แม้จะเป็นที่รู้จักจากเสื้อทีมชาติ แต่หารู้ไม่ว่าอันที่จริงแล้วยอดขายเสื้อทีมชาตินั้นคิดเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยอดขายส่วนใหญ่มาจากเสื้อโปโลที่ไม่ได้มีโลโก้ทีมชาติเสียด้วยซ้ำ ปีหนึ่ง Warrix มียอดขายเสื้อโปโลหลายล้านตัว เพื่อเป็นยูนิฟอร์มให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ในศาล

“อันนี้เป็นตลาดใหญ่ที่ผมเรียกว่าไลฟ์สไตล์ เขาใส่วันจันทร์-ศุกร์ และนอกเหนือจากยูนิฟอร์ม เรายังมีเสื้อยืด เสื้อฮูด เสื้อกึ่งสปอร์ตแฟชั่น กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ รองเท้าเดิน รวม ๆ แล้วสินค้าที่ไม่ได้เกี่ยวกับฟุตบอลนั้นมีถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์”

Warrix ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังเติบโตในภูมิภาคอาเซียนมาตลอดกว่า 10 ปี และเริ่มก้าวเข้าไปสู่ตลาดใหญ่ยักษ์อย่างประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา โดยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในเซี่ยงไฮ้ ชื่อ HiMaxx ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่น้อยว่า เหตุใดต่างชาติถึงเลือกแบรนด์ Warrix แทนที่จะเลือกแบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike หรือ adidas – Warrix เอาอะไรไปสู้ เราชักสงสัย ฮิมอธิบายให้ฟังว่า

“เราจุดพลุจากการสนับสนุนฟุตบอลทีมชาติไทย คนเลยรู้จัก และส่งผลให้ขายสินค้าอื่น ๆ ได้ ซึ่งเคล็ดลับที่ทำให้เราได้เป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมชาติไทยก็ไม่ได้มีอะไรมาก เราแค่จ่ายแพงที่สุดเท่านั้นเอง ประมูลให้สูงที่สุด สัญญาแรก 4 ปี เราประมูลปีละ 100 ล้าน 4 ปีก็ 400 ล้าน ซึ่งถือว่าสูงมาก สัญญาที่ 2 อีก 8 ปี ก็ประมูลสูงกว่าสัญญาแรกอีก แต่สุดท้ายแล้วเรามีกำไร เราอยู่ได้ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถูกกว่าไปซื้อสื่อ ซึ่งผมเอาโมเดลมาจากแบรนด์ต่างชาตินี่แหละที่เขาแย่งพื้นที่ในทีมชาติฟุตบอลกันเพราะฟุตบอลเป็นกีฬามหาชน”

เริ่มต้นใหม่กับ Warrix

แม้จะประสบความสำเร็จทั้งในไทยและต่างแดน แต่แน่นอนว่าทุกธุรกิจย่อมมีความท้าทาย และ ธุรกิจสิ่งทอก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น สำหรับฮิม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือการเติบโตอย่างยั่งยืน 

“เราต้องทำมากกว่าแค่ขาย เพราะสักวันถ้ามีคนขายถูกกว่า โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจเกิดทันที เพราะฉะนั้น เราจึงไปศึกษาเรื่องความยั่งยืน ซึ่งมีหลายข้อด้วยกัน แต่เราเลือกที่จะทำกำไรจากสิ่งที่ให้คุณค่ากับสังคม พอไปศึกษาลึก ๆ ก็มีเรื่องของการสร้างโอกาสทางรายได้ การส่งเสริมความเท่าเทียมของมนุษย์ การรีไซเคิล สิ่งเหล่านี้อยู่ในการพัฒนาสินค้าของเราทั้งหมด”

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคตที่น่าจับตามอง จึงหนีไม่พ้นเรื่องการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดย Warrix ร่วมมือกับทัณฑสถานหญิงกลาง ในการสร้างงานให้กับผู้ที่ยังอยู่ในเรือนจำผ่านการเย็บเสื้อ เย็บกระเป๋า

“ช่วงโควิด-19 เรานำเศษผ้าส่วนเกินมาตัดเย็บเป็นหน้ากากอนามัย แต่เมื่อโรคระบาดซาลง เราไม่ได้ทิ้งหน้ากากอนามัยเหล่านั้น แต่เอาหน้ากากผ้าที่เหลือมาตัด แปรสภาพ และออกแบบใหม่กลายเป็นกระเป๋าผ้า ตั้งชื่อว่า กระเป๋าปันสุข นอกจากนี้เรายังทำเสื้อโปโลภายใต้คอลเลกชันชื่อ Restart ที่ตัดเย็บโดยผู้ต้องขังหญิง ซึ่งจริง ๆ การไปจ้างคนเย็บในราคาถูกทำได้ไม่ยาก แต่การจ้างคนเย็บพร้อมสร้างคุณค่าให้กับชีวิตนั้น ทำกันในทุกที่ไม่ได้ ที่สำคัญคือผู้ต้องขังเหล่านี้ก็อยากทำด้วย”

นอกจากนี้ Warrix ยังร่วมมือกับวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ในการสอนและให้ใบประกาศนียบัตรผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษและอยากเป็นเทรนเนอร์กีฬา โดยเน้นฝึกสอนให้พวกเขามีความสามารถที่จะออกกำลังกายเองและเทรนคนอื่นได้ ซึ่งฮิมมองว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมผ่านการสร้างอาชีพให้กับกลุ่มคนที่อาจไม่ได้รับโอกาสเท่าคนอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างยอดขายให้กับบริษัทไปพร้อมกัน

“ได้ทั้งกำไรและทรัพยากรบุคคล พร้อมทั้งได้สนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และแก้ไขปัญหาความยากจนไปพร้อม ๆ กัน” 

กำไรสังคม

ฮิมเล่าถึงโครงการเหล่านี้ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะแต่ละโครงการพิจารณามาอย่างดีแล้วว่าสร้างผลกระทบได้อย่างยั่งยืน และยังมีพื้นที่ให้ขยายผลเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับคนหลักแสน

“เราไม่อยากทำอะไรที่เป็นแค่ผักชีโรยหน้า เอาเงินใส่ซองให้เด็กแล้วจบ แบบนั้นไม่ยั่งยืน เราอยากให้โอกาสทางรายได้กับคนที่เขาไม่ได้มีโอกาสเหมือนคนอื่น และผู้ต้องขังก็เป็นกลุ่มคนที่น่าสนใจ คนเหล่านี้มักไม่ได้รับโอกาสหลังจากพ้นโทษ ทำให้ไม่มีรายได้และกลับไปทำผิดซ้ำ ซึ่งการที่เราเลือกช่วยเหลือคนเหล่านี้โดยเพิ่มทักษะที่จะส่งเสริมอาชีพตั้งแต่ก่อนพ้นโทษจะช่วยแก้ปัญหาความยากจน แถมยังสร้างผลกระทบในระดับใหญ่ได้ เพราะเท่าที่ผมรู้ คนที่อยู่ในวงจรนี้มีอยู่หลายแสนคน”

ฮิมเข้ามาดูแลโครงการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและมีโอกาสพบเจอผู้ต้องขังในโครงการด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเชื่อมั่นว่า Warrix มาถูกทางในการร่วมแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมและความยากจนที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

“เราไม่ได้มีหน้าที่ไปตัดสินคน ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยนะว่า เราไม่ได้มีหน้าที่ไปตัดสินคน บางคนเคยทำผิดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้เขาอาจจะอยากกลับเนื้อกลับตัวก็ได้ หน้าที่ของเราคือเปิดทางเลือก เปิดโอกาสในการทำดีและการเป็นสุจริตชนให้เขา ถ้าสังคมไทยเป็นศาลเตี้ยที่ตัดสินคนไปหมดก็จะเป็นสังคมที่ตกต่ำ ในฐานะคนทำธุรกิจ แม้บริษัทเราจะไม่ได้ใหญ่ แต่หากมีโอกาสทำให้สังคมสวยงามขึ้นได้ก็ควรใช้โอกาสนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินเหลือเป็นพันล้านแล้วค่อยมาทำ”

สำหรับฮิม การทำธุรกิจโดยมุ่งหวังแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวคงจะเป็นเรื่องที่เชยไปเสียแล้ว เราจึงไม่แปลกใจเมื่อเขาเล่าถึงวิสัยทัศน์และปรัชญาการบริหารคนและองค์กรที่เขาใช้กับ Warrix ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“ผมให้คุณค่ากับคนที่เป็นประชากรชั้นดีของประเทศ คนที่อยากทำงาน คนที่แม้ไม่ได้มีความฉลาดสูงสุด แต่เป็นคนที่สร้างได้ ผมจะรักษาคนพวกนี้ไว้ในองค์กร”

ก่อนจากกัน เราจึงขอให้ฮิมช่วยส่งท้ายโดยแนะนำสิ่งสำคัญของการเป็นผู้นำที่ดีให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งเขาสรุปไว้ได้อย่างดีทีเดียวว่า ผู้นำที่ดีจะต้องมีจริยธรรมนำหน้าในทุก ๆ การตัดสินใจ

“ในโลกธุรกิจ ต้องไม่เอาความโลภและผลประโยชน์มานำหน้า ผมเชื่อเสมอนะว่า คนหิวเงินจะไม่มีวันอิ่มเงิน”

10 Things you never know

about Wisan Wanasaksrisakul

1.  ชอบดูกีฬาอะไร

ฟุตบอล

2.  ทีมโปรดในดวงใจ

ทีมชาติไทย

3.  มีสโมสรในดวงใจไหม

ผมเป็นมนุษย์ที่ดูฟุตบอลทุกทีม ไม่ได้ยึดติดกับทีมใดทีมหนึ่ง

4.  บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจในชีวิต

นโปเลียน

5.  อีก 10 ปีข้างหน้า เห็นตัวเองในบทบาทไหนนอกเหนือจากนักธุรกิจ

เกษียณเพื่อพักผ่อนและดูแลสุขภาพ

6.  เสื้อ Warrix รุ่นที่ใส่ได้ตลอดชีวิต

เสื้อโปโล รุ่น 3315

7.  กิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังขึ้นมาทันที

เข้าฟิตเนส

8.  หากได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทย 1 วัน จะเลือกเล่นตำแหน่งไหน

ตัวสำรองที่ลงมาเปลี่ยนเกม

9.  โปรเจกต์ที่อยากลงมือทำเต็มที่

มูลนิธิฉันรักประเทศไทย ผมก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ทุนกับเด็ก ๆ ที่พ่อแม่เสียชีวิต

10.  ถ้าเลือกทำธุรกิจอะไรก็ได้อีก 1 อย่าง จะทำอะไร

โห ไม่อยากทำแล้วอะ

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง