‘แว่นท็อปเจริญ’ คือร้านแว่นตาที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 77 ปี แถมยังพบเห็นได้แทบทุกมุมตึกและห้างสรรพสินค้า ด้วยจำนวนสาขา 2,130 แห่ง ซึ่งมากที่สุดในประเทศไทยและอาเซียน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แว่นท็อปเจริญ เติบโตไปอีกขั้น โดยเริ่มเปิด Flagship Store ขนาดใหญ่ เพื่อให้บริการด้านสายตาแบบครบวงจร พร้อมก้าวสู่การเป็น ‘บริษัทมหาชน’ และวางแผนขยายสาขาไปยังต่างประเทศ
เบื้องหลังธุรกิจแว่นตาเจ้าใหญ่ คือเรื่องราวของเด็กวัยเพียง 17 ปีที่สูญเสียพ่อแม่กะทันหัน จึงต้องทิ้งฝันอยากเป็นหมอและก้าวออกจากระบบการศึกษามาสานต่อกิจการของครอบครัว แถมยังบ้าบิ่นลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ สวนทางวิถีคนทำธุรกิจแว่นตาในยุคนั้น
หากย้อนไปกว่า 40 ปีที่แล้ว เขาทำการค้าเพื่อเลี้ยงชีพและดูแลคนในครอบครัวเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเขาทำเพื่อดูแลพนักงานหลายพันคนไปพร้อมกับดูแลสายตาของผู้คนนับล้าน
‘เขา’ ที่เราพูดถึง คือ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ CEO บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ‘เจ้าของแว่นท็อปเจริญ’ ที่บอกกับเราว่า ที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมากนัก บทสนทนาต่อไปนี้จึงนับเป็นเรื่องราวชีวิตและการทำธุรกิจตลอดหลายทศวรรษของนพศักดิ์ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ผู้บริหารจำเป็นกับการเปลี่ยน ‘เจริญการแว่น’ ให้เป็น ‘แว่นท็อปเจริญ’
คุณเริ่มเข้ามาทำธุรกิจแว่นตาตั้งแต่ตอนไหน
คุณพ่อผมทำธุรกิจแว่นตามาก่อน ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ในเขตภาคกลาง ร้านแรกอยู่แถวจังหวัดสระบุรี เขามีร้านแว่นอยู่ 2 – 3 แห่ง และมีหน่วยรถเร่ขายแว่นทั่วประเทศ สมัยก่อนเป็นหน่วยเคลื่อนที่ออกไปตรวจวัดสายตาและตัดแว่นให้ถึงบันไดบ้าน โดยใช้ชื่อ ‘เจริญการแว่น’ เพราะพ่อผมชื่อเจริญ แต่ผมไม่เคยคิดจะมาขายแว่น พ่อบอกว่าต้องเรียนหนังสือ อยากให้เป็นหมอ เพราะแต่ก่อนผมค่อนข้างเรียนเก่ง ได้ที่ 1 ของโรงเรียน เลยตั้งใจเรียนอย่างเดียว จนอายุได้ 16 – 17 ปี พ่อแม่ผมเสียชีวิตกะทันหัน เลยต้องมารับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อแม่แทน
ผมออกจากโรงเรียนมารับช่วงต่อประมาณ พ.ศ. 2524 สมัยก่อนธุรกิจร้านแว่นตาคล้าย ๆ ธุรกิจสายเลือด คนนอกวงการไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำ คือถ้ามีลูก 3 คนก็เปิด 3 ร้าน ให้ลูกแต่ละคนคุมร้าน ผมเลยเกิดไอเดียว่า ถ้าเราทำระบบให้ดีก็น่าจะเปิดสาขาเยอะ ๆ ได้ ซึ่ง 40 กว่าปีก่อน เราไม่มีต้นแบบ และไม่มีแม้แต่ตัวอย่างแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อเหมือนในยุคนี้
ผมเลยคิดว่า เราต้องพัฒนากำลังคนให้ได้ เพื่อขยายสาขา ผมเลยฝึกฝนพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานาน ๆ ให้เขาเก่งจนเป็นอาจารย์สอนได้ เชิญอาจารย์จากภายนอกมาช่วยด้วย แล้วตั้งศูนย์ฝึกอบรมพนักงานใหม่ สร้างบุคลากรให้ครบหน้าที่ เช่น นาย ก. ทำหน้าที่ตรวจวัดสายตา นาย ข. เป็นช่างเจียระไนเลนส์ นาย ค. เป็นพนักงานขายแว่น จากนั้นเราก็โคลนนิงให้มีคนแบบนาย ก. ข. ค. เพิ่มขึ้นเยอะ ๆ เพื่อเปิดร้านให้ได้หลาย ๆ สาขา แล้วเราก็มาคิดอีกว่า ร้านแว่นสมัยก่อนขายทั้งปากกา นาฬิกา ไม่ได้ขายแว่นตาอย่างเดียว ตู้แว่นก็เป็นแบบโบราณ ไม่มีแท่นโชว์ที่เป็นระเบียบ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ได้ตกแต่งร้าน เจ้าของร้านยังใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะมาวัดสายตา ผมเลยปฏิวัติวงการใหม่ คิดการใหญ่ เพื่อหาวิธีขยายสาขาโดยให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและไว้วางใจด้วย รวมถึงตกแต่งร้านให้สวยงาม
ตอนเปิดร้านใหม่ช่วงแรก ๆ ในวงการแว่นเขาฮือฮากันมาก พอบอกว่าผมจะเปิดร้านให้ได้ 100 สาขา เขาหัวเราะผมใหญ่เลย เขาบอกว่า เด็กคนนี้เพ้อเจ้อ เปิดไปต้องเจ๊งแน่ ๆ เพราะไม่ได้ไปคุมร้านเอง ร้านแว่นยุคเก่าเขามีคติว่า ถ้าคุณจะเปิดร้าน คุณต้องมีลูกไปคุม แต่ผมเชื่อมั่นในตัวพนักงานว่าเขาไปคุมงานแทนได้ และตอนนี้ผมก็พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นแล้วว่าเราทำได้ และอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้
สมัยนั้นมีร้านอะไรที่มีสาขาเยอะอีกบ้าง
ไม่มีเลย สมัยก่อนถ้าคิดจะเปิดร้านคุณต้องซื้อตึกเป็นคูหาราคาหลักสิบล้านบาท หรือถ้าเซ้งต้องใช้เงินก้อนหลายล้านบาท เพราะเขามองว่า ถ้าไม่ใช่ของเรา เดี๋ยวเขาก็เอาคืน ผมเลยคิดเปลี่ยนทฤษฎีใหม่ ไปหาเจ้าของตึกแล้วบอกเขาว่า คุณจะไปเซ้งทำไม ขายตึกทำไม ให้ผมเช่าดีกว่า แล้วตึกของคุณจะอยู่เป็นมรดกชั่วลูกชั่วหลาน แถมได้เงินค่าเช่าทุกเดือนด้วย
ผมทำเหมือนเช่าอะพาร์ตเมนต์เลย ประกัน 3 เดือน แล้วจ่ายค่าเช่ารายเดือน สมัยก่อนเจ้าของตึกรับไม่ได้นะ แต่ผมบอก ขอลองดูก่อน เพราะผมตั้งใจมาค้าขาย ผมไม่ได้ทำธุรกิจซี้ซั้ว ปรากฏว่าได้ผล พอเจ้าของตึกยอม เลยเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราขยายสาขาได้เป็นร้อยแล้ว เพราะไม่ต้องใช้ทุนเยอะ แต่ถ้าซื้อตึกเดียว 10 ล้าน อย่างมากเปิดได้ 3 – 4 สาขา เงินก็หมดแล้ว
พอผมใช้วิธีนี้ในการเปิดสาขาเยอะ ๆ คนทั่วไปเลยเข้าใจผิด คิดว่าผมซื้อตึกมาทำกำไร แต่เขาไม่รู้ว่าผมใช้วิธีเช่าทั้งนั้น

คุณมีหลักการเลือกทำเลเปิดร้านอย่างไร
ทำเลที่ดี คนต้องเยอะ เพราะสมัยก่อนไม่มีโซเชียลมีเดีย ถ้าทำเลไม่ดี คนก็ไม่เห็น ดังนั้น ไปจังหวัดไหนต้องเป็นจุดศูนย์กลาง มีคนผ่านไปมาเยอะ พอเราเปิด ปรากฏว่าขายดีมากเลย เพราะหนึ่ง ทำเลดี สอง ร้านเราสวย เพราะเราลงทุนให้สถาปนิกออกแบบ และสาม บริการเราก็เป็นเลิศ เพราะเราฝึกอบรมพนักงาน บางสาขาใกล้ร้านก๋วยเตี๋ยว เราก็ให้คูปองไปทานก๋วยเตี๋ยว ราดหน้าฟรีระหว่างรอรับแว่น และร้านเราลงทุนติดแอร์ทุกร้านด้วย ซึ่งร้านอื่นในยุคนั้นยังไม่มีใครติดแอร์เลย
ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแค่ไหน
คุ้มค่ามาก อย่างเรื่องการตกแต่งร้าน เราลงทุนจ้างทีมออกแบบครั้งเดียว แล้วใช้เป็นต้นแบบสาขาอื่นได้ตลอด ส่วนแว่นตาเราซื้อครั้งละจำนวนมาก ๆ กับเจ้าของแบรนด์โดยตรง จึงทำราคาขายได้ถูกกว่าร้านทั่วไปในตลาด มีแคมเปญโปรโมชันลดแลกแจกแถม สมัยก่อนผมเคยแจกเครื่องล้างแว่นด้วย แถมนาฬิกาด้วย โอ้โห ตอนนั้นเป็นปรากฏการณ์เลย ขายดีมาก เพราะร้านอื่นยังไม่มี
สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบด้านการบริหารมา คุณวางระบบและแผนการขยายสาขาร้านอย่างไร
สมัยก่อนเราเรียนน้อย ยังไม่รู้จักการทำระบบบัญชี ผมก็ไปลงทุน จ้างบริษัททำบัญชีมา จ้างที่ปรึกษามืออาชีพเก่ง ๆ มาช่วยวางระบบ แล้วไปหาคนรู้จักที่กรุงเทพฯ ให้เขาแนะนำสถาปนิกมาออกแบบร้านแว่นให้สวย ๆ เพราะเมื่อก่อนส่วนใหญ่ร้านแว่นเขาจะซื้อตู้สำเร็จรูปมาตั้งโชว์อย่างเดียว ไม่ได้ตกแต่งอะไรมาก ไม่พอแค่นั้น เราก่อตั้งศูนย์เทรนนิงพนักงานให้เขาวัดสายตาเก่งขึ้น ขายของเก่งขึ้น บริการดีขึ้น ที่สำคัญ เราให้พนักงานแต่งชุดยูนิฟอร์มด้วย
สมัยก่อนผมคุมหน่วยรถไปด้วย เปิดหน้าร้านไปด้วย ช่วงเริ่มเปิดจาก 1 ไปเป็น 10 สาขานั้นยากมาก เพราะต้องเซตระบบ พอ 10 มาเป็น 50 สาขา รู้สึกมันง่ายขึ้น แต่ยังยากอยู่ดี พอขยับไปเป็น 100 สาขา เริ่มง่ายแล้ว เพราะงานเข้าที่ โดยถ้าเอาคนกลุ่ม ก. ข. ค. ง. มารวมกัน เราเปิดได้ 1 สาขาแล้ว
แต่พอเปิดไปเรื่อย ๆ เริ่มเห็นว่ามีชื่อ ‘เจริญการแว่น’ ซ้ำเต็มไปหมด โดยเฉพาะหน่วยรถ แต่ก่อนพ่อผมมีหน่วยรถเยอะ เขาคือคนที่ทำแว่นตาเจ้าแรก ๆ ของประเทศไทย ตั้งแต่ 77 ปีที่แล้ว พอเราไปเจอชื่อ เจริญการแว่น ซ้ำกันหลายร้านทั้งที่ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่ญาติกันเลย เราเลยยอมลงทุนเปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘แว่นท็อปเจริญ’ เพื่อไม่ให้คนซ้ำ และตัดสินใจไปจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการ
หลายคนบอกว่าเปลี่ยนทำไม ลูกค้าติดแล้ว เพราะถ้าบอกว่า เจริญการแว่น เขาจะรู้จักเลย ตอนนั้นเสียดายเงินค่าเปลี่ยนป้ายทั่วประเทศมาก แต่ต้องตัดใจ ไม่อย่างนั้นเราขยายสาขาเยอะ ๆ แบบทุกวันนี้ไม่ได้ แล้วผมก็ทำโฆษณา ‘เจริญการแว่น ก็คือ แว่นท็อปเจริญ’ เขียนป้ายทั่วเมืองให้คนรู้ ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับการเปลี่ยนชื่อ ‘ดาร์กี้ เป็น ดาร์ลี่’ หลังจากนั้น ผมเริ่มคิดต่อว่าทำยังไงให้ร้านเราเป็นที่ยอมรับของคนไทยได้มากขึ้น เลยตัดสินใจลงโฆษณาทีวี ผมเลยตั้งเป้าต่อไปว่าต้องขยายให้ได้สัก 200 – 300 สาขาถึงจะลงโฆษณาทีวีได้

ทำไมต้องขยาย 200 – 300 สาขาก่อนถึงลงโฆษณาได้
จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ผมคิดว่า ถ้าเรามีสาขาน้อย ลงทีวีไปก็ไม่คุ้ม พอขยายได้หลายร้อยสาขา ผมลงโฆษณาทีวีครั้งแรก ผมอยากประหยัดงบเลยเป็นครีเอทีฟเอง พูดไปนะอายเขา (หัวเราะ) ตอนแรกจะไปจ้าง แต่แพงมาก งบไม่ถึง เลยคิดเอง เขียนโครงเรื่องเอง แล้วไปจ้างตากล้อง 80,000 บาท ถ่ายหนังออกทีวีตัวแรก เรื่องแรกเหมือนจะเป็นโปรโมชันซื้อแว่นแถมปากกามั้ง พอโฆษณาออกไป คนก็รู้จัก เพื่อน ๆ เริ่มโทรมาว่า เดี๋ยวนี้เห็นแว่นท็อปเจริญออกทีวีนะ ผมก็ตื่นเต้น จนทำไปสักระยะ มีหนังสือพิมพ์คอลัมน์หนึ่งมาเขียนถึง บอกหนังโฆษณาตัวนี้ทำแบบไดโนเสาร์เต่าล้านปีเลย เพราะผมจะแจกอะไรก็ทำให้เขาเห็นโต้ง ๆ เขาถามเอเจนซี่ไหนคิด โบราณมาก แต่จริง ๆ ผมนี่แหละเป็นคนคิด (หัวเราะ)
ในมุมยอดขาย ผลตอบรับจากโฆษณาเป็นยังไงบ้าง
ยอดขายดีเลย เพราะเราทำโปรโมชัน สมัยนั้นคนไทยชอบดูทีวี ชอบซื้อของที่มีโปรโมชัน แบรนด์ไหนออกทีวีแปลว่าแบรนด์นั้นใช้ได้ น่าเชื่อถือ แต่หลังจากนั้นผมไม่ได้ทำเองแล้ว ไปจ้างเอเจนซี่โฆษณาให้ทำออกมาดี ๆ ดีกว่า นั่นก็เป็นประสบการณ์หนึ่ง
พอเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ต่างไปจากคนอื่น คุณทำยังไงให้รู้สึกมั่นใจกับทางที่เลือก
ถ้าเราทำสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน เราจะได้ผลลัพธ์เหมือนกับคนอื่น ถ้าวันนั้นผมไม่คิดนอกกรอบ ผมก็คงไม่มีวันนี้ ฉะนั้น อะไรที่คนอื่นไม่ทำ เราต้องทำ แล้วทำให้ดีกว่ามาก ๆ โดยต้องเป็นอะไรที่ลูกค้าต้องการ และต้องฟังเสียงลูกค้าด้วย
ทำยังไงให้เข้าใจลูกค้า
มีทางเดียวคือถามเขา เวลาเราไปคุยกับลูกค้า เราจะดูออกว่าเขาประทับใจไหม แล้วก็ฟังเสียงสะท้อน ถ้าเขาชื่นชม เราน้อมรับไว้และนำไปต่อยอดให้ดีกว่าเดิม ถ้าเป็นข้อติ เราจะเอาไปแก้ไข อาจจะปรับไม่ได้ 100% แต่เราพัฒนาตลอดเพื่อให้ใกล้เคียง พูดง่าย ๆ คือเราต้องรู้ใจลูกค้าเหมือนรู้ใจคนรัก เขาชอบทานอะไร เขาชอบแบบไหน เราก็เอาใจเขาแบบนั้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาคืออะไร
ได้เรียนรู้ว่า ลูกค้ามีหลายแบบ เราต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้แทบทุกแบบ ที่สำคัญคือ After-sales Service ต้องบริการลูกค้าให้ดีที่สุด โดยเฉพาะลูกค้าเก่า สมมติเราบริการเขาตั้งแต่อายุ 10 ปี กว่าเขาจะอายุ 80 ปี เขาต้องซื้อแว่นตาอีกหลายอัน ไม่ใช่แว่นสายตาอย่างเดียวด้วยนะ มีแว่นกันแดด แว่นแฟชั่นด้วย ลูกค้าบางคนมีแว่นตาทุกสีเลย ใส่ตามสีมงคล วันนี้ไปคุยเรื่องการเงินต้องใส่กรอบแว่นสีอะไร วันนี้ไปเจอคนรักต้องใส่สีอะไร แล้วยุคนี้คนมีปัญหาสายตากันเยอะ ผมเคยลองนับเล่น ๆ ถ้ามีคนเดินมา 10 คน จะมี 7 คนที่ใส่แว่น


กลยุทธ์การปั้นคนและควบคุมมาตรฐาน
เวลาขยายสาขาทุกครั้งเป็นเงินทุนของเราเองหรือมีคนติดต่อซื้อแฟรนไชส์ไหม
เราลงทุนเปิดเองทั้งหมด ไม่ได้ขายแฟรนไชส์ ที่ผ่านมามีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์เรื่อย ๆ แต่เรายังไม่ขาย เพราะต้องการควบคุมคุณภาพให้ดีก่อน เนื่องจากบุคลากรเป็นคนของเรา นโยบาย สินค้ามาจากเรา เราควบคุมมาตรฐานได้ จึงเป็นเหตุผลที่เราตั้งศูนย์ฝึกอบรมพนักงานจริงจัง
ย้อนไปตอนนั้นเราอยากผลิตบุคลากรเยอะ ๆ ให้ได้มาตรฐาน เลยไปปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ จนเขาอนุมัติหลักสูตรและได้ใบอนุญาตจัดตั้งเป็น ‘โรงเรียนวิชาการแว่นตาไทย’ เพื่อฝึกวิชาชีพแว่นตา แล้วพัฒนามาเป็นศูนย์ฝึกอบรมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่แถวแจ้งวัฒนะ เรามีพนักงานมาอบรมทุกวัน วันละ 300 – 400 คนจากสาขาทั่วประเทศ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาอบรมอัปเดตความรู้ทุก ๆ 3 เดือน ไปพร้อม ๆ กับการเรียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Learning ควบคู่
พนักงานจะได้เรียนรู้อะไรบ้างในศูนย์ฝึกอบรมนั้น
พนักงานจะได้เรียนตั้งแต่พื้นฐาน เราปั้นดินให้เป็นดาว โดยเริ่มสอนให้เขารู้จักตั้งแต่องค์กรไปจนถึงการวัดสายตาได้อย่างเชี่ยวชาญระดับมือโปร เมื่อก่อนผมสอบสัมภาษณ์พนักงานเองทุกคนเลยนะ แม้แต่ รปภ. เพราะผมให้ความสำคัญกับพนักงานมาก องค์กรเราอยู่ได้เพราะพนักงานที่เป็นคนสำคัญที่สุด เราจึงต้องคัดเมล็ดพันธุ์ให้ดีที่สุด
มองหาอะไรในตัวคนคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานด้วย
ผมจะดูว่า หนึ่ง ทัศนคติดีต่อบริษัทไหม สอง เขาจะอยู่กับผมนานไหม เพราะฝึกช่างทำแว่นตาใช้เวลานาน 7 – 8 เดือน แว่นตาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องสอนตั้งแต่วัดสายตา ประกอบแว่น การเจียระไนเลนส์ สอนขายแว่น เลือกกรอบแว่นตาให้เหมาะสมกับใบหน้า ไม่ใช่แค่รู้ขนาด รู้สี แล้วจบเลย


รวม ๆ แล้วคุณสัมภาษณ์พนักงานไปกี่พันคน
รวม ๆ ทั้งหมดน่าจะมีประมาณ 7,000 คนที่เคยผ่านการสัมภาษณ์จากผม สมัยก่อนหลังจากสัมภาษณ์แล้วจะมีระบบ Recruitment คัดสรรบุคลากรต่อ ผ่านการเข้าค่ายทำเวิร์กช็อป ทำให้เห็นวิธีการทำงาน มุมมอง ทัศนคติของแต่ละคน จริง ๆ มีการสอบประเมินวัดผล ซึ่งคนที่ผ่านเกณฑ์ก็จะได้ประกาศบรรจุเข้าเป็นพนักงานของบริษัท
การคัดคนเข้มข้นขนาดนี้สำคัญกับองค์กรอย่างไร
ถ้าคัดเมล็ดพันธุ์ที่ตรงสเปกเรา หนึ่ง เขาพร้อมจะเติบโตไปกับเรา สอง การฝึกพนักงานขายแว่นต้องลงทุนเยอะมาก ต้องใช้เวลาฝึก 7 – 8 เดือน แล้วเรามีหลายหลักสูตร ก่อนจะเติบโตจนเป็นผู้จัดการสาขาได้ต้องเริ่มจากน้องใหม่ ฝึกงานขาย ฝึกงานบริการก่อน จนไปถึงขั้นเป็นผู้ช่วยวัดสายตา แล้วสอบใบวุฒิบัตรให้มีสิทธิ์วัดสายตาได้ จนไต่เต้าไปเป็นผู้จัดการสาขา เรามี Career Path ให้เขา พนักงานถึงรักที่จะอยู่กับเรา เพราะเขามีการเติบโตทุก ๆ ขั้น ตื่นเต้นตลอดเวลา และเวลาไปเปิดสาขาในพื้นที่ต่างจังหวัด เช่น ไปเปิดอำเภอเล็ก ๆ ไกล ๆ เรารับพนักงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเข้ามาทำงาน พอมีรายได้ที่ดีเขาก็แฮปปี้ ส่วนเราก็ภาคภูมิใจที่มีส่วนได้สร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน
เลือกทำเลเปิดร้านในต่างจังหวัดอย่างไร
เราต้องการบริการลูกค้าให้ทั่วถึง ปัจจุบันแว่นท็อปเจริญมีประมาณ 2,130 สาขา เปิดเกือบทุกอำเภอ เพราะเราถือว่าแว่นตาเป็นปัจจัยสี่ ถ้าไปเปิดอำเภอที่ไม่มีร้านแว่น อย่างน้อยลูกค้าก็ไม่ต้องเดินทางเข้าไปในตัวจังหวัดไกล ๆ และยังมีบริการหลังการขาย จะซื้อที่ไหนก็เข้ารับบริการได้ทุกสาขา เช่น ตัดแว่นที่สุขุมวิท แต่ไปเที่ยวเชียงใหม่แล้วแว่นชำรุด เราก็ให้สาขาที่เชียงใหม่ดูแลซ่อมแซมให้ฟรี และถึงแม้ไม่ได้เป็นลูกค้า เราก็ยังช่วยดูแลให้ เพราะเราถือคติว่า เราต้องบริการให้เขาก่อน เขาจึงอยากกลับมาใช้บริการกับเรา
อยากให้คนจำภาพแว่นท็อปเจริญเป็นแบบไหน
เราอยากให้แว่นท็อปเจริญเป็นร้านแว่นตาชุมชนคู่สังคมไทย นอกจากบริการด้านสายตา เราอยากอยู่คู่กับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วย ที่ภาคภูมิใจคือโครงการ CSR ต่าง ๆ ที่เราทำมานานมาก เช่น โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ หรือโครงการแว่นตาเพื่อน้อง ช่วยเด็ก ๆ ที่ยากไร้ เพราะผมเคยไปเห็นกับตา เชื่อไหม เด็กบางคนพ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกสายตาสั้น เด็กไม่รู้ว่าความสว่าง ความชัดเจนที่แท้จริงเป็นยังไง อ่านกระดานมองไม่เห็น คุณครูก็ว่าทำไมเรียนไม่เก่ง เขาจะเรียนเก่งได้ยังไงเพราะมองไม่เห็น เขาสายตาสั้นเป็นพัน เราเลยไปตัดแว่นตาให้เขาฟรี พอใส่แว่นแล้วเขายิ้ม โอ้โห โลกมันสดใสอย่างนี้เหรอ ทำให้การเรียนเขาก็ดีขึ้น เราดีใจนะ เหมือนได้ช่วยเด็กคนหนึ่งให้เรียนดีขึ้น ได้ช่วยพัฒนาการศึกษาของเด็ก เราเลยทำโครงการลักษณะนี้มาตลอด


ผู้บริหารที่รักการเอาใจพนักงาน
คุณเป็นเจ้านายสไตล์ไหน
สไตล์เรียบ ๆ ที่ไม่ค่อยถือสาอะไรกับใคร ผมไม่ได้มีอะไรฉูดฉาด ค่อนข้างติดดิน เพราะเริ่มต้นจากคนตัวเล็ก ๆ มาก่อน เราเข้าใจหัวอกพนักงาน ฉะนั้น ให้ผมไปนั่งเช็ดตู้ผมก็ทำ ให้ผมนอนเฝ้าร้านบนลังกระดาษ ไม่มีที่นอน ก็ยังเคยทำมาหมดแล้ว
ในมุมผู้บริหาร เรื่องไหนที่ควรทำเรื่องไหนที่จะไม่ทำ
ที่ควรทำคือต้องพัฒนาแบบไม่หยุด เราพยายามเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้กับเครื่องมือต่าง ๆ และเอาใจลูกค้ามาใส่ใจเรา ที่ขาดไม่ได้คือบุคลากร เราต้องสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมตื่นขึ้นมาต้องคิดเลยว่าเราจะเอาใจลูกน้องยังไง อันนี้คือสโลแกนผม เพราะอย่าลืมว่าเราทำธุรกิจด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ต้องมีพนักงาน ต้องเอาใจเขาให้ได้ เพราะมีผลต่อเรื่อง Service Mind ถ้าลูกน้องรักเรา รักองค์กร มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร การบริการของเขาก็จะดีตามไปด้วย
คุณเอาใจลูกน้องยังไงบ้าง
สมัยก่อนเราทำของแจกพนักงานในวันเกิดและวันสำคัญ อะไรที่ทำแล้วลดสวัสดิการเขา เราจะไม่ทำ องค์กรเราตั้งมา 77 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ในยุคต้มยำกุ้ง เราไม่เคยลดเงินเดือนพนักงาน แถมเรารับคนเพิ่มด้วย ในช่วงเหตุการณ์สึนามิ ร้านเราเปิดในเมืองท่องเที่ยวเยอะมาก โดนสึนามิพังเกือบหมด แต่พนักงานได้รับเงินเดือนตามปกติ ผมบินไปตั้งแต่วันแรกเลย ไปให้กำลังใจพวกเขา บางคนขี่มอเตอร์ไซค์มาทำงาน แล้วโดนสึนามิพัดไป ผมก็ซื้อให้ใหม่เลย ยิ่งช่วงโควิด-19 ใครจะคิดว่าจะมีโรคระบาด สาขาตามห้างเราต้องปิดบริการ เราก็เปลี่ยนกลยุทธ์ในตอนนั้น โดยให้พนักงานจากห้างที่ปิดมาช่วยงานที่สาขาอาคารพาณิชย์แทน
นับว่าเป็นข้อดีของการมีหลายสาขา
ใช่ เราไม่เอาไข่ไว้ในตะกร้าเดียว พอสาขาห้างปิด เราเลยให้พนักงานจากสาขาห้าง มากระจายตัวไปช่วยสาขาที่เป็นตึกแถวที่ยังเปิดให้บริการได้ รวมถึงเน้นขายที่ช่องทาง E-Commerce ด้วย ตอนนั้นขายดีมากเลย ยอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะมันคือของจำเป็น ลูกค้าก็ยังมาตัดแว่นกับเราอยู่
วิกฤตครั้งไหนโหดที่สุด
โควิด-19 ถือว่าโหดสุด ๆ แล้ว แต่เราก็ผ่านมาได้ด้วยดี เราภูมิใจที่ประคองดูแลให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและไม่ทอดทิ้งเพื่อนร่วมงานของเราได้
นอกจากโอกาสพิเศษ คุณดูแลพนักงานยังไงบ้าง
อันดับแรก รายได้ต้องมาก่อน เพราะคุณภาพชีวิตเขาจะดีขึ้น ถ้าพนักงานมีรายได้ที่ดี เศรษฐกิจดี จะลดปัญหาในครอบครัวได้ ลูกหลานเขา เราก็ต้องส่งเสริม ทุกวันนี้เรามอบทุนการศึกษาให้ลูกพนักงานที่เรียนดี ซึ่งลูกหลานพนักงานบางคนกลับมาทำงานที่แว่นท็อปเจริญด้วยนะ แม่ยังทำงานอยู่ ลูกมาทำงานด้วยก็มี
เรื่องสวัสดิการ เรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและจัดงานเลี้ยงให้เขาเสมอ ตอกย้ำว่าเรายังคิดถึงเขาตลอด หรือไม่ก็จัดงานบอสเยือนถิ่น เราไปเยือนถิ่นเขา แล้วจัดงานเลี้ยง แจกของขวัญ เล่นเกมให้เขาสนุกสนาน ส่วนไปเที่ยว เราจัดประจำอยู่แล้ว เพราะพนักงานอยู่ที่บ้านแค่แป๊บเดียว แต่อยู่กับเราวันละ 8 – 9 ชั่วโมง และพนักงานส่วนมากทำงานด้วยกันมานาน เราจึงต้องดูแลพนักงานให้ดีที่สุด
สวัสดิการที่ดีที่สุดของแว่นท็อปเจริญคืออะไร
เรามีสิทธิพิเศษให้พนักงานและคนในครอบครัวตัดแว่นตาในราคาที่ดีกว่าลูกค้าทั่วไป และยังเปิดโอกาสให้พนักงานโชว์ฝีมือได้เต็มที่ จากงานขายที่มีค่าคอมมิชชันแบบไม่จำกัดเพดาน พนักงานที่ขายเก่ง บริการดี จนลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจได้มากแค่ไหน พนักงานก็จะได้ค่าคอมมิชชันมากเท่านั้น
ถ้าทําดีก็มีคนเห็น
พนักงานไม่ต้องกลัวว่าจะปิดทองหลังพระ เพราะเราเห็นแน่นอน และผมยังได้ถ่ายทอดนโยบายนี้ให้ผู้บริหารทุกคนเลยว่า คุณต้องดูแลพนักงานให้ดี ที่สําคัญคือต้องเป็นธรรม ยุติธรรม และเอาใจลูกน้อง จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของเรา
การเดินทางสู่บริษัทมหาชนและเปิดสาขาใหม่ในอาเซียน
จากเดิมที่มีแผนการขายซื้อแว่นตาแถมเครื่องล้างแว่นจนเกิดกระแสมากมาย ในยุคนี้แว่นท็อปเจริญทำอะไรที่สร้างคลื่นลูกใหม่หรือแรงกระเพื่อมในวงการอีกบ้างหรือเปล่า
ตอนนี้เราเปิด Flagship Store ใครจะคิดว่าร้านแว่นตาจะตั้งเป็นอาคารศูนย์แว่นตาครบวงจรขนาดใหญ่ ทั้งยังมีนักทัศนมาตรประจำ เปิด Complex เป็นรายแรกของประเทศ ตอนนี้เปิดไปแล้วเกือบร้อยแห่ง และวางแผนจะเปิดทุกจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เพราะชาวต่างชาติชอบมาซื้อแว่นตาที่บ้านเรา
ทำไมต่างชาติชอบมาซื้อแว่นตาจากบ้านเรา
ถ้าเราไปดูไกด์บุ๊กของกลุ่มทัวร์ที่มาเที่ยวเมืองไทย เขาจะเขียนบอกสิ่งต้องทำว่า หนึ่ง ต้องมาตัดสูท สอง ต้องมาทำฟัน สาม ต้องมาตัดแว่น เพราะราคาตัดแว่นตาบ้านเราถูกกว่าต่างประเทศมาก ทั้งยังเรื่อง Service Mind ที่พนักงานมีใจรักบริการเป็นจุดเด่นของเรา อย่างตามเมืองท่องเที่ยว เราก็เปิด Flagship Store หลายสาขาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เช่นที่ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา นั่นทำให้เราเติบโตได้ เราเคยไปลองสำรวจที่เวียดนาม ผมยังงงว่าคนเวียดนามรู้จักแว่นท็อปเจริญได้ยังไง เขาบอกว่ารู้จักเพราะเขามาเที่ยวเมืองไทยบ่อย
เพราะเห็นอยู่ทั่วทุกมุมถนนในไทย
เขาเห็นทุกมุมถนน บางคนมาทำงานที่ไทย 2 – 3 ปี เขาเลยรู้จักแว่นท็อปเจริญ ฉะนั้น ในอาเซียนเขาพอจะรู้จักเราแล้ว เวลาไปเปิดสาขาโดยใช้ชื่อแบรนด์นี้จะง่ายหน่อย เพราะเขารู้จักอยู่แล้ว
การมีลูกค้าหลากหลายรวมทั้งชาวต่างชาติเป็นเหตุผลให้แว่นท็อปเจริญมีแว่น Luxury Brands ในร้านเยอะด้วยหรือเปล่า
ปัจจุบันกลุ่ม Luxury Brands เรามีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ และเราได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ผู้ผลิตระดับโลกโดยตรง ไม่ได้ผ่านคนกลาง เราซื้อตรงกับเจ้าของลิขสิทธิ์เลย อย่าง Gucci ก็ซื้อตรงจากอิตาลี Cartier ก็ซื้อตรงกับฝรั่งเศส ร้านเราเลยมี Luxury Brands ตอบโจทย์ได้ครบทุกกลุ่ม เป็นศูนย์รวมแว่นตาแบรนด์เนมชั้นนำหลายแบรนด์ หลายสไตล์

ในฐานะเป็นผู้มาก่อนกาลเนื่องจากคุณคิดวิธีขายวางแผนการตลาดหาระบบการขยายสาขาไปจนถึงสร้างทีมที่แข็งแรงได้ ความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้การทำธุรกิจง่ายหรือยากขึ้นอย่างไร
ยุคที่ผมสร้างธุรกิจใหม่ ๆ คู่แข่งยังน้อย ยังไม่ค่อยมีเทคโนโลยี แต่ยุคนี้การแข่งขันสูง คุณจะผลิตของได้เยอะยังไง ระบบจัดการดีแค่ไหน ถ้าไม่อยู่ในหัวใจลูกค้าก็ขายของไม่ได้ อันนี้คือความท้าทายที่สุด
ผมว่าธุรกิจเราต้องใส่ใจลูกค้าและต้องอดทน ที่สำคัญคือต้องขยัน ผมทำงานมา 40 กว่าปี เท่าที่จำได้ ไม่เคยหยุดงาน ทำงานทุกวันจันทร์-ศุกร์ วันเสาร์-อาทิตย์คิดแผนงาน ตรวจงานต่าง ๆ ผมอาจจะเป็นคนบ้างาน แต่ต้องการทุ่มเทให้แบรนด์แว่นท็อปเจริญเป็นที่ 1 ในใจลูกค้าให้ได้
จากเดิมที่มีความฝันเปิดร้าน 100 สาขาแล้วค่อย ๆ ขยายเป็นหลักพันสาขา ค่อย ๆ เข้ามาเป็น ‘บริษัทมหาชน’ เป้าหมายต่อไปคุณคืออะไร
เป้าหมายต่อไปคือเปิดร้านแว่นท็อปเจริญในอาเซียน โดยเรากำลังจะเปิดที่เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ที่เรามองเห็นโอกาสการเติบโต เนื่องจากยังมีจำนวนร้านแว่นแบบ Chain ไม่เยอะนัก และต้องการขยายสาขาไปให้คนรู้จักมาก ๆ
ในวันที่พาร้านแว่นตาของพ่อเติบใหญ่เป็นองค์กรที่เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ คุณก็ยังคงมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้องค์กรอยู่ได้ตลอด คุณมีวิธีอะไรที่ทำให้ตัวเองไม่ติดกับดักความสําเร็จหรือทำยังไงให้ตัวเองยังรู้สึกสนุกกับการทํางานนี้ไปเรื่อย ๆ
ที่ผมทํางานเยอะ ๆ ไม่ได้ต้องการเป็นมหาเศรษฐี (หัวเราะ) และไม่ใช่เพราะว่าเป็นเจ้าของถึงต้องทํางานเยอะ แต่ผมสนุกกับงาน ชอบทํางานมาก วันไหนไม่ทํางานแล้วรู้สึกขาดอะไรไป ที่ที่ผมชอบไปที่สุดคือที่ทํางาน เป็นตั้งแต่เด็กแล้ว ผมเคยเห็นพ่อขยันมาก ทํางานเยอะมาก เลยติดนิสัยนี้มา จนถึงวันนี้ก็ยังชอบและอยากทํางานอยู่ ถ้าให้ผมเลือกระหว่างไปเที่ยวกับทํางาน ผมชอบทํางานมากกว่า
ทุกวันนี้อะไรคือความสุขของคุณ
ความสุขคืออะไรเหรอ การทำงานล่ะมั้ง (หัวเราะ) และผมมีความสุขที่เห็นเด็กคนหนึ่งที่เขาสายตาสั้นเยอะ ๆ ได้ใส่แว่นตา เราอยากช่วยเหลือเขาเท่าที่ทำได้
ตอนเด็ก ๆ คุณจำเป็นต้องทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัว ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ยังเป็นเหตุผลเดิมอยู่หรือเปล่า
แต่ก่อนเราจำเป็นต้องทํา เพราะต้องหาเลี้ยงน้องหลายคน แต่ตอนนี้ผมเป็นโสด ผมเลยหันมาทําเพื่อองค์กร เพื่อดูแลพนักงานหลายพันชีวิต ถือว่าไม่ได้ทำเพื่อ ‘เรา’ ตัวคนเดียว แต่เพื่อ ‘องค์กรของเรา’ สอง เราต้องทำเพื่อลูกค้า สาม คือเราต้องดูแลแบรนด์ให้ดี เพราะอยากให้แว่นท็อปเจริญเติบโตขึ้นและเป็นองค์กรเข้มแข็ง พอเข้ามาเป็นบริษัทมหาชน เราหวังว่าจะให้องค์กรยั่งยืน มีระบบงานใหม่ ๆ มีมืออาชีพหลายคนมาช่วยให้มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้
ส่วนผมคงต้องทำงานต่อไปเรื่อย ๆ อยากทำให้อุตสาหกรรมและวงการแว่นตาพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ อยากจะเอาใจลูกค้า เอาใจพนักงานต่อไป ฉะนั้น ผมว่าผมเกิดมาทำหน้าที่เอาใจคนและบริการนี่แหละ


10 Things you never know
about Noppasak Tripornchaisak
1. แว่นตา vs คอนแทคเลนส์
แว่นตา เพราะเราเป็นคนใส่แว่น ส่วนคอนแทคเลนส์ก็มีขายนะ มีหลายแบบด้วย
2. มีแว่นกี่อัน
มีเยอะมากเลย แต่ใส่ไม่กี่อัน สะดวกอันไหนก็หยิบอันนั้น
3. ใส่แว่นทรงไหนบ่อยที่สุด
ส่วนมากใส่กรอบพลาสติกทรงเหลี่ยม ๆ เรียบ ๆ แต่ถ้าเป็นสมัยอายุ 16 – 17 ชอบใส่กรอบทองใหญ่ ๆ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
4. ในหนังเรามักจะเจอฉากที่ตัวละครถอดแว่นแล้วดูดีขึ้นมาเลย คิดยังไงกับฉากนี้
ไม่จริงหรอก ผมว่าเดี๋ยวนี้ใส่แว่นก็เสริมบุคลิกได้
5. ถ้าพักสายตาจากงาน คุณมักจะทำอะไร
เดินออกกำลังกายช่วงค่ำ ๆ 2 – 3 ทุ่ม
6. ชอบมองวิวที่ไหนมากที่สุด
ต้องมองวิวที่ออฟฟิศแหละ (หัวเราะ) เพราะไม่ได้ไปไหน
7. พอทำงานหนักอย่างนี้มีวิธีดูแลสุขภาพตายังไงบ้าง
ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์หรือดูหนังสือ 40 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง ควรพักสายตาสัก 10 – 15 นาที และตรวจสุขภาพตาทุก ๆ 6 เดือนถึง 1 ปี
8. ถ้าถอดแว่นผู้บริหารออกในชีวิตประจำวันคุณจะสวมแว่นแบบไหนมองโลกยังไง
ผมชอบสวมแว่นหาวิธีที่ทำให้คนอื่นมีความสุข เอาใจคนอื่น ผมเกิดมาเป็นคนอย่างนี้
9. มีคติประจำใจไหม
ต้องขยัน คิดนอกกรอบ และกล้าที่จะทำ ที่สำคัญคือชื่อเสียงและเครดิตสำคัญ ต้องรักษาไว้ให้ดี
10. 3 สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้
อันดับแรกคือองค์กร สองคือพนักงาน และสามคือลูกค้า
