คนที่ติดตามวงการการศึกษา จะรู้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีหลักสูตร ‘วิศวะอินเตอร์’ 2 หลักสูตร คือ TEPE (Thammasat English Program of Engineering) เรียนที่วิศวกรรมศาสตร์ มธ. 4 ปี สอนเป็นภาษาอังกฤษ อีกหลักสูตรเรียกว่า TEP (Twining Engineering Programme) คือหลักสูตรทางวิศวกรรมหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่ได้รับปริญญา 2 ใบจาก 2 สถาบัน โดยเรียน 2 ปีแรกที่ธรรมศาสตร์และ 2 ปีหลังที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยมีทางเลือกถึง 3 ประเทศด้วยกัน
ไม่ใช่วงการแฟชั่นเท่านั้นที่มีการคอลแล็บ ในโลกของมหาวิทยาลัยก็มีการร่วมมือกันแบบพิเศษเช่นกัน TEP คือหนึ่งในโครงการคอลแล็บที่น่าสนใจมากของโลกการศึกษา อยู่ในประเทศไทยเรานี่เอง แถมยังทำมานาน โดยรุ่นที่ 30 จะเปิดรับสมัครรอบแรกในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567
ศ.ดร.สัญญา มิตรเอม หรือ อาจารย์โจ้ คณบดีที่เป็นเสมือนกัปตันทีมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเล่าเบื้องหลังให้เราฟังว่าคณะทำได้ยังไง
แล้วในโลกที่ท้าทายทุกด้านแบบนี้ ศาสตร์ของวิศวกรรมจะมีบทบาทต่อโลกนี้อย่างไรบ้าง

ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน 30 ปี
TEP ย่อมาจาก Twinning Engineering Programmes (TEP) นี่คือหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต 2 สถาบันที่ได้รับปริญญา 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นของธรรมศาสตร์ อีกใบเป็นของมหาวิทยาลัยคู่สัญญาที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในต่างประเทศ 3 แห่ง เราเรียกหลักสูตรนี้ว่าหลักสูตร Double Degrees
อาจารย์โจ้เล่าว่าโครงการ TEP เริ่มจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. กับ The University of Notthingham ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ในการพัฒนาอาจารย์และนักศึกษา จนเกิดการสร้างหลักสูตรที่นักศึกษาเรียนได้ทั้ง 2 แห่งและได้รับปริญญาร่วมกัน จนได้รับความสำเร็จและพัฒนานักศึกษาให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี เข้าใจถึงการทำงาน การใช้ชีวิต และการใช้ความรู้ในสิ่งที่ได้รับจากสภาวะแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับสถานประกอบการทุกภาคส่วน
คณะเห็นโอกาสที่จะเพิ่มทางเลือกในการหาประสบการณ์ในต่างประเทศพร้อมกับการศึกษาด้านวิศวกรรมสาขาต่าง ๆ จึงได้ทำความร่วมมือเพิ่มเติมในการสร้างหลักสูตร Double Degree กับ UNSW Sydney ประเทศออสเตรเลีย และ KU Leuven ประเทศเบลเยียม
อาจารย์โจ้เล่าอีกว่า นักศึกษาที่จบ TEP ทุกคนมีโอกาสได้งานหรือเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่างง่ายดาย

“ด้วยความที่เราเป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทยที่ทำงานมานาน เลยเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศและที่ประเทศอังกฤษ จากการที่ผมมีโอกาสไปที่ลอนดอนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลในวงการการศึกษาหลายท่าน ทำให้ได้รู้ว่าหลักสูตร TEP เป็นที่รู้จักในวงกว้างของสังคมอังกฤษ คุณภาพของนักศึกษาที่เรียนจบจากหลักสูตรนี้ในภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการระดับสากลถือว่าดีมาก”
ประโยชน์จริง ๆ ของ TEP ไม่ใช่แค่เด็กได้เรียนต่อต่างประเทศ แต่คือการทำให้นักศึกษามี Global Mindset สอดคล้องกับยุคสมัยที่ทุกคนเดินทางกันง่ายขึ้น แนวคิดและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเชื่อมโยงข้ามสายกันง่ายขึ้น
“เราเรียกว่าเป็น ‘Global Mindset Engineers’ เพราะทั้งเราและมหาวิทยาลัยคู่สัญญาในต่างประเทศไม่ได้เพียงแค่สอนวิชาความรู้ในห้องเรียนเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่เราปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงความต้องการความช่วยเหลือของสังคม และฝึกทักษะให้นักศึกษามีความเป็นผู้นำเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาของสังคมตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคนด้วย” คณบดีเล่า
เมื่อนักศึกษาได้ใช้ชีวิตใน 2 ประเทศ ได้สัมผัสวัฒนธรรมการทำงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาทักษะทั้งทางด้าน Hard Skills และ Soft Skills เขาจะยืดหยุ่น พร้อมปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง
นี่คือคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้พวกเขาทำงานร่วมกับทุกคนได้ในทุกแห่งบนโลก

วิศวกรรมศาสตร์ยุค AI
พ.ศ. 2529 คือปีที่อาจารย์โจ้เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
ยุคนั้นภาคอุตสาหกรรมของไทยกำลังเฟื่องฟู แข่งขันกับประเทศอย่างมาเลเซียหรือฟิลิปปินส์ อาจารย์เล่าว่ายุคนั้นคนเรียกประเทศกลุ่มนี้ว่า NIC มาจาก Newly Industrailized Country
วิศวกรรมศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่เด็กอยากเรียนมากที่สุดในไทย เพราะตลาดกำลังต้องการวิศวกรเพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ
ยุคนี้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย วิสัยทัศน์ของอาจารย์ คือวิศวกรต้องมีความรู้ พื้นฐานต้องแน่น เพื่อให้เข้าใจเทคโนโลยีที่เป็นภาคปลายทาง นักศึกษาของเราต้องพัฒนานวัตกรรมชั้นสูงที่ตอบสนองความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ได้
ถ้าเด็กเข้าใจ การต่อยอดจะทำได้อย่างมีฐานที่มั่นคง ไม่ใช่การพัฒนาที่แฟนตาซีแต่ง่อนแง่นไร้หลักการ
“ในส่วนของ AI เราทำงานวิศวะ เราคือผู้สร้างเทคโนโลยีนี้ เรารับรู้การมาถึงของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราก็ใช้สิ่งที่สร้างขึ้นมากลับมาในการสอนตลอดเวลาอยู่แล้ว
“ประเด็นสำคัญ คือเราต้องบอกได้ว่า AI นี้ทำมาดีพอแล้วหรือยัง ต้องตัดสินได้ ประเมินได้ว่าสิ่งที่ AI ทำงานแทนเรานั้นสมเหตุสมผลมั้ย เราไว้ใจได้มั้ยที่จะเอางานไปใช้ต่อเลย หรือต้องปรับอะไรบางอย่าง ยังไงเราก็ใช้เทคโนโลยีช่วยทำงาน แต่เราต้องเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร
“การเรียนการสอนวิศวกรรมในยุคของ AI จึงยิ่งต้องเข้มข้นในการปูพื้นฐานที่ถูกต้องให้กับนักศึกษา เขาต้องเก่งมากขึ้นเพื่อประเมินและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” อดีตนักศึกษาที่ปัจจุบันเป็นคณบดีเล่า
ปัจจุบันโลกวิศวกรรมไม่ได้มีแค่เรื่อง AI แต่มีเทรนด์สำคัญอย่างระบบอัจฉริยะ, Cloud Computing, Cyber Security, Carbon Neutralization, Biotechnology อาจารย์เชื่อว่าในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ก็จะยังคงมีความต้องการในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติให้มากขึ้น ด้วยการบูรณาการระหว่างสาขาเพื่อตอบโจทย์การทำงานในปัจจุบันและเพื่ออนาคตที่มีความหลากหลายมากขึ้นเพิ่มเติมจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
ถ้าวกมาดูงานสอน โดยเฉพาะ TEP คณะฯ ได้ทยอยปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นไปตามเทคโนโลยีที่อยู่ในกระแสและมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยตลอด ข้อดีของการร่วมงานกับมหาวิทยาลัยคู่สัญญาในต่างประเทศที่มีศักยภาพในการวิจัยและการแข่งขันสูง ช่วยกระตุ้นให้คณะฯ มีการปรับปรุงเนื้อหาในหลักสูตรให้ทันโลกอยู่เสมอ
นอกเหนือจากการปรับปรุงหลักสูตร การลงทุนกับ Infrastructure ที่เสริมการเรียนรู้ เช่น ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์วิจัยชั้นสูง ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นและหลากหลายก็เป็นสิ่งที่ทีมงานทำมาตลอด
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คณะวิศวกรรมศาสตร์พยายามทำมาตลอด อยู่ที่เด็กแล้วว่าจะโอบรับสิ่งเหล่านี้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า

เราคือนักคิดเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
หากยกเรื่องไปเรียนต่อเมืองนอกออกไปก่อน การเรียนวิศวะสอนอะไรเราบ้าง
ในอดีต เด็กเรียนเก่งทุกคนถูกปลูกฝังว่าต้องเรียนหมอหรือไม่ก็วิศวะจึงจะคุ้ม
ภายใต้ประโยคที่แสน Cliche นี้ อาจารย์โจ้เล่าว่าส่วนหนึ่งเพราะหลักสูตรสอนเรื่องการคิดอย่างเป็นระบบซึ่งนำไปใช้ได้กับทุกสถานการณ์
ปัจจุบันธรรมศาสตร์กระตุ้นให้ทุกคณะทันต่อโลก นำประเด็นใหญ่ ๆ อย่างความยั่งยืน สังคมผู้สูงอายุ และการดูแลสุขภาพให้ทุกคณะนำสิ่งนี้มาควบรวมกับการจัดการเรียนการสอน แต่ละคณะก็มีวิธีทำเรื่องนี้ต่างกันไป อาจารย์โจ้มองว่าแก่นคิดของวิศวะที่คิดเป็นระบบนำสิ่งนี้มาปรับการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้
มองเรื่องคุณภาพให้เยอะ ๆ นี่คือคีย์เวิร์ดในการพัฒนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้อยู่ในใจคน
“เราไม่ได้สร้างคนที่ไปถึงแล้วประกอบของอย่างเดียว แต่เราสร้างคนที่จะไปใช้ความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาในการประกอบของนั้นด้วย วิศวกรรมเป็นงานที่ต้องใช้สมองและใช้มือ หลายเรื่องต้องลงมือทำเอง ไม่ได้อยู่แค่ในกระดาษ หลายเรื่องได้ทำงานที่ครบกระบวนการตั้งแต่คิดจนถึงเห็นออกมาเป็นชิ้น มีหลายคนพูดว่า ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่รู้จะเรียนอะไร ให้เรียนวิศวะ อย่างน้อยมันได้เรียนรู้การสร้างกรอบแนวคิด ระบบในการเรียนวิธีการที่จะแก้ปัญหา
“ระบบ เป็น Term พื้นฐานทางวิศวกรรมทุกสาขา งานวิศวะทุกอย่างคือการยุ่งเกี่ยวกับระบบอย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งแต่การเริ่มต้น การออกแบบระบบ มีระบบแล้วจะพัฒนาแก้ไขมันอย่างไร เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม”


9 Things you never know
about Professor Dr.Sanya Mitaim
1. วิชาสมัยเรียนที่ทำคะแนนได้ดีสุด
วิชา Control ระบบควบคุม
2. ชมรมที่เข้าตอนเรียนมหาลัย
ชมรมรักบี้ ชมรมว่ายน้ำ สโมสรนักศึกษา
3. วิศวกรในดวงใจ
คุณพ่อครับ
4. สิ่งแรกที่ทำหลังตื่นเช้า
เปิดโทรศัพท์ แต่จริง ๆ แล้วอยากนอนต่อนะ
5. มุมโปรดในมหาลัยที่ไปนั่งบ่อย ๆ
เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
6. ตอนเที่ยงกินข้าวกับใคร
มีทั้งกินคนเดียวและกับเพื่อนร่วมงาน
7. คำแนะนำที่อยากพูดกับนักศึกษาที่ท้อจนไม่อยากเรียนต่อ
สู้ต่ออีกหน่อยเถอะ อีกนิดเดียว
8. ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดจนอยากย้อนกลับไปอีกครั้ง
วันนี้ก็มีความสุขที่สุดแล้ว
9. สิ่งที่อยากทำใน 5 ปีข้างหน้า
ก็ทำสิ่งในปัจจุบันต่อไปล่ะครับ
