หากเช้าวันหนึ่งเราตื่นมาด้วยความรู้สึกว่า จิตวิญญาณศิลปินได้มาจุติในร่างกาย เกิดไอเดียแต่งเพลงออกมามากมาย (อาจดูเป็นการยกตัวอย่างที่หลุดความเป็นจริงสุด ๆ แต่เชื่อเราว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้) คำถามคือเราจะทำอย่างไรกับสิ่งนี้ พับเก็บไว้ หรือปล่อยให้โลกได้ฟัง
ถ้าคุณเลือกข้อหลัง Believe เปิดประตูคอยคุณแล้ว
Believe คือ Music Company ที่ให้บริการการบริหารจัดการเพลงในระบบ Digital Streaming ก่อตั้งโดย Denis Ladegaillerie, Arnaud Chiaramonti และ Nicolas Laclias เมื่อปี 2005 Ladegaillerie เป็นคนที่มองเห็นโอกาสก่อตั้งบริษัท หลังการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสตรีมมิ่งที่ช่วยให้เราเข้าถึงสารต่าง ๆ บนโลกใบนี้ได้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้วคลิก
อุตสาหกรรมเพลงได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย จากจำนวนศิลปินเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาสร้างเพลงและเผยแพร่ได้เอง แต่การทำเพลงหรือเป็นศิลปินดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ Believe จึงสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานสนับสนุนศิลปิน ให้พวกเขาได้ทำสิ่งที่ถนัดไปพร้อม ๆ กับการเติบโตในวงการ
ปัจจุบัน Believe อายุครบ 19 ปี มีสำนักงานประจำการอยู่ 55 ประเทศทั่วโลก ไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยมี สมวลี ลิมป์รัชตามร นั่งตำแหน่ง Country Director, Believe Thailand ดูแลศิลปินอย่าง YOUNGOHM, UrboyTJ, TIMETHAI, SARAN, เรนิษรา, เบิ้ล ปทุมราช, จินตหรา พูลลาภ ฯลฯ ฝั่งค่ายเพลง เช่น What The Duck, LOVEiS, Smallroom, Kicks Records เป็นต้น
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมพาเราขึ้นไปชั้น 17 เพื่อพูดคุยกับสมวลีและทำความรู้จัก Believe ให้มากขึ้น ไปจนถึงเบื้องหลังการบริหารงานที่เจ้าตัวบอกว่า เลือกมาทำงานนี้เพื่อช่วยละลายอีโก้และกลายเป็นผู้สูงวัยที่มีความสุขในอนาคต

“ศิลปินวันนี้กับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แตกต่างกันตรงที่อยู่ยากขึ้น”
เราไม่ได้เป็นบิ๊กแฟนเพลงไทย หรือติดตามทุกความเคลื่อนไหวในวงการ ที่ที่จะทำให้เราได้ฟังอัปเดตเพลงใหม่ ๆ คือเพลย์ลิสต์ใน Music Streaming Services อย่าง Spotify ซึ่งเป็นกลยุทธ์การทำงานอย่างหนึ่งของ Believe ให้เพลงของศิลปินในการดูแลเข้าถึงคนในวงกว้างและตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยมีทีมนำเสนอ (Pitching) ผลงานและศิลปินไปที่สตรีมมิ่งต่าง ๆ ให้เลือกเพลงใส่ในเพลย์ลิสต์ที่มี
ขยับมาดูภาพรวมการทำงานของ Believe อยู่ที่การสร้างฐานคนฟัง (Audience Development) ให้ศิลปินและค่ายเพลงที่อยู่ในความดูแล ผ่านเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีและทีมผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งวิธีการมีหลายรูปแบบ อย่างที่เราพูดถึงข้างต้นก็นับเป็นวิธีหนึ่ง
“ศิลปินวันนี้กับเมื่อ 30 ปีที่แล้วแตกต่างกันตรงที่อยู่ยากขึ้น เพราะโลกซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในอดีตเราทำเพลงดีมีคุณภาพ คนจะตามมาฟังและอาจกลายเป็นแฟนเพลง ศิลปินจะอยู่ในวงการต่อไปได้ แต่วันนี้ตัวเลือกมีเยอะมาก ทุกคนออกเพลงได้ แปลว่าเพลงดีอย่างเดียวไม่พอ แต่จำเป็นต้องใช้การตลาดเข้ามาสนับสนุน”
Marketing Technology หรือการทำตลาดโดยใช้เทคโนโลยี วิธีทำงานของ Believe ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการตามหาว่าคนฟังของศิลปินเป็นใคร มีไลฟ์สไตล์ชีวิตอย่างไร จากนั้นจัดการส่งเพลงออกไปให้ถึงพวกเขา ขยายฐานคนฟังเรื่อย ๆ ทำให้ศิลปินประสบความสำเร็จและอยู่ในวงการได้อย่างแข็งแรง รวมไปถึงใช้เทคโนโลยีปกป้องลิขสิทธิ์งานของศิลปินและได้รับรายได้ที่เป็นธรรม

“โมเดลธุรกิจที่พิเศษของ Believe คือเรารู้ว่ามี Unmet Need (ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค) อย่างหนึ่งเกิดขึ้นในตลาด คือรายได้ที่ศิลปินได้รับ ถ้ามีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ทำให้ศิลปินรู้สึกว่าเขาสร้างสรรค์งานออกมา เขาเป็นเจ้าของมัน ถ้าใครเอาไปใช้หรือฟัง ศิลปินก็ควรได้รับรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”
ระบบ Backstage เป็นกระดูกสันหลังของ Believe ระบบเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมดผ่านการเชื่อมต่อกับร้านค้าเพลงออนไลน์ทั่วโลก เช่น Spotify, Apple Music, JOOX, TikTok ฯลฯ พวกเขานำข้อมูลมาวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนศิลปิน ไปจนถึงจัดการรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปกป้องผลงานของศิลปินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องให้ความสนใจ สมวลียกตัวอย่าง Streaming Fraud หรือการกระทำที่ผิดลิขสิทธิ์บนสตรีมมิ่ง อย่างการใช้เพลงของศิลปินคนหนึ่ง 7 วินาทีไปดัดแปลงเป็นเพลงใหม่แล้วเผยแพร่ลงสตรีมมิ่งต่าง ๆ เพื่อหารายได้ สตรีมมิ่งเพลงต่างออกมาตรการเพื่อรับมือ เช่น Content ID ของ YouTube เจ้าของผลงานส่งหลักฐานการเป็นเจ้าของให้ YouTube บันทึกไว้ ใส่ลายน้ำ (Watermark) ในผลงาน ถ้ามีใครดึงไปใช้ ระบบจะตรวจจับได้และนำรายได้กลับมาให้เจ้าของสิทธิ์หรือลบทิ้ง เป็นต้น การทำงานนี้ Believe ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน
“ทุกคนพยายามลงมาดูแลเรื่องนี้ เพราะพวกเราต่างเติบโตขึ้นได้จากการที่ Value ของวงการเพลงมันเติบโต ซึ่ง Value ของวงการจะเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเราปกป้องสิทธิ์ของคนทำงานได้ดีแค่ไหน
“ในมุมเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่มีการจดลิขสิทธิ์เยอะ ๆ คนรักษาสิทธิ์กันมาก ก็มักจะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ นวัตกรรมจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต”

“การเติบโตของเจนฯ Z เป็นตัวส่งให้ธุรกิจ Believe โตไปได้แบบยาว ๆ”
อัตราคนฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วทั้งโลก จากรายงาน The IMS Business Report 2023 โดย MIDiA Research บริษัทให้บริการวิเคราะห์สถานการณ์ในอุตสาหกรรมบันเทิง อุตสาหกรรมสตรีมมิ่งเพลงปี 2022 มียอดสมาชิก (Subscribers) ทั่วโลกประมาณ 616.2 ล้าน โดย Spotify ครองแชมป์ในตลาดนี้ด้วยยอดสมาชิก 187 ล้าน ตามด้วย Apple Music 84 ล้าน
สมวลีมองว่าการระบาดของโรคโควิด-19 มีส่วนให้อัตรานี้เติบโตแบบพุ่งสูง หลังจากนี้อุตสาหกรรมอนาคต (New S Curve) ของวงการจะยังเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับความซับซ้อนในการทำงานบริหารจัดการเพลงโดยเฉพาะการทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm) ซึ่งเจ้าตัวมองว่านี่เป็นความสนุกในการทำงาน
“ตลาดสตรีมมิ่งยังเป็น Blue Ocean เป็นน่านน้ำที่ใหญ่มาก ๆ มีคนลงมาในตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีแนวเพลงใหม่ ๆ ออกมา ฝั่งบ้านเรามีการเติบโตของ T-POP มีคนเข้ามาเป็นศิลปินมากขึ้น มาสร้างโอกาสให้ตลาดเติบโตต่อไปได้
“แต่อาจจะมีสโลว์นิดหนึ่งเป็น Headwind คือสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีกระทบไปถึงทุกวงการนะ สตรีมมิ่งเพลงผู้บริโภคมี 2 กลุ่ม คือแบบฟรีและพรีเมียม แบบฟรีรายได้มาจากการซื้อโฆษณาที่ตอนนี้ก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ส่วนพรีเมียมยอดยังเติบโตได้ดี แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมตอนนี้ถือว่าไปได้ดีไปได้ไกลอีกมาก”
ภาพรวมของผู้บริโภคไทยก็เติบโตไม่แพ้กัน เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Believe ถึงเข้ามาในไทย พวกเขาเลือกประเทศที่ตลาดสตรีมมิ่งเพลงมีแนวโน้มเติบโตเชิงบวก การทำงานสมวลีพบข้อมูลว่า ยอดพรีเมียมของไทยโตขึ้นสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง คนที่มีส่วนช่วยสำคัญ คือคนเจนฯ Z
“ยังไม่ได้เป็นคุณแม่ใช่ไหม” สมวลีเอ่ยถามเรา ก่อนอธิบายว่า “ตอนนี้ค่าใช้จ่ายของลูกเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนนะ นอกจากค่าเรียน ค่ากินอยู่ ยังต้องมีค่าสมาชิกต่าง ๆ (Subscribe Application) เพราะมันกลายเป็นของจำเป็นสำหรับคนเจนฯ Z ทุกวันนี้คนใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอ คนเจนฯ Z ก็เช่นกัน เขาเสพคอนเทนต์เหมือนเจนฯ อื่น ๆ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมยอดคนที่เติบโตเรื่อย ๆ ถึงอัตราการเกิดใหม่บ้านเราจะต่ำก็ตาม”
Independent Artist หรือศิลปินอิสระ คือกลุ่มเป้าหมายที่ Believe ทำงานด้วย คาแรกเตอร์พวกเขาที่ต่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ตรงกับลักษณะของคนเจนฯ Z ที่เป็นฐานคนฟังเพลงขนาดใหญ่
“สมัยก่อนเราจะฟังเพลงอะไรที่คล้ายคลึงกัน เพราะ Mass Media ทำให้ความชอบเราคล้ายกัน แต่ปัจจุบันเรามีอัลกอริทึมที่จะป้อนคอนเทนต์ตรงตามความต้องการและเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น ปัจจัยการเติบโตของเจนฯ Z เลยเป็นตัวส่งให้ธุรกิจ Believe โตไปได้แบบยาว ๆ หลังจากเจนฯ Z ก็จะมีเจนฯ Alpha และอีกมากมายเกิดขึ้นอีก”


“ถึงจุดที่คนในประเทศ Appreciate รากเหง้าวัฒนธรรมบ้านตัวเอง”
เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เวลาไปห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหาร เพลงที่เปิดส่วนใหญ่จะเป็นเพลงต่างประเทศ แต่วันนี้เราได้ยินเพลงไทยมากขึ้น รวมไปถึงพรีเซนเตอร์สินค้าที่ศิลปินไทยถือเป็นตัวเลือกแรก ๆ ผู้บริโภคในประเทศหันกลับมาสนับสนุนศิลปินบ้านตัวเอง
ศิลปินที่ Believe ทำงานด้วยช่วงแรก ๆ เป็นศิลปินแนวเพลงฮิปฮอป เพราะส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการเป็นศิลปินอิสระที่ทำเพลงเอง ปัจจุบันแนวเพลงที่ Believe ทำงานด้วยเพิ่มคือศิลปินป๊อป (Pop) และศิลปินเพลงท้องถิ่นอย่างหมอลำ ลูกทุ่ง ซึ่งครอบด้วยร่มใหญ่คือการสนับสนุนคนในประเทศนั้น ๆ
“การทำงานกับศิลปินอิสระและค่ายอิสระอาจไม่ใช่ความยาก แต่เป็นความท้าทายมากกว่า เพราะธรรมชาติของศิลปินอิสระ ค่ายอิสระ เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง แปลว่าเราต้องเข้าใจตัวตนของเขาเวลาทำงานด้วย ถ้ามีศิลปิน 10 แบบ ก็ต้องเข้าใจทั้ง 10 แบบ
“ที่สำคัญ เราอยู่ ๆ ไปจับเขาเข้าบล็อกให้เป็นศิลปินหรือค่ายเพลงตามพิมพ์นิยมไม่ได้ ความท้าทายในการทำงานของเราเลยอยู่ที่ว่าศิลปินและค่ายมีตัวตน มีแนวเพลง มีรูปแบบในการทำงานแบบนี้ เราจะสร้างฐานคนฟังหรือพาเขาไปหาคนฟังอย่างไร คนฟังเขาก็มีแนวเพลงของตัวเองเหมือนกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาทำงาน เพราะการจะจับคู่ความหลากหลายต้องใช้เทคโนโลยีช่วยเท่านั้น”
หลังบ้าน Believe จะมีฐานข้อมูลของศิลปินที่เกิดขึ้นบนโลกสตรีมมิ่ง ถ้าผลว่าศักยภาพของศิลปินคนไหนน่าสนใจ Believe จะติดต่อเพื่อชวนมาร่วมทำงานด้วยกัน โดยตั้งเป้าที่ความต้องการของศิลปินว่าอยากเดินไปทิศทางไหน แนวเพลงที่อยากโฟกัส ทีมหลังบ้านก็จะไปวางแผนต่อและออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสม


“ปัญหาที่เจอบ่อย ๆ เวลาทำงานกับศิลปินหน้าใหม่ คือไม่มีแพลน หรือมีแต่ไม่ทำตาม เราต้องค่อย ๆ สร้างความเข้าใจให้เขา อธิบายว่าการทำงานร่วมกับสตรีมมิ่งเพลงเป็นอย่างไร ต้องมีตารางการทำงานที่ชัดเจน รู้จักจัดสรรเวลา และมีวุฒิภาวะในการทำงานด้วย”
ศิลปินที่มีอัตราการเติบโตเข้าขั้นดีเยี่ยม เช่น กลุ่มคนฟังขนาดใหญ่ ผลิตผลงานอย่างสม่ำเสมอ การทำงานของ Believe จะเพิ่มทีมมาร์เก็ตติงเข้าไปดูแล ต่อยอดการเป็นพรีเซนเตอร์ หรือพาไปออกคอนเสิร์ตมากขึ้น ศิลปินเลยไม่จำเป็นต้องจ้างทีมดูแลตัวเองโดยเฉพาะ
“ความท้าทายหนึ่งที่เราเจอ คือศิลปินบางคนทำเพลงแล้วดังขึ้นมา 100 ล้านวิว หลังจากนั้นแต่งเพลงไม่ออกอีกเลย ลองพยายามแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ กลุ่มนี้ต้องให้เวลาเขา โดยเราจะมีทีมเข้าไปดูแล กับอีกกลุ่ม คือไม่กล้าทำต่อ กลัวจะได้ยอดไม่ถึง เป็นสิ่งที่เราพยายามบอกว่าต้องทำต่อไป คุณต้อง Productive ทุกอาชีพในสายศิลปะคุณต้องผลิตงานเรื่อย ๆ เพราะถ้าคุณหยุด คุณจะไม่มีวันได้แน่นอน แต่ถ้าคุณไปต่อ จะยังมีโอกาสได้สิ่งนั้นกลับมา”
สมวลีบอกว่าการที่ศิลปินอิสระได้รับเลือกเป็นพรีเซนเตอร์นั้นเป็นสัญญาณดี เพราะเคยมีทัศนคติว่าคนกลุ่มนี้ทำงานด้วยยาก มีความเป็นตัวเองสูง แต่การทำการตลาดประเภทนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปมากขึ้น
“เรามีโอกาสไปงานรวม Creator ที่สิงคโปร์ เขาเล่าว่าการตลาดในทุกวันนี้ต้องเป็น Creative-based Marketing ไม่ใช่ 1 แถม 1 เหมือนเมื่อก่อน มีคนถามต่อว่าเคล็ดลับในการทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขาบอกว่าเราต้องรู้ก่อนว่าเราเก่งและไม่เก่งอะไร Creative เป็นเรื่องของการสร้างงานศิลปะ ศิลปินทำสิ่งนี้ได้ด้วยตัวตนที่เขาเป็น หน้าที่ของ Advertiser เลยต้องบอกให้ชัดเจนว่าเราอยากได้อะไรในปลายทาง สอง ทำไมถึงเลือกศิลปินคนนี้ และสาม ปล่อยให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จ
“บางคนบอกว่าศิลปินที่มีความยูนีกมาก ๆ จนบางครั้งตีความว่าเขาไม่ให้เขาร่วมมือในการทำงาน เรากลับคิดว่ามองความยูนีกของเขาให้เป็นความ Fresh เป็น Autentic ที่แบรนด์จะได้จากตัวเขาเวลาทำงานร่วมด้วย หน้าที่ของ Believe จึงทำความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่ายและหาวิธีทำงานร่วมกัน ที่สำคัญ อย่าไป Overwrite ตัวตนศิลปิน การทำงานต้องไม่ใช่การปรับเปลี่ยนตัวตนศิลปิน เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดจากเขา”
ค่ายอิสระเป็นคนที่ Believe ทำงานด้วย เนื้องานอาจแตกต่างกับของฝั่งศิลปินอิสระ เพราะค่ายเป็นคนดูแลศิลปินเป็นหลัก หน้าที่ของ Believe จึงเป็นการต่อยอดผลงาน สร้างฐานคนฟัง
“เราดูข้อมูลหลังบ้านตลอด เราจึงบอกค่ายได้ว่าศิลปินคนไหนน่าลงทุนให้มากขึ้น หรือศิลปินคนนี้ควรปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มการทำงาน เพื่อให้ค่ายนำข้อมูลไปวิเคราะห์วางแผนต่อ”
ค่ายและศิลปินส่วนใหญ่อยากขยายฐานแฟนเพลงไปถึงต่างประเทศ คำแนะนำของสมวลี คือให้เริ่มจากพัฒนาผลงานก่อน ไม่ควรเริ่มด้วยการตั้งธงว่าจะไปต่างประเทศ ต้องหาตัวตนให้ชัดเจนและสร้างผลงานออกมา จากนั้นตลาดจะตามมา
“เราจะถามตั้งแต่แรกว่าทำไมถึงอยากไปต่างประเทศ ให้ลองคำนวณดี ๆ ว่าสิ่งที่จะได้กลับมาคุ้มไหม เพราะตลาดคนฟังบ้านเราโตมาก ๆ อยู่แล้ว โตแบบ Double Digits แล้วคนฟังบ้านเราแข็งแกร่งเรื่องโซเชียลมีเดียมาก ๆ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เหมือนที่มีศิลปินจากต่างประเทศมาทำเพลงกับศิลปินบ้านเรา”
ลาวและกัมพูชาเป็นอีกพื้นที่ทำงานที่ Believe Thailand เข้าไป เพราะมีแนวโน้มวงการเพลงไม่ต่างจากไทย
“ในอดีตวงการเพลงจะพัฒนามาก ๆ ในอเมริกาและยุโรป Believe เป็นรุ่นบุกเบิกที่เข้ามาในเอเชียแปซิฟิก ถ้าถามว่าประเทศไหนมีแนวโน้มดีที่และน่าเข้าไปก็คือประเทศในเอเชียแปซิฟิก ประเทศที่ Believe เริ่มเข้าไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เช่น จีนที่เติบโตดีแน่ ๆ เขาเป็นที่สุดของทุก ๆ เรื่อง รวมทั้ง Local Content ของตัวเอง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์
“ถ้าประเทศไหนที่ตลาดเพลงถูกคอนเทนต์จากต่างประเทศถาโถมมาก คนในประเทศฟังแต่เพลงต่างประเทศก็ยังไม่น่าเข้า ประเทศที่พัฒนาแล้ว Local Content จะเติบโตมาก ๆ เหมือนบ้านเราที่ตอนนี้เพลงลูกทุ่ง เพลงหมอลำโตขึ้นเรื่อย ๆ มีการผสมผสานกับแนวเพลงอื่น เราว่ามันถึงจุดที่คนในประเทศ Appreciate รากเหง้าวัฒนธรรมบ้านตัวเองแล้ว”


“เราอยากระบายอีโก้ออกไปให้มากที่สุดก่อนที่จะแก่ไปกว่านี้”
“เหตุผลหนึ่งที่เราปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานอยู่เรื่อย ๆ เป็นเพราะแพสชัน เราเคยบอกคนสนิทว่า เราอยากรู้อนาคต เขาถามกลับว่าจะไปเป็น Fortune Teller เหรอ ไม่ใช่! เราคิดว่าถ้าเข้าใจกลยุทธ์วิธีคิด เราจะรู้ว่าต้องขยับไปข้างหน้ายังไง การทำงานในหลายอุตสาหกรรมของเราเลยเหมือนการต่อจิ๊กซอว์
“ที่เราตัดสินใจมา Believe เพราะนี่เป็นอุตสาหกรรมที่เราไม่เคยนึกถึง การตัดสินใจมาที่นี่ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราคิดว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่ตัดสินใจจะมาแล้ว เป็นการตัดสินใจที่ทำให้เราเข้าใจตัวตน ว่าเราไม่ได้เลือกที่จะทำอะไรตามที่ใคร ๆ สังคม หรือประสบการณ์เดิมของเราบอกว่าควรจะเลือก”
ก่อนมา Believe สมวลีเคยนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด และประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดในสายเทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล ทำให้เธอรู้ว่าการบริหารงานไม่ว่าจะอุตสาหกรรมไหนมีจุดร่วมเหมือนกัน คือต้องเข้าใจ Profit and Loss (P&L) ศาสตร์ในการบริหารคน และระบบนิเวศในอุตสาหกรรมที่อยู่
“เรามีแพสชันในการสร้างภาวะผู้นำให้คนในพื้นที่ คนไทยก็เหมือนคนชาติอื่น ๆ ที่มีทั้งข้อด้อย-ข้อเด่น บริษัทต่างชาติจริง ๆ เขาก็ต้องการสนับสนุนคนในพื้นที่นะ แต่ด้วยหลายปัจจัย บางทีเขาจึงเลือกไม่ได้ เราเลยอยากทำให้คนไทยมีจุดเด่นในการบริหารงานได้ด้วยเหมือนกัน
การบริหารคนถือเป็นพาร์ตสำคัญของการทำงานบริหารของสมวลี เพราะมนุษย์ต่างมีความลำเอียงและนิสัยส่วนตัวที่ส่งผลกับการทำงานกันทั้งนั้น

“เมื่อต้องปกครองคน โดยที่เราอาจไม่ใช่คนเก่งที่สุดหรือน่ารักที่สุด แต่สิ่งที่ต้องมีคือความยุติธรรมที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งที่กัดกร่อนใจคนทำงานได้มากที่สุด เราต้องตั้งสติ คัดกรองข้อมูลที่ได้รับจากการทำงานดี ๆ เรารักลูกน้องไม่เท่ากันได้ แต่ปฏิบัติต่อเขาไม่เท่ากันไม่ได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้ทุกอย่างเหมือนกันนะ แต่ทุกคนต้องได้โอกาสเท่า ๆ กัน
“สิ่งสำคัญในการทำงานไม่ว่าจะตำแหน่งไหน คือต้องถามคำถามที่ถูกต้อง แล้วเราจะไปพื้นที่ใหม่ น่านน้ำใหม่ ๆ คำถามที่ถูกต้องเป็นอาจเป็นคำถามที่โง่หรือฉลาดก็ได้ เวลาได้รับคำถามโง่ แปลว่าเขากล้าหาญพอที่จะถามในสิ่งที่ไม่รู้ ส่วนคำถามฉลาดก็จะพาเขาไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้น เราต้องขยันตั้งคำถาม อย่าคิดว่าสิ่งที่รู้ถูกต้องที่สุดแล้ว เราพูดเสมอว่า นี่อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดนะ แต่เป็นวิธีที่พี่คิด ลองแบบนี้ดูไหม อย่าพยายามคิดว่าเรารู้ทั้งหมด เมื่อไหร่ที่เราคิดแบบนั้น แปลว่าเราเริ่มไม่รู้”
เมื่อได้ข้อมูลในมุมผู้บริหารเยอะพอสมควรแล้ว เราก็ชวนสมวลีคุยถึงชีวิตพาร์ตอื่น ๆ ด้วย
“มันฟังดูน่าเบื่อมากเลยนะ ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้” เจ้าตัวออกตัวก่อน “ตั้งแต่เกิดมาเราเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน เพิ่งมีช่วงนี้ที่รู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต คืออยากเป็นคนแก่ที่อารมณ์ดีที่สุด” พูดจบเจ้าตัวก็ขำทันที
“เราสั่งสมประสบการณ์ได้ประมาณหนึ่ง พอจะให้คำแนะนำความรู้คนอื่นได้บ้าง จริง ๆ ก็เพราะเราเคยเป็นเด็กมาก่อน ถึงรู้ว่าช่วงเวลานั้นเหนื่อยยังไง บางทีรู้สึกไปต่อไม่ได้ ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เราเลยอยากเป็นคนที่คนอื่น ๆ นึกถึงเวลารู้สึกแบบนั้น ”
นอกจากเป็นที่พึ่งอารมณ์ดีให้คนอายุน้อยกว่าแล้ว สมวลียังบอกว่าเธอระบายอีโก้ออกมาได้มากที่สุดด้วย
“เราใกล้จะเกษียณแล้ว เลยต้องรีบ ๆ ไปเข้าน่านน้ำใหม่ ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่สำคัญคืออยากระบายอีโก้ออกไปให้มากที่สุดก่อนจะแก่ไปกว่านี้ การเข้ามาอยู่ในพื้นที่ใหม่ที่คนไม่รู้จัก เราว่าเป็นการเตือนให้ตัวเองรู้ว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น”


10 Things you never know
about Somwalee Limrachtamorn
1. ศิลปินคนโปรด
Freddie Mercury วง Queen เขาเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนเราเกิด
2. เพลงไหนที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ
Bohemian Rhapsody เป็นเพลงที่ฟังได้ตลอดชีวิต เคยบอกเพื่อนว่า ถ้าฉันเสียไป ใช้เพลงนี้เปิดในงานได้นะ (หัวเราะ) กับเพลง เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ เวอร์ชัน Scrubb ต้นฉบับเป็นของวงเฉลียง มี พี่จิก ประภาส เขียนเนื้อเพลง ซึ่งเล่าเนื้อหาลึกซึ้งออกมาได้อย่างเรียบง่าย และเวอร์ชันนี้ออกมาในช่วงชีวิตการทำงานที่เราได้เจอผู้คนและเรื่องราวมากมายในชีวิตพอดี เลยอินเป็นพิเศษ
3. คอนเสิร์ตที่ไปครั้งแรกในชีวิต
นานมากจนจำไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่อิตาลี
4. สถานการณ์แบบไหนที่ต้องเปิดเพลง
ถ้าเป็นตอนนี้เปิดได้เรื่อย ๆ เลย แต่เมื่อก่อนจะเปิดช่วงเวลาที่รู้สึกแย่มาก ๆ เพลงช่วยให้ผ่อนคลายได้นิดหนึ่ง เราจะเปิดเพลงของพี่บอย
5. Musical Film อันดับ 1
ชิคาโก (Chicago)
6. เลือก 1 เพลงเพื่อเล่าชีวิตช่วงนี้
น่าจะเป็น ล้มบ้างก็ได้ ของ พี่บอย โกสิยพงษ์ มันบอกเล่าชีวิตเราได้เลย เราเคยเป็นเด็ก เคยเจ็บปวด เคยผิดหวัง เคยอยากได้โอกาสแต่ไม่ได้ เมื่อก่อนถ้าเห็นใครร้องไห้เราจะบอกว่าไม่เป็นไร อย่าคิดมาก แต่ตอนนี้จะบอกว่าเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว คุณจะผ่านมันไป ตอนนี้เอาให้เต็มที่ ร้องไห้ให้สุดไปเลย
7. Social Media Platform ที่ต้องเข้าทุกวัน
เรามี Instagram แต่ไม่ได้เข้าทุกวัน เพื่อนบอกว่าเหมือน TikTok มากกว่า (หัวเราะ) เพราะ Instagram คนอื่นโพสต์รูปสวย ๆ แต่ของเราเป็นภาพเบลอ ๆ บางทีลงรูปอะไรก็ไม่รู้ อย่างรูปหนอนบุ้งเดินอยู่ในบ้าน
8. วิธีรับมือกับ Bad Day
อยู่ในบ้านและกอดลูกชาย
9. เชื่อเรื่องตารางสีมงคลไหม
ไม่เชื่อ แต่ชอบดูคนที่เชื่อนะ เราว่าความเป็นไทยมันก็ประมาณนี้ เป็นความน่ารัก
10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้
เพิ่งเรียนรู้ว่ามีหลายเส้นทางจากบ้านมาออฟฟิศ และเรียนรู้อีกว่าทุกทางช้าเหมือนกันหมด (หัวเราะ) เราใช้เวลา New High ทุกวัน มันยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เครียดก็ช่างมันแล้ว เพราะได้รู้จักเส้นทางมากขึ้นจากที่ไม่เคยรู้
