23 กันยายน 2024
559

เช้าวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2567 เราเดินทางถึงโรงแรมใจกลางกรุงที่วันนี้ดูจะมีผู้คนขวักไขว่มากกว่าปกติอยู่พอตัว แต่เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าวันนี้มีงานอะไรและวิทยากรมีใครบ้าง เราจึงไม่แปลกใจเท่าไรนัก

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลือกที่จะจัดงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีภายใต้หัวข้อ Family Business in the Globalized Asia ในวันนี้ โดยเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ พร้อมด้วยเจ้าของและทายาทธุรกิจครอบครัวแนวหน้าของไทยมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตรง คนจึงแย่งตั๋วงานนี้กันจ้าละหวั่น ทั้งงานวันจริงที่จบไปแล้วและงานรีรันซึ่งยังซื้อตั๋วได้ที่ setfamilybusinessconference.com (เปิดจำหน่ายบัตรวันนี้ ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เท่านั้น)

ส่วน The Cloud นั้นโชคดีเหลือเกินที่ได้ 1 ชั่วโมงทองจากวิทยากรคิวทองอย่าง Professor Winnie Qian PENG ผู้อำนวยการ Roger King Center for Asian Family Business and Family Office มานั่งเปิดใจกับเราอย่างหมดเปลือก

Professor PENG คือกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและสำนักงานครอบครัวในแถบเอเชียที่มาพร้อมประสบการณ์กว่า 20 ปี เราจึงถือโอกาสทั้งขอความรู้และทำความรู้จักคุณแม่ลูก 2 ผู้หลงใหลในศาสตร์ของธุรกิจครอบครัวคนนี้ไปพร้อม ๆ กัน ในบทสนทนานี้ที่อยากจะมาแบ่งปันให้นักอ่านทุกคน

เทรนด์ของธุรกิจครอบครัวในแถบเอเชียเป็นอย่างไรบ้าง

เทรนด์แรกที่เราเห็น คือธุรกิจครอบครัวในเอเชียมีความท้าทายหลากหลาย แบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ความท้าทายแรกนั้นเพิ่งผ่านพ้นไปและถือว่าเป็นความท้าทายระยะสั้น นั่นก็คือวิกฤตโควิด-19 ความท้าทายที่ 2 คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา และความท้าทายสุดท้าย คือการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมที่ทำให้วงจรของธุรกิจนั้นสั้นลงเรื่อย ๆ และอัตราการอยู่รอดของธุรกิจก็ต่ำลงหากเทียบกับเมื่อก่อน

อีกเทรนด์ที่เราเห็น คือการเปลี่ยนแปลงจาก Family Business เป็น Business Family ซึ่ง 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจนนะคะ Family Business ส่วนใหญ่มีแค่ 1 ธุรกิจหลัก แต่ Business Family เป็นครอบครัวที่ทุกคนมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขามีธุรกิจย่อยหลากหลาย และข้อแตกต่างที่สำคัญคือ Business Family ไม่ได้มีแค่คนคนเดียวเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ควรเป็นทีมสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้นำในการบริหารจัดการ 

ซึ่งการจะมีผู้นำหลายคนในครอบครัวได้ ครอบครัวต้องมีวิธีบ่มเพาะจิตวิญญาณผู้ประกอบการให้สมาชิกครอบครัว ปล่อยให้พวกเขาได้ออกไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เริ่มต้นบริษัทใหม่ที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอของครอบครัว ซึ่งอันนี้ก็ถือเป็นอีกเทรนด์หนึ่งเหมือนกัน

สำนักงานครอบครัวในแถบเอเชียเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างไร

วงจรธุรกิจนั้นสั้นลง ส่วนหนึ่งเพราะธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากการขายกิจการให้บริษัทใหญ่ ๆ หรือผู้เชี่ยวชาญมาดูแลกิจการต่อ เมื่อขายกิจการแล้ว ครอบครัวก็มักจะได้เงินก้อนใหญ่ คำถามที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไร จึงเกิดเทรนด์การตั้งสำนักงานครอบครัวขึ้นมา

โดยปัจจุบัน ในเอเชียนั้น สำนักงานครอบครัวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเงินใหม่ (New Money) โดยคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วจากการทำธุรกิจจนมีรายได้มหาศาล แต่มีเงินไม่ได้แปลว่าจะมีชีวิตที่มีความสุข นอกเหนือจากการบริหารเงินแล้ว ยังต้องหาทางรักษาความสามัคคีในครอบครัวและรักษาคุณค่าของครอบครัวด้วย 

นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมครอบครัวเหล่านี้ถึงต้องมีสำนักงานครอบครัว ซึ่งสำนักงานครอบครัวจำนวนมากในเอเชีย เรียกว่า Embedded Family Office ซึ่งจัดตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ อาจจะเป็นเลขาฯ ผู้ช่วย CFO หรือนักบัญชีที่ครอบครัวขอให้ช่วยดูแลเรื่องการเงินของธุรกิจ แต่ไม่ช้าก็เร็วก็จะถึงจุดคอขวด โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวใหญ่ขึ้น มีเงินเยอะขึ้น มีสมาชิกเยอะขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น จนครอบครัวเหล่านี้ขอให้พนักงานบริษัทมาจัดการกิจในครอบครัวไม่ได้ 

เราจึงเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของ Embedded Family Office สู่ Formalized Family Office ซึ่งจะเป็นสำนักงานครอบครัวอย่างเป็นทางการ และบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ภาพรวมของธุรกิจครอบครัวในเอเชียเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

จริง ๆ แล้วธุรกิจครอบครัวถือว่าเป็นรูปแบบของธุรกิจที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ในเอเชีย แต่ในโลกเลยนะคะ แต่ถ้ามาดูกันในเอเชียแล้ว จะพบว่า 60% ของ GDP ประเทศจีนมาจากธุรกิจครอบครัว ในฮ่องกงประมาณ 70% ของบริษัทที่จดทะเบียนเป็นธุรกิจครอบครัว ในประเทศไทยก็น่าจะมากกว่า 70% เหมือนกัน ซึ่งส่วนตัวแล้วฉันไม่ได้คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในจุดนี้ แต่เพราะวงจรธุรกิจที่สั้นลงเรื่อย ๆ ฉันคิดว่าคนรุ่นถัดไปอาจต้องเริ่มคิดแล้วล่ะว่า พวกเขาอยากจะรับช่วงต่อกิจการครอบครัวหรือสร้างกิจการใหม่ พวกเขาอาจจำเป็นต้องกระจายไปทำธุรกิจอื่น ๆ บ้าง

วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจครอบครัวในเอเชียอย่างไร

อย่างแรก คือคนเอเชียให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าปัจเจกบุคคล และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ต่อครอบครัวมากกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากฝั่งตะวันตก 

อย่างที่ 2 ที่เราเห็นในเอเชีย คือรุ่นลูกจะมีทัศนคติว่าธุรกิจเป็นของฉัน เงินเป็นของฉัน ประหนึ่งว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด จึงไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสิ่งใหม่ แต่ฝั่งตะวันตกเขาไม่มาบอกลูก ๆ ว่าเงินเป็นของพวกเธอนะ ครอบครัวจะทำตัวเป็นธนาคารให้กู้ยืมเงินไปทำธุรกิจ หรือไม่ก็เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ (Limited Partner) ในขณะที่รุ่นลูกเป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบ (General Partner) ที่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินและการสูญเสียของบริษัทตัวเอง 

ส่วนเรื่องที่ว่าผู้หญิงในเอเชียไม่ได้มีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ไม่ค่อยเห็นแล้วนะคะ ทุกวันนี้เราพัฒนาไปมาก และมีผู้นำหญิงในเอเชียเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

อะไรคือสิ่งที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวในเอเชีย

อย่างแรกเลย ซึ่งอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเอเชีย คือความเชื่อที่ว่าธุรกิจครอบครัวมักมีขนาดเล็ก คนจะติดภาพว่าเป็นร้านขายของชำ บางคนอาจไม่ภูมิใจเท่าไหร่ที่จะบอกว่าทำธุรกิจครอบครัว อยากถูกเรียกว่าเป็นท่านประธานของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์กันเสียมากกว่า แต่อย่างที่บอกไปว่าในความเป็นจริงแล้วธุรกิจครอบครัวทั่วโลกใหญ่โตกว่าที่หลายคนเข้าใจอยู่มากเลยทีเดียว

ความเข้าใจผิด ๆ ที่ 2 คือหลายคนเชื่อว่าธุรกิจครอบครัวไม่มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน เพราะผู้นำไม่ไว้ใจให้ผู้เชี่ยวชาญจากนอกครอบครัวเข้ามายุ่ง แต่ทุกธุรกิจครอบครัวไม่ได้เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียน พวกเขาต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นมืออาชีพแน่นอน อย่างน้อยสมาชิกครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพจากภายนอกก็ต้องทำงานด้วยกัน ไม่ใช่มีแค่คนในครอบครัวจัดการอย่างเดียว

อีกความเชื่อหนึ่ง คือธุรกิจครอบครัวมีความอนุรักษนิยมสูง ไม่ค่อยมีนวัตกรรมใหม่ ๆ และไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่อย่าลืมว่าธุรกิจครอบครัวมักจะเริ่มต้นมาจากผู้นำที่มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้อยู่ในดีเอ็นเอของผู้นำธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว ความเชื่อที่ว่าธุรกิจครอบครัวไม่มีพัฒนาการและไม่มีการเปลี่ยนแปลงจึงไม่จริงเลย 

อันที่จริงครอบครัวออกแบบการเลี้ยงดูรุ่นลูกรุ่นหลานให้มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการเพื่อสร้างธุรกิจที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากกว่าครอบครัวทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างอยู่ในดีเอ็นเอหมดแล้ว บางคนอาจจะเถียงว่ารุ่นแรกสร้างนวัตกรรมได้มากกว่าเพราะกล้าได้กล้าเสีย แต่รุ่นลูกรุ่นหลานจะโฟกัสกับการเก็บเงินจนกลายเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม ซึ่งอันนั้นก็เป็นเรื่องของวงจรธุรกิจมากกว่า เราจะมาเหมารวมว่าธุรกิจครอบครัวมีความอนุรักษนิยมสูงไปเสียทั้งหมดคงจะไม่ได้

คนนอกจะเรียนรู้อะไรจากธุรกิจครอบครัวในเอเชีย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทของตนเองได้

สังคมตะวันตกน่าจะเรียนรู้เรื่องการมีส่วนร่วมและการมีความสัมพันธ์ที่สามัคคี ไม่ท้าทายกันอย่างโผงผางจากสังคมของฝั่งตะวันออกได้ สอง คือสังคมตะวันตกมักจะมีผู้นำเพียงคนเดียว และเรื่องสวัสดิการของครอบครัวมักจะเป็นเรื่องรอง แต่ในเอเชีย เราพยายามให้ทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญคือต้องแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในหมู่สมาชิกครอบครัวอย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะทะเลาะกัน 

เรื่องสุดท้าย คือการที่คนในครอบครัวฝั่งเอเชียมักมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสำนักงานครอบครัว เราไม่มีความจำเป็นจะต้องกีดกันคนในครอบครัวจากการทำงานในสำนักงานครอบครัวร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ สมาชิกครอบครัวดูแลหลายเรื่องเกี่ยวกับคนในครอบครัวได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ มรดก สุขภาพ หรือการศึกษา ตรงกันข้ามกับฝั่งตะวันตกที่จะให้คนนอกครอบครัวเข้ามาทำงานในสำนักงานครอบครัว ซึ่งส่วนตัวฉันมองว่านั่นเป็นการทิ้งความสามารถของสมาชิกในครอบครัวไปโดยเปล่าประโยชน์

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเข้าสู่โลกของธุรกิจครอบครัว

หลังเรียนจบปริญญาตรีจาก Tsinghua University ในปักกิ่ง ฉันก็ได้ไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านการเงินที่ Hong Kong University of Science and Technology ซึ่งได้เจอ คุณ Roger (ผู้อำนวยการฝ่ายทุนของ Roger King Center) ที่นั่น ตอนนั้นคุณ Roger เป็นสมาชิกสภาของมหาวิทยาลัย แต่เขาอยากได้ปริญญาเอกที่เขาเริ่มเรียนไปเมื่อ 40 ปีที่แล้วจาก New York City ให้ได้ เขาเลยตัดสินใจเข้าเรียนโปรแกรมปริญญาเอกที่เดียวกับฉัน 

เขานั่งหน้าสุดเสมอเลย แม้ว่าตอนนั้นเขาจะอายุมากกว่า 60 ผมขาวหมดแล้วนะ ฉันยังแอบสงสัยว่าคนนี้เพิ่งจะมาเป็นอาจารย์หรือเปล่า แต่เขามาในฐานะนักเรียนปริญญาเอกธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ทั้งที่คนอย่างเขาเอาปริญญากิตติมศักดิ์ได้ง่าย ๆ ด้วยซ้ำ เขาเข้าเรียนแต่ละคลาสถึง 2 ครั้ง เพราะเขารู้สึกว่ามันยาก การมีเขาในห้องเรียนสนุกมากเลยค่ะ เพราะเขาจะท้าทายอาจารย์หน้าห้องตลอดเวลา และนำเราไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ในตอนนั้นวิทยานิพนธ์ของคุณ Roger โฟกัสเรื่องธุรกิจครอบครัว นอกเหนือจากการทำวิทยานิพนธ์ในด้านการลงทุนของฉันเอง ฉันเลยมีโอกาสได้ร่วมเป็นผู้เขียนในส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของคุณ Roger ด้วย เขาจึงเป็นคนที่พาฉันเข้ามาสู่โลกของธุรกิจครอบครัว ฉันจึงมาร่วมงานกับ Roger King Center เพราะฉันชอบทำงานกับคุณ Roger 

อีกเหตุผลหนึ่ง คือหากเทียบกับการเงินแล้ว ฉันว่าธุรกิจครอบครัวน่าสนใจกว่าเยอะเลยนะ การเงินมีแต่ตัวเลข แต่ธุรกิจครอบครัวไม่ใช่แค่การเงิน มีทั้งบัญชี เศรษฐศาสตร์ การบริหาร ความเป็นผู้นำ สังคมศาสตร์ ไปจนถึงจิตวิทยา ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด มันจึงน่าสนใจมาก ๆ สำหรับฉันค่ะ

คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ผู้นำธุรกิจครอบครัวชาวเอเชียรุ่นถัดไป

หนึ่ง ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับการศึกษาในแบบตะวันตก แต่คุณต้องเคารพวัฒนธรรมเอเชีย ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นอย่างมาก ถ้าคุณไม่เคารพผู้ใหญ่ คุณจะอยู่รอดไม่ได้ นี่เป็นความท้าทายของคนรุ่นถัดไปที่จะเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัว คุณต้องอดทน ถ่อมตัว และทำงานหนักเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่ง มีความสามารถเพียงพอ และคุณต้องมี EQ ในการบริหารความสัมพันธ์กับสมาชิกครอบครัวด้วย มีแต่ IQ อย่างเดียวไม่พอแล้วล่ะ

สอง อย่าคิดว่าธุรกิจครอบครัวเป็นภาระผูกพัน คุณอาจจะทำงานหนัก มีความสามารถอย่างมาก และบริการจัดการความสัมพันธ์ได้ดี แต่ถ้าพ่อไม่อยากให้คุณมารับช่วงต่อ และเขาจะทำงานไปจนวันตาย คุณจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้น ให้คิดเสียว่าธุรกิจครอบครัวเป็นหนึ่งในทางเลือกของคนที่มีความสามารถอย่างคุณดีกว่าค่ะ

คุณมีคำแนะนำอย่างไรในการรักษาความสามัคคีในครอบครัวที่ทำธุรกิจ

ครอบครัวคนเอเชียมักมีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มาจากบรรพบุรุษ แต่ถ้าจะให้ดี เราควรต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ควรต้องมีความโปร่งใส และมีธรรมนูญของครอบครัว จริง ๆ แล้วธรรมนูญของครอบครัวนั้นเป็นวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกนะ คนเอเชียมีกฎเยอะ แต่ไม่เคยเขียนออกมา แต่ตะวันตกจะเขียนออกมาชัดเจน ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างสำคัญ 

และถ้าจะให้ธรรมนูญมีประสิทธิภาพจริง สมาชิกครอบครัวทุกคนต้องร่วมกันเขียนมันขึ้นมา ไม่ใช่แค่มาจากคนใดคนหนึ่งหรือมาจากประเพณีครอบครัว วิธีนี้จะทำให้กฎต่าง ๆ ได้รับการยอมรับจากสมาชิกครอบครัวในภายหลัง และลดความขัดแย้งในอนาคต 

ธรรมาภิบาลในครอบครัวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เท่าที่เห็นมาก็ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะทำได้ เพราะการให้ทุกคนในครอบครัวมาออกกฎด้วยกันขัดกับวัฒนธรรมของเรา บางครอบครัวต้องอาศัยภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อน หรือไม่พวกเขาก็ต้องเข้าใจว่า ถ้ายัดเยียดกฎระเบียบต่าง ๆ ครอบครัวนี้ก็จะอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาวไม่ได้ เพราะไม่ช้าก็เร็วจะมีสมาชิกครอบครัวบางคนรู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้น คนรุ่นเก่าก็ต้องเปิดใจยอมรับต่อสภาพแวดล้อมใหม่ เปิดกว้างและให้อำนาจแก่คนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ คุณมีความเชื่อหรือแนวทางในการทำงานอย่างไร

เวลาแนะนำตัวเองและงานของฉัน ฉันมักจะพูดเสมอว่า ฉันทำวิจัยเรื่องธุรกิจและสำนักงานครอบครัวมา 20 ปี ฉันจึงคิดว่าหลักการในการทำงานของฉันคือความเพียรและความมุ่งมั่น เราไม่ควรจะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ถ้าคุณอยากโฟกัสเรื่องไหน คุณก็ต้องอยู่กับมันให้นานที่สุดไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม ถ้าคุณอยู่ได้เป็น 10 – 20 ปี คุณก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นไปโดยปริยาย

อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้จากงานนี้

ฉันได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพธรรมชาติของธุรกิจและสำนักงานครอบครัว ธรรมชาติที่ว่านั้นคือการที่ธุรกิจและสำนักงานครอบครัวมักมีหลายเรื่องที่เป็นความลับ มีครั้งหนึ่งที่ฉันตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งในฮ่องกง โดยใช้ข้อมูลที่ไม่ได้มาจากครอบครัวนั้นโดยตรง ฉันรู้จักครอบครัวนั้นนะ แต่ไม่ได้สัมภาษณ์พวกเขาเอง พอเขาเห็นบทความ เขาก็โกรธมาก ทั้ง ๆ ที่บทความก็พูดแต่เรื่องดี ๆ ฉันจึงได้เรียนรู้ว่า หลาย ๆ เรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเผยแพร่สู่สาธารณชนกันได้ และเราในฐานะนักวิจัยจำเป็นต้องหวงแหนความสัมพันธ์อย่างเข้มงวดและเคารพพวกเขา

และฉันยังได้เรียนรู้วิธีการตั้งคำถามเวลาที่ต้องสัมภาษณ์ครอบครัวที่ทำงานด้วย บางเรื่องก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก มีครั้งหนึ่งฉันถามผู้บรรยายรับเชิญคนหนึ่งว่า เธอได้ทำสัญญาก่อนสมรสหรือไม่ ปรากฏว่าสีหน้าเธอเปลี่ยนทันทีเลย เห็นได้ชัดว่าคงเป็นเรื่องที่เธอกำลังทุกข์ทรมานอยู่อย่างมาก เพราะครอบครัวกดดันให้ทำสัญญาที่ว่า

ความสำเร็จไหนที่คุณรู้สึกภูมิใจมากที่สุด

ความสำเร็จก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่างตอนที่ฉันอายุ 17 ปี ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือการได้ที่ 1 ตอนสอบเข้าวิทยาลัยแห่งชาติในคุนหมิง มณฑลยูนนาน แต่ถ้าพูดถึงตอนนี้ ฉันคิดว่าความสำเร็จของฉันคือการที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวและสำนักงานครอบครัว ซึ่งสั่งสมมาเป็นเวลา 20 ปี แต่ฉันก็ยังคงจะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป เพราะฉันยังอายุไม่มาก และฉันหวังว่าจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้ในอนาคตค่ะ

คุณนิยามความสำเร็จในชีวิตว่าอย่างไร

อย่างแรกอยู่ที่ตัวฉันเองว่าบรรลุสิ่งที่ต้องการแล้วหรือยัง ความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งคือการส่งต่อสิ่งที่ฉันให้ค่าไปยังคนรุ่นหลัง 

ฉันพบว่าความสวยงามของงานที่ทำคือการได้พบเจอคนรวยมากมาย แต่นั่นไม่เคยเปลี่ยนแปลงตัวตนของฉันเลย ฉันไม่เคยคิดอยากจะไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมแพง ๆ ฉันยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ เพราะฉันได้เรียนรู้ว่าครอบครัวที่มีฐานะเหล่านี้ ไม่ว่าจะมีเงินเยอะแค่ไหนก็ยังประสบปัญหาคล้าย ๆ กันอยู่ดี แต่การวางแผนที่ดีก็จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นะ เพราะฉะนั้น การได้ศึกษาครอบครัวเหล่านี้จึงช่วยฉันอย่างมากในการบ่มเพราะคนรุ่นถัดไปให้ให้คุณค่ากับสิ่งที่ถูกที่ควร

10 Things you never know

about Professor Winnie Qian PENG

1. หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวที่ทุกคนควรอ่าน 

ฉันกำลังแปลหนังสือชือ Family Businesses: Dynamics, Equilibrium, and Consolidation เขียนโดย Dr.Imanol Belausteguigoitia Rius

2. องค์กรการกุศลที่คุณสนับสนุนหรือประเด็นทางสังคมที่คุณสนใจ 

ฉันสนใจประเด็นการศึกษา เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส ฉันจะให้ความช่วยเหลือเด็กยากจนเพื่อให้มีการศึกษาเบื้องต้น

3.  งานอดิเรกของคุณ

เมื่อก่อนฉันเป็นนักเทนนิส ฉันเคยได้ที่ 2 ในการแข่งขันเทนนิสสมัครเล่นที่ฮ่องกง

4.  สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับตัวคุณ

ความฝันของฉันคือการเป็นนักบิน จริง ๆ ฉันเคยลงเรียนขับเฮลิคอปเตอร์ที่ฮ่องกงมาแล้วด้วย ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ หวังว่าพอลูก ๆ โต ฉันจะได้กลับไปบินอีกครั้ง

5.  ถ้าคุณมีพลังพิเศษได้

ฉันอยากมีพลังพิเศษในการรักษาโรคร้ายให้ผู้คน เพราะไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตแค่ไหน แต่ถ้าสุขภาพไม่ดี มันก็ไม่มีความหมายอะไร

6.  หากทำอาชีพอะไรก็ได้ใน 1 วัน

ฉันอยากลองเป็นนักบินอวกาศดูสักครั้งนะ

7.  ของขวัญน่าจดจำที่สุดที่เคยได้รับ

การ์ดวันเกิดที่ลูกสาวทั้งสองของฉันวาดเองกับมือ

8.  สิ่งที่คุณขาดไม่ได้ในชีวิตนี้

แน่นอนว่าต้องเป็นครอบครัวของฉัน

9.  สิ่งที่บ้าหลุดโลกที่สุดที่เคยทำ

ฉันเคยเดินลงไปที่ก้นบึ้งของ Grand Canyon ตอนกลางคืนกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอระหว่างทาง เราใช้แค่ไฟฉายกระบอกเดียวในการเดินลงไปข้างล่างบนทางชันที่ลื่น โชคดีนะที่มีชีวิตรอดกลับมาได้

10.  ถ้าเดินทางข้ามเวลาได้ คุณจะย้อนกลับไปในอดีตหรือเดินทางไปในอนาคต

ฉันไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายอะไรที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำในอดีต ส่วนอนาคตมันก็อยู่ที่ตัวฉันเองที่จะทำให้เกิดขึ้น ถ้าคนเรารู้อนาคต ชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไรสิ

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ