ในยุคนี้ แค่ทำธุรกิจเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดก็ยากจะแย่อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ปักธงตั้งแต่วันแรกที่ริเริ่มธุรกิจว่า
ฉันไม่ได้ทำธุรกิจแค่เพื่อผลกำไรส่วนตัว แต่ฉันอยากทำประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ด้วย
จอย-กรองกมล เดอเลออน รู้ดีว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อย เธอจึงนำประสบการณ์จากการเป็นทีมงานยุคบุกเบิก ‘บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC)’ บริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ มาจัดตั้งกองทุน ‘Beacon Impact Fund’ ลงทุนในสตาร์ทอัพที่สร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีศักยภาพที่จะขยายผลไปในวงกว้างได้
คอลัมน์กัปตันทีมจึงชวนเธอมานั่งคุย เปิดแนวคิดเบื้องหลัง Impact Fund ระดับภูมิภาค และชีวิตส่วนตัวของเธอที่หลงใหลธรรมชาติ เป็นส่วนผสมแสนพิเศษทำให้กัปตันหญิงคนนี้ได้ใช้ศักยภาพของโลกการเงินเพื่อโลกของเรา

ก่อนจะมาทำงานที่ Beacon Venture Capital คุณผ่านบทบาทอะไรมาบ้าง
จอยอยู่ในสายการเงินมาตลอด ตอนที่เริ่มทำงานก็อยู่ในฝ่ายบริหารเงินของ KBank ดูแลเรื่องการลงทุนและบริหารความเสี่ยงของธนาคารอยู่ 3 ปี จากนั้นก็กลับไปเรียน MBA พอเรียนจบกลับมาได้โอกาสทำงานที่ Beacon VC ซึ่งประจวบเหมาะกับความสนใจส่วนตัวทางด้านการลงทุนและเทคโนโลยีที่มีมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียน เพราะจอยชอบเรียนเลข ซึ่งการลงทุนก็เป็นการประยุกต์ใช้ตัวเลข ส่วนเทคโนโลยีนั้นก็มีการพัฒนาและทำให้เราได้เจอนวัตกรรมใหม่ทุก ๆ วัน
แรงบันดาลใจแรกเริ่มในการก่อตั้ง Beacon Impact Fund คืออะไร
ทีมเราคุยกันมาสักพักหนึ่งว่า เรามีประสบการณ์ในการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี และเราควรใช้ทักษะพวกนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโลก ซึ่งไปสอดคล้องกับเป้าหมายของ KBank ในการนำลูกค้า ธนาคาร และประเทศไทย เดินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืน
เราจึงมองว่าหากเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เป้าหมายนี้สำเร็จได้จริงก็จะดี เราจะได้ใช้ความสามารถของเราไปลงทุน ไม่ใช่แค่สร้างกำไรอย่างเดียว แต่สร้างผลตอบแทนที่ดีต่อสังคมและต่อโลก เราเป็นบริษัทลูกของธนาคาร แน่นอนว่ากำไรก็ยังเป็นเป้าหมายของเรา
แต่เราก็มีเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาว่า สตาร์ทอัพที่เราไปลงทุนจะต้องสร้างอิมแพคที่วัดได้จริง ตีออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น กิจกรรมของบริษัทนั้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ หรือช่วยคนได้กี่คน
โฟกัสการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านใดเป็นพิเศษ
ตอนนี้โฟกัสสตาร์ทอัพเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ช่วยด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เพราะเราเห็นผลกระทบจาก Climate Change ทุกวัน มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบ้านเรา และเทคโนโลยีมาช่วยเรื่องนี้ได้ ที่สำคัญคือตอนนี้มีหลายอย่างที่พัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้เอามาใช้เพียงเพราะว่าเราอยากเป็นคนดี แต่เอามาใช้เพราะทำให้ธุรกิจเราเติบโตได้ด้วยผลกำไรที่ดีกว่า

อะไรคือความแตกต่างของ Beacon Impact Fund เมื่อเทียบกับการลงทุนแบบที่เคยผ่านมา
จริง ๆ แล้ว ในมุมของการลงทุน ไม่มีอะไรแตกต่างชัดเจนเรามองถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่เรามองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพนั้นเขามองถึงเรื่องอิมแพคอย่างไร สิ่งที่ต้องการจะทำให้สำเร็จคืออะไร และเราเอามาวิเคราะห์ความสอดคล้องกับ UN SDGs ตัวไหนได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ
แม้บริษัทที่เราตัดสินใจลงทุนไปอาจจะยังไม่มีกำไรในตอนนี้ แต่ต้องมีหนทางชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะมีกำไรเมื่อไหร่ และให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนได้เมื่อไหร่
ตัดสินอย่างไรว่าผู้ก่อตั้งมีความตั้งใจจริงในการสร้างอิมแพค
ส่วนหนึ่งคือสิ่งที่เขาพูด อีกส่วนหนึ่งคือสิ่งที่เขาทำในธุรกิจ
ดูว่าสิ่งที่สร้างรายได้กับสิ่งที่สร้างอิมแพคนั้นใกล้ชิดกันขนาดไหน บางทีอาจจะมีผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ทำธุรกิจจนได้รายได้จากแหล่งหนึ่ง แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปบริจาคหรือทำอย่างอื่นเพื่อสังคม ซึ่งอย่างกรณีนี้ เราเห็นได้ชัดว่าการสร้างอิมแพคไม่ใช่แก่นของธุรกิจเขาและไม่ตรงเกณฑ์ของเรา เพราะฉะนั้น เราจะต้องสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งบริษัทและระดับ C-Level ดูโรดแมปว่าสิ่งที่เขาต้องการจะทำให้สำเร็จวัดผลได้อย่างไร และสร้างอิมแพคจริง ๆ ได้อย่างไร
Beacon VC และสตาร์ทอัพมาเจอกันได้อย่างไร
มี 2 แบบ คือเราไปตามหาสตาร์ทอัพและเขามาหาเราเอง เราก็ออกไปตามงาน Tech Conference ต่าง ๆ เพื่อดูว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจ มีเจ้าไหนที่เรายังไม่เคยเจอบ้าง แต่ก็มีกรณีที่สตาร์ทอัพรู้จักเราอยู่แล้ว หรือเขามีนักลงทุนอื่นที่รู้จักเรา ส่งข่าวต่อมาหรือแนะนำให้เรารู้จัก เมื่อเขาต้องการที่จะระดมทุน ในทุก ๆ ปีเราจะมีเงินที่จะใช้ในการลงทุน เราพูดคุยกับบริษัทที่ต้องการเงินลงทุนปีละหลายร้อยบริษัท เพื่อคัดเลือกบริษัทที่ตรงตามนโยบายที่วางเอาไว้

Impact Fund คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของที่ Beacon VC ลงทุนทั้งหมด
ตอนนี้ Beacon VC บริหารจัดการอยู่ประมาณ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น Impact Fund 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์
ในกอง Impact Fund สิ่งใดสำคัญกว่ากันระหว่าง ‘ผลตอบแทนทางการเงิน’ กับ ‘ผลกระทบต่อสังคม’
สำคัญทั้ง 2 อย่าง ตามนโยบายการลงทุนของ Impact Fund ทั้ง 2 อย่างต้องมาคู่กัน เราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
แต่พื้นฐานการทำธุรกิจที่ดี บริษัทต้องมี Business Model ที่ดีเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็น Factor สำคัญที่ทำให้เราเลือกที่จะลงทุนในบริษัทนั้น แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนทางการเงินและผลกระทบต่อสังคมนั้นไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งที่บริษัทขายจะทำเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เช่น บริษัทที่ทำโซลาร์เซลล์ เป็นต้น
เล่าเคสที่ประทับใจให้ฟังหน่อย
มีบริษัทหนึ่งที่เราไปลงทุนเมื่อปีที่แล้ว เป็นบริษัทสิงคโปร์ เขาทำเทคโนโลยีที่ช่วยเจ้าของโซลาร์ฟาร์มให้ตรวจสอบความมีประสิทธิภาพของแผงโซลาร์ได้รวดเร็วและง่ายขึ้น เดิมต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความละเอียด เขาจึงนำเทคโนโลยีที่ละเอียดมาเชื่อมกับโดรนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบโจทย์โซลาร์ฟาร์ม เงินลงทุนจาก Beacon VC และเจ้าอื่น ๆ รวมกันทำให้เขาขยายโปรเจกต์นี้ไปในประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย


มี Red Flag ที่ทำให้ตัดสินใจไม่ลงทุนไหม แม้สตาร์ทอัพรายนั้นจะน่าสนใจมาก
เกณฑ์ของเราคล้ายกับเกณฑ์การตัดสินสตาร์ทอัพทั่วไป ถ้าเรามองว่าตลาดใหญ่ไม่พอ และปัญหาที่เขาพยายามแก้อยู่ไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น อาจจะเป็น Red Flag ว่าโปรดักต์นี้ยังไม่พร้อมเติบโตและสร้างกำไรให้เราในฐานะนักลงทุน
เราไม่ได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่เท่านั้น แต่เราจะลงทุนในบริษัทที่มีรายได้แล้ว พิสูจน์แล้วว่าลูกค้าสนใจจริง หลังจากนั้นเราจะไปประเมินว่าศักยภาพในการเติบโต ถ้ามีลูกค้าในไทยอย่างเดียว ต้องดูว่าจะขยาย Product Range และเพิ่มรายได้ให้บริษัทได้หรือไม่ หรือหากเขาจะโฟกัสแค่โปรดักต์เดียวก็ต้องดูว่าจะขยายออกไปนอกประเทศไทยได้หรือไม่
ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเป้าหมาย อยากเห็น Beacon Impact Fund แก้ปัญหาเรื่องอะไรมากที่สุด
คงเป็นเรื่องการเข้าถึงด้านการศึกษา แม้ภาพรวมของ Impact Fund มักจะเน้นไปที่เรื่อง Climate แต่จริง ๆ Beacon Impact Fund มองเรื่อง Social และ Governance ด้วย การที่เด็ก ๆ เข้าถึงการศึกษาได้ จะทำให้ทั้งประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน ส่วนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้เพราะจอยเป็นคนชอบเรียน และรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่
ในฐานะกัปตันทีมของ Beacon VC อะไรคือหลักคิดสำคัญในการนำทีม
Beacon VC มีวัฒนธรรมการทำงานที่ทุกคนมีเสียงใกล้เคียงกัน การตัดสินใจไม่ต้องผ่านหลายชั้น เราสนับสนุนให้น้อง ๆ ในทีมเติบโตและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของงานที่ตัวเองทำ เช่น ถ้าเขาไปศึกษามาว่ามีเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญต่อธุรกิจของบริษัทแม่ของเรา เราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแนวทางการลงทุนไปในทิศทางนั้น

อยากให้ผู้คนจดจำ Beacon VC ในฐานะอะไรในระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย
อยากให้จำว่าเราก็ยังแอคทีฟอยู่ ยังหาสิ่งที่จะลงทุนอยู่ตลอดเวลา แต่นอกเหนือจากการลงทุนแล้ว อยากให้จำว่าเราพร้อมให้ความสนับสนุนสตาร์ทอัพใน Ecosystem ทุกบริษัท ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ลงทุนก็ตาม เราอยากช่วยพัฒนาให้ Start-up Ecosystem ในเมืองไทยให้เติบโตและแข็งแรงขึ้น เรามีโครงการและงานสัมมนาที่ให้ความรู้อื่น ๆ อีกเรื่อย ๆ เช่น โครงการ Climate Accelerator ที่ร่วมงานกับ Google Earth และกับทาง NIA หรือ Climate Tech Club ซึ่งเราเปิดรับทุกบริษัทไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ และอาจจะยังไม่ได้ตรงตามเป้าหมายการลงทุนของเราในตอนนี้ แต่เราก็อยากให้บริษัทเหล่านี้ได้เข้ามารู้จักกับเรา เผื่อเรามีบริการและการแบ่งปันความรู้ที่ช่วยเขาเติบโตได้
อยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่อยากใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคม
การเดินทางนี้ต้องใช้เวลานานและเป็นเรื่องยาก อยากให้รักษาแพสชันของตัวเองเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าแพสชันของคุณจะแรงแค่ไหน ขอให้สร้างธุรกิจที่มีความยั่งยืนทางการเงิน ไม่รัดเข็มขัดตึงจนเกินไป ต้องเอาตัวเอง ทีม และบริษัทให้รอด ระหว่างที่พยายามทำให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าคุณชื่นชอบการดำน้ำ
จอยชอบทะเล ชอบปลา ชอบธรรมชาติมาก ๆ การออกไปดำน้ำเป็นช่วงเวลาที่สงบ ได้อยู่กับธรรมชาติ สังเกตการณ์ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง การดำน้ำเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้เราคิดถึงสภาพสิ่งแวดล้อม ถ้าเทียบการดำน้ำตอนนี้กับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นความแตกต่างชัดเจน ปลาน้อยลง ปะการังก็มีการฟอกขาว เห็นอย่างนี้ก็ทำให้รู้สึกว่างานที่ Beacon Impact Fund ของเรามีความสำคัญเพราะอะไร

ส่วนงานด้านสังคม คุณได้ไปเป็นคณะกรรมการตัดสิน Cartier Women’s Initiative ด้วย
โครงการ Cartier Women’s Initiative ที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกในการทำธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม จอยได้มีโอกาสเป็นคณะกรรมการก็ถือเป็นเรื่องโชคดี คุณแม่จอยย้ำมาตลอดชีวิตว่า ถ้ามีโอกาสช่วยเหลือคนอื่นเมื่อไหร่ ก็ควรจะคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที ซึ่งโครงการนี้เปิดโอกาสให้จอยได้ใช้ประสบการณ์จากการทำงานไปช่วยเหลือคนอื่น
และการได้ร่วมเป็นคณะกรรมการของโครงการนี้ ทำให้เห็นมุมมองของนักลงทุนคนอื่น ๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเหมือนเรา ถือเป็นการเปิดโลกให้กับเรา Beacon VC โฟกัสแค่ด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว หลายบริษัทที่มาในโครงการนี้ไม่ได้ผ่านสายตาของเราเลย จอยเลยรู้สึกว่าน่าสนใจที่ได้เข้าไปฟังว่าเขาทำอะไรบ้าง
เมื่อทำงานในโลกการเงินที่ต้องวัดผลด้วยตัวเลข รักษาสมดุลทางความคิดและพลังใจในการทำงานอย่างไร
จอยเป็นคนชอบตัวเลข เลยอาจจะไม่ต้องรักษาขนาดนั้น (หัวเราะ) แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ตัวเลขนั้นมีจุดประสงค์ของมัน และเรามีจุดมุ่งหมายในสิ่งที่ทำ ถ้าเครียดเมื่อไหร่ก็จะเตือนตัวเองแบบนี้
ความสำเร็จที่แท้จริงของการทำงานในวันนี้วัดจากอะไร
วัดจากจำนวนผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่เก่งและมีแพสชันที่เรามีโอกาสได้ไปลงทุนให้เขา เพราะนั่นคือเป้าหมายของเรา เราอยากนำเงินที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่มีธุรกิจที่ดีและเติบโตได้

9 Things you never know
about Krongkamol Deleon
1. ไซต์ดำน้ำที่เจ๋งที่สุดที่เคยไป
2. สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่ประทับใจที่สุด
ฉลามวาฬ
3. ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยากให้หมดไปจากประเทศไทย
น้ำท่วม
4. คำศัพท์ด้านความยั่งยืนที่อยากให้คนเข้าใจให้ถูกต้องมากที่สุด
ความแตกต่างระหว่าง Carbon Neutrality และ Net Zero
5. หนังสือด้านการลงทุนที่หยิบมาอ่านซ้ำบ่อยที่สุด
One Up on Wall Street โดย Peter Lynch
6. คุณสมบัติที่สตาร์ทอัพควรมีตั้งแต่วันแรก
สติ
7. แล้วถ้าเป็นสตาร์ทอัพเพื่อสังคมล่ะ
ก็สติเหมือนกัน
8. ถ้าไม่ได้ทำงานด้านการเงินการลงทุน น่าจะทำอาชีพอะไร
นักวิจารณ์อาหาร
9. คำที่ใช้เตือนตัวเองเวลาต้องตัดสินใจเรื่องยาก ๆ
Logic
