เชื่อว่าการได้มีปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต หรือ Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยชื่อดังไว้ในครอบครองนั้นเป็นความฝันอันสูงสุดของนักธุรกิจหลายคน เพราะการมี MBA เปรียบเสมือนเครื่องการันตีในความสามารถของบุคคลคนนั้น และเป็นใบเบิกทางสู่โอกาสมากมาย จะสมัครงานที่ไหนก็มีแต่คนแย่งตัว อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ก็มีแต่คนพร้อมรับพิจารณา จะเปิดกิจการอะไรก็มีแต่คนให้ความสนใจ
ซึ่งหากพูดถึงหลักสูตร MBA ในประเทศไทย เชื่อว่าชื่อของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) มักจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะศศินทร์เป็นผู้นำในวงการนี้ของประเทศไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ในวันนี้ที่เราได้มานั่งพูดคุยกับ ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการของศศินทร์อย่างใกล้ชิด จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการอัปเดตความรู้เกี่ยวกับ Business School ในยุคปัจจุบันว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากโลกได้ผ่านวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ภาวะโลกเดือด ความยั่งยืน และ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาล
แต่เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก ฉะนั้น นอกจากจะมาพูดคุยเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้กันแล้ว เราจึงถือโอกาสทำความรู้จักกูรูการตลาดคนนี้ในอีกหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นในฐานะอาจารย์ ผู้อำนวยการ ชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย รวมไปถึงผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เป็นทั้งพ่อ คุณตา และสามีด้วยเช่นกัน

MBA ในยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อนอย่างไรบ้าง
อย่างแรกเลยคือเนื้อหาการเรียนการสอนที่ค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่สอนเมื่อ 10 – 20 ปีที่แล้ว นอกเหนือจากนั้น สไตล์การสอนเองก็แตกต่างไปด้วย ทุกวันนี้ผู้เรียนและผู้สอนจะมีการโต้ตอบกันมากกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อนอาจารย์จะยืนหน้าห้องแล้วก็พูดอยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้จะมีการดีเบต มีบทสนทนา หลายคนที่มาสอนที่นี่ก็เซอร์ไพรส์นะครับว่านิสิตกล้าพูด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราผลักดันในตัวนิสิตของเราตลอดมา เพราะชีวิตจริงเราจะถูกท้าทายตลอดเวลา และนั่นทำให้ไอเดียต่าง ๆ พัฒนา ไปพร้อม ๆ กัน
อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
เนื้อหาการสอนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ธุรกิจเปลี่ยนไป สมัยผมเรียน ผมถูกสอนว่าจุดประสงค์ของธุรกิจคือการทำกำไร ซึ่งถ้ามาดูกันตอนนี้ ถือว่าเป็นคำจำกัดความที่เรียบง่ายมาก (ไป) ทุกวันนี้เราโฟกัสที่ผลกระทบของธุรกิจต่อตัวบุคคล ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน อีกสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงมีที่มาจากการแข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้เรียนในขณะที่เรียน คือเมื่อก่อนนั้นเรายังเถียงกันอยู่เลยว่าจะอนุญาตให้นิสิตใช้มือถือในห้องเรียนได้ไหม แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องมาเถียงกันแล้ว เพราะมือถือเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ผู้เรียนจึงมีสิ่งที่จะมาแย่งความสนใจอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา ดังนั้นการเรียนการสอนต้องไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างการมีส่วนร่วมด้วย ทุกวันนี้นิสิตจึงมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้นอย่างที่ผมเพิ่งเล่าไป สมัยเรียนปริญญาตรี ผมไม่เคยพูดอะไรแม้แต่คำเดียวในห้องเรียนตลอด 3 – 4 ปี เดี๋ยวนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้วนะ
ความต้องการของผู้เรียน MBA มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
นิสิตมองหาอะไรที่จะเป็นเครื่องมือในการทำงานมากกว่าเมื่อก่อน เขาต้องการความรู้ที่จะเอาไปใช้ทางใดทางหนึ่งได้ทันที เพราะฉะนั้น เรากำลังเปลี่ยนจากการสอนเพื่อเผื่อไว้ในกรณีที่คุณอาจจะต้องการ (Just in Case) ไปเป็นการสอนเพื่อให้ทันเวลาที่คุณต้องการ (Just in Time) นิสิตต้องการจะรู้แต่ในสิ่งที่เขาต้องรู้ ถ้าหัวหน้ามาบอกให้เขียนแผนการตลาด ตอนนี้เขาก็ต้องการจะรู้ว่าแผนการตลาดนั้นเขียนอย่างไร
ผมรู้สึกด้วยว่าเวลากลายเป็นสิ่งที่คนให้คุณค่ามากขึ้น เดี๋ยวนี้หลักสูตรที่ยาว 2 – 3 ปีนั้นฟังดูเหมือนการติดคุกแล้วนะ คนอยากเรียนสั้น ๆ ในสิ่งที่มีประโยชน์และเอาไปประยุกต์ใช้ได้ทันที แล้วก็ค่อยกลับมาเรียนอีกครั้งเมื่อต้องการเรียนรู้เรื่องใหม่ เราเรียกสิ่งนี้ว่า Stackability หมายถึงการเรียนสั้น ๆ หลาย ๆ ครั้งจนประกอบกันเป็นปริญญา
คุณมองว่าบทบาทที่แท้จริงของหลักสูตรบริหารธุรกิจคืออะไร
ผมว่าการสร้างแรงบันดาลใจสำคัญมาก ความรู้นั้นมีมากกว่าที่ผมจะสอนได้ ใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ความรู้พวกนี้ก็จะล้าหลังและไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญคือการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากเรียนรู้ สอนให้เขามีความใคร่รู้ มีความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ตลอดชีวิตการทำงานของเขา

ศศินทร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตั้งแต่คุณเข้ามาเป็นผู้อำนวยการ
ผมไม่มั่นใจว่าเปลี่ยนไป แต่ผมว่าศักยภาพของศศินทร์เด่นชัดขึ้นมากกว่า ผมคิดเสมอมาว่าศศินทร์เป็นเหมือนมังกรที่หลับอยู่ เรามีความแข็งแกร่งมากทั้งในแง่ของบุคลากรและโอกาส เราอยู่ในภูมิภาคที่เติบโตที่สุดของโลกภูมิภาคหนึ่ง เรามีโครงสร้างที่ไม่เหมือนใคร เพราะเป็นโรงเรียนธุรกิจเอกชนในสถาบันรัฐอันทรงเกียรติ เราจึงมีสิ่งที่ดีที่สุดที่ต้องดึงออกมาใช้และขับเคลื่อนเข้าสู่ตลาดใหม่
ผมจึงขยายขอบเขตของหลักสูตร และตอนนี้เราก็มีการเรียนออนไลน์แล้วด้วย โปรแกรมล่าสุดคือ Connect+ เป็นโปรแกรม Executive MBA ที่สอนออนไลน์ทั้งหมด โดยมี 4 วันที่ต้องมาเจอหน้ากันใน Residential ทั้งหมด 3 ครั้ง ไอเดียคือการใช้ประโยชน์จากโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ให้มากที่สุด นิสิตเรียนออนไลน์เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ แต่ก็ยังสร้างความสัมพันธ์ได้ผ่านการเจอหน้ากัน อีกหนึ่งจุดเด่นของโปรแกรมนี้คือการโฟกัสที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าภูมิภาคนี้มีความท้าทายและโอกาสที่เฉพาะตัว ภูมิภาคนี้คืออนาคต คนอยากมาประเทศไทยเยอะมากอย่างน่าอัศจรรย์ นั่นเป็นอาวุธเลยนะ แรก ๆ ที่ผมเข้ามา บางคนบอกว่าไม่น่าจะหาคนมาสอนได้หรอก คนอยากไปอเมริกาเหนือมากกว่า แต่ผมไม่เคยเจอปัญหานั้นเลย ผมว่า 90% ของคนที่ผมอยากให้มาทำงาน ตกลงมาทำงานโดยไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะทุกคนอยากมาประเทศไทย ประเทศไทยน่าดึงดูดมากนะ เป็นประเทศที่น่าอยู่และอยู่ง่าย
ทำไมคุณถึงมองว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คืออนาคตของโลกเรา
ภูมิภาคนี้ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเราอยู่ระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ของโลก ก็คือสหรัฐอเมริกาและจีน ในขณะที่ 2 ประเทศนั้นกำลังตั้งการ์ดเตรียมชกในสนามมวยระดับโลก เราก็ยังยืนหยัดอยู่ตรงกลางได้ ผมจึงคิดว่าภูมิภาคนี้มีแรงดึงดูดเฉพาะตัวที่ทำให้คนทั่วโลกสนใจ
เสน่ห์ของศศินทร์ที่ดึงดูดคนให้เข้ามาเรียนแทนที่จะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศคืออะไร
อาจารย์ที่มาสอนครึ่งหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มาจากทั่วโลก ผู้ซึ่งจะนำมุมมองในระดับโลกมาแบ่งปันความรู้ให้แก่นิสิต โดยในโปรแกรมปกติประมาณ 20% เป็นเคสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในหลักสูตร Connect+ จะเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับภูมิภาคทั้งหมด คือเราจะนำมุมมองระดับโลกมาปรับใช้กับผู้สอนในภูมิภาคนี้ และเราจะรวมเรื่องราวความสำเร็จทางธุรกิจและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากภูมิภาคนี้เข้าไว้ด้วยกัน


คุณวางแผนอะไรไว้ให้กับศศินทร์ในอนาคตอันใกล้นี้
พอผมได้ยินคำถามนี้แล้วนึกถึงเพลง Life is what happens to you while you’re busy making other plans ของ John Lennon เพราะแผนการส่วนใหญ่มักจะถูกเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามาแทรกแซง แต่ถ้าเราจะคุยเรื่องแผนกันจริง ๆ ผมตั้งใจจะโฟกัสเกี่ยวกับภูมิภาคนี้มากขึ้น ให้เป็นจุดแข็งในการแข่งขันของเรา
สอง คือเราจะโฟกัสวิธีการเรียนการสอนที่แตกต่างออกไป ผมว่าโรคระบาดทำให้เราเห็นว่าการเรียนออนไลน์ไม่ได้แค่มีประสิทธิภาพนะ ยังสนุกด้วย แต่การเรียนออนไลน์ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะถ้าเรียนออนไลน์อย่างเดียวก็อาจจะพลาดการเรียนรู้ก้อนใหญ่ ๆ ไปได้ เราจึงจะผสมผสานการเรียนออนไลน์และการเจอหน้ากัน
ส่วนสุดท้าย คือเราจะโฟกัสที่การสร้างผลกระทบ การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การผลิตของหรือการทำเงิน แต่ต้องมีผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตคน สังคม ภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะกลายเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่แค่สำหรับรัฐบาล แต่สำหรับธุรกิจและการสร้างผลกำไรด้วย ส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่าผลกำไรและผลกระทบเชิงบวกขัดแย้งกันนะ ผมว่ามันมาพร้อมกันได้
คุณจะเตรียมตัวนิสิตสำหรับยุค AI อย่างไร
แน่นอนว่าเรามีวิชากี่ยวกับ AI ในธุรกิจมา 2 ปีแล้ว อันที่จริงเราเพิ่งเปิดพื้นที่ที่ชั้น 2 ให้เป็นมุม AI ที่สตาฟ อาจารย์ และนิสิตมาทดลองใช้ AI ต่าง ๆ ได้ด้วย ปีหน้าเราจะเพิ่มวิชาด้าน AI ขึ้นมาอีก ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องกลไกของ AI เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องจริยธรรมหรือปัญหาทางปรัชญาด้วย เพราะผมคิดว่ามีประเด็นนี้เข้ามาเกี่ยวข้องมากมายในเรื่องของ AI ส่วนตัวแล้วผมว่าในอนาคตนั้น ทุกอาชีพจะต้องพึ่งพา AI มากกว่าที่เคย ดูอย่างการถ่ายรูปสิ เมื่อก่อนการแต่งรูป การใช้ Adobe Photoshop เป็นงานอดิเรกของผมเลยนะ เดี๋ยวนี้คือเอามือแตะหน้าจอมือถือก็ได้รูปออกมาสวยกว่าที่ผมเคยแต่งแล้ว ซึ่งในบางมุมก็น่ากลัว แต่ก็ทำให้เรามีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นด้วยเหมือนกัน
อะไรที่ทำให้กูรูการตลาดอย่างคุณสนใจศาสตร์นี้ตั้งแต่แรก
ผมเคยเป็นนักเศรษฐมิติ สร้างโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ แต่ผมก็เริ่มรู้ตัวว่างานของผมกำลังถูกแทนที่ด้วยการคลิกไม่กี่ครั้งในโปรแกรม Microsoft Excel เหมือนกับ AI ที่กำลังจะมาแย่งงานที่ผมเคยได้รายได้อย่างดี ผมเลยมองหาอะไรที่น่าจะปลอดภัยกว่า น่าจะมีข้อได้เปรียบ และอยู่ได้นาน ซึ่งคำตอบที่ได้คือความคิดสร้างสรรค์
ผมคิดว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่เบื้องหลังการตลาดทั้งหมด การตลาดจึงดึงดูดผมมาก สมัยที่ผมสอนวิชาการตลาด ชอบเปรียบเทียบการตลาดกับม้าโทรจัน ตอนที่ชาวกรีกทลายกำแพงของเมืองทรอยไม่ได้ พวกเขาก็เอาม้าโทรจันตัวใหญ่ไปวางไว้นอกกำแพง ซึ่งม้านั้นดูน่าสนใจและไม่มีพิษมีภัย จนคนโทรจันสมัครใจลากม้าเข้าเมืองไปด้วยตัวเอง ม้านั้นคือการตลาดสำหรับผม การตลาดคือการหาไอเดียที่คนจะเปิดใจรับ และเราจะใช้ไอเดียนั้นโปรโมตธุรกิจในกลุ่มเป้าหมายของเรา


ในฐานะผู้อำนวยการ/อาจารย์ อะไรคือสิ่งที่คุณอยากปลูกฝังในตัวนิสิต
อย่างแรก คือสร้างแรงบันดาลใจ ความหิวกระหายความรู้ และความใคร่รู้ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ผมว่าคนจะล้าหลัง จากนั้นผมอยากเชื่อมต่อคนที่มีแนวคิดเหมือนกันเข้าด้วยกัน ผมว่าสิ่งที่คนคนหนึ่งบรรลุได้นั้นมีขีดจำกัดอย่างมาก แต่สิ่งที่คนเป็นกลุ่มทำได้นั้นแทบจะไร้ขีดจำกัด เราจึงต้องเชื่อมคนเข้าหากัน แต่เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้นด้วย เคยมีคนพูดไว้ว่าทุกคนต้องมีการเปลี่ยนแปลง และผมว่าจริงนะ คนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรับตัว จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
คุณคิดว่าคุณสมบัติและแนวคิดที่ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจควรจะมีคืออะไร
ในมุมหนึ่ง ผมว่าต้องมีบุคลิกภาพที่แข็งแกร่ง มีแนวทางชัดเจน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องมีความถ่อมตน รับฟังผู้อื่น และปรับเปลี่ยนเมื่อเห็นว่าแนวทางของตนนั้นผิด ผมว่าความสมดุลระหว่าง 2 อย่างนั้นยากมาก ผมรู้จักหลายคนที่มีความตั้งใจอันแรงกล้ามาก เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร และจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด สุดท้ายมันก็กลายเป็นหายนะ และผมรู้จักอีกหลายคนที่ไม่แน่วแน่พอ และเห็นด้วยกับคนอื่นไปทั่ว อย่างนั้นก็ไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน เพราะฉะนั้น ต้องหาตรงกลางให้เจอ และอีกอย่างหนึ่งคือผมคิดว่าเราไม่ควรอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งนานเกินไป เพราะเมื่ออยู่นานก็จะเกิดความโอหังและเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป
ทำไมคุณถึงตัดสินใจมาที่ศศินทร์ตั้งแต่แรก และอะไรที่ทำให้คุณยังอยู่ที่นี่จนทุกวันนี้
ผมมาจากประเทศแคนาดา มากับทีมที่เข้ามาเพื่อช่วยโรงเรียนธุรกิจไทยสร้างหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการ หลังจากนั้นผมก็กลับไปแคนาดา แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่ผมและภรรยาซึ่งเป็นคนไทยกำลังโกยหิมะกองมหึมากันอยู่ เราก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ‘ต้องมีที่ที่ชีวิตดีกว่านี้สิ’ ผมเลยกลับมาประเทศไทยตอนปี 1999 แล้วก็ตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในปี 1999 เพราะอินเทอร์เน็ตก็ช้า คนใช้ก็ไม่ได้เยอะ การจ่ายเงินออนไลน์ยากมาก ซึ่งเมื่อชัดเจนแล้วว่าบริษัทนั้นคงไปต่อไม่ไหว ผมก็เลยกลับมาสอนเต็มเวลาที่นี่และไม่เคยไปไหนอีกเลย
คุณสมบัติอะไรที่ทำให้คุณเป็นกัปตันทีม
ก่อนอื่นเลย ผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นกัปตันทีมนะ กัปตันทีมต้องเป็นคนที่ลงไปเล่นในสนามใช่ไหม ผมน่าจะเหมาะกับคำว่าโค้ชมากกว่า ตอนแรกเริ่มผมก็ไม่ได้มีคุณสมบัติอะไรนะ แต่ผมพัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้คิดว่าคุณสมบัตินั้นคือความสามารถในการฟัง คิด สะท้อนสิ่งเหล่านั้นออกมา และการเปลี่ยนแปลงความคิด ผมว่าการเปลี่ยนความคิดนั้นสำคัญและยากมาก มีคนพูดไว้ว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่เป็นเรื่องง่าย แต่การละทิ้งความรู้เดิม (Unlearn) เป็นเรื่องยาก ซึ่งผมเห็นด้วยมาก ๆ เพราะในขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้เดิม ๆ ในหัวเราก็กลายเป็นขยะทางความคิดและมันก็เยอะขึ้นตามกาลเวลา ซึ่งการทิ้งขยะเหล่านั้นยากมากเลยนะ
อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่คุณได้เรียนรู้ในฐานะผู้อำนวยการของศศินทร์
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะฟัง ผมไม่เคยเป็นผู้ฟังที่ดี แต่ผมว่าผมพัฒนามาเยอะนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียนี้ ถ้าไม่ระวัง คุณอาจจะเผลอเชิญให้คนออกไปจากออฟฟิศก่อนที่เขาจะได้พูดในสิ่งที่เขาต้องการจะพูดด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น ผมว่าสำคัญมากที่จะให้เวลาคนในการพูด ในแถบอเมริกาเหนือและยุโรปนั้น คนจะตรงไปตรงมากับสิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่า ทุกอย่างจึงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณเข้ามาคุณบอกว่าคุณจะเอาอะไร ผมก็ตกลงหรือไม่ตกลง เราก็คุยกัน แล้วมันก็จบ แต่ที่นี่คุณเข้ามา คุณคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้จนกว่าจะมั่นใจพอที่จะพูดถึงประเด็นที่คุณต้องการคุยจริง ๆ และบ่อยครั้งประเด็นพวกนั้นก็หยิบยกขึ้นมาแบบผ่าน ๆ เพราะฉะนั้น ผมต้องเรียนรู้ที่จะรอและค้นหาประเด็นเหล่านั้นให้เจอ


นอกเหนือจากงานแล้วคุณหลงใหลในสิ่งใด
ไม่รู้จะเรียกว่าหลงใหลได้หรือเปล่า แต่ผมสนใจเทคโนโลยีมาก ๆ ชีวิตผมผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาหลายครั้ง อย่างที่บอกว่าผมเคยเป็นนักเศรษฐมิติ ผมเคยแม้กระทั่งใช้เครื่องคิดเลขข้อเหวี่ยงมือโบราณ จนมาถึงคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าตู้เอกสารที่ไม่ฉลาดเท่าโทรศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ด้วยซ้ำไป ผมว่าผมโชคดีที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเหล่านี้ และผมก็สนใจมันมาก AI ก็เหมือนกัน ยิ่งตอนนี้เริ่มเห็นบทบาทของ AI ในโซเชียลมีเดียแบบนี้แล้วด้วย ผมคิดว่าคงเป็นอนาคตของพวกเราจริง ๆ
ความสนใจนี้สะท้อนออกมาในงานของคุณอย่างไร
ผมคิดว่าเทคโนโลยีจะแทรกซึมเข้าไปในทุกสิ่งที่เราทำ สิ่งหนึ่งที่เราทำที่ศศินทร์คือการเป็นผู้ตามที่รวดเร็วในด้าน EdTech เราเป็นผู้นำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมีหลากหลายแขนงเกินไป แต่สิ่งที่เราพยายามทำได้คือการเฝ้าสังเกต และคว้านวัตกรรมที่ดูมีแนวโน้มมากที่สุดสำหรับงานของเรา ผมว่าในอนาคตอันใกล้นี้ น่าจะต้องมีเรื่องของโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) เข้ามาอย่างแน่นอน การถกเถียงทั้งหมดเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์กับการเรียนต่อหน้าอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไปเมื่อโลกการพบปะต่อหน้าของเรากลายเป็น Virtual Reality ดังนั้น ผมว่า The Matrix อาจจะไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนักแล้วนะ
นอกเหนือจากการเป็นผู้อำนวยการที่ศศินทร์ คุณสวมหมวกหรือบทบาทอะไรในชีวิตบ้าง
ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นพ่อ เป็นตา เป็นสามี ผมมี Start-up ที่เจ๊งมาแล้วหลายอัน ซึ่งอันที่ชอบที่สุดชื่อ Woof Woof Studio เป็นหนังสือเชิงโต้ตอบ (Interactive Book) สำหรับอุปกรณ์แท็บเล็ตสำหรับเด็ก แนวคิดก็คือคุณจะมีเรื่องราวที่เคลื่อนไหวได้ และเด็กก็จะแตะที่ภาพและมันก็จะขยับไปมาอะไรทำนองนั้น ผมว่ามันดีมากเลยนะ แต่ก็มีหลายปัญหาและสุดท้ายแล้วก็เงินหมดก่อนที่จะได้กำไร
คุณทำอะไรในวันหยุดพักผ่อน
ผมชอบกินอาหารทะเลมาก ผมจะขับรถออกนอกเมืองไปหาอาหารทะเลกิน สูดอากาศบริสุทธิ์ ชมวิวสวย ๆ ผมไม่ได้ทำอะไรตื่นเต้นมากหรอก ไม่ได้ปีนเขาหรืออะไรแนวนั้น


10 Fun Facts
about Professor Ian Fenwick, Ph.D.
1. ถ้าจะสร้างธุรกิจของตัวเอง ธุรกิจนั้นคืออะไร
Woof Woof Studio แน่นอน ผมจะกลับไปทำหนังสือเชิงโต้ตอบสำหรับเด็กอีกครั้ง ผมว่าเรามีข้อได้เปรียบ มันน่าจะทำกำไรได้นะ
2. ถ้าคุณร่วมดินเนอร์กับผู้นำทางด้านธุรกิจได้ 1 คน คนคนนั้นจะเป็นใคร
คงไม่ใช่ผู้นำทางด้านธุรกิจ เพราะผมจะเลือก Erasmus เขาเป็นคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่อ่านทุกอย่างมาหมดแล้วในศตวรรษที่ 16
3. ถ้าไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ คุณจะทำอาชีพอะไร
ทีแรกผมก็อยากเล่นมุกว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องมากเลยนะ แต่ทีมห้ามไว้ เพราะฉะนั้นผมขอตอบว่าผู้ประกอบการแล้วกัน
4. คำแนะนำด้านอาชีพที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับคืออะไร
เคยมีคนบอกผมไว้ว่า มันจะมีวันที่ทุกคนไม่เห็นด้วยกับคุณ อย่าไปเชื่อคนพวกนั้นนะ
5. หนังเรื่องไหนที่นิสิตนักศึกษาธุรกิจทุกคนควรดู
The Godfather
6. ถ้าคุณออกแบบหลักสูตรโปรแกรมบริหารธุรกิจใหม่ได้ คุณจะเพิ่มวิชาอะไร
ปรัชญาและความท้าทายของ AI ในอนาคต
7. ถ้าคุณสลับร่างกับ 1 คนในศศินทร์ได้ 1 วัน คนคนนั้นคือใคร
ผมจะสลับร่างกับนิสิต Full Time เพราะจะได้เรียนทั้งวันและมีคนจ่ายบิลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้
8. ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในทักษะใดทักษะหนึ่งได้ในทันที ทักษะนั้นคืออะไร
ภาษาไทย
9. ใครเป็นแบบอย่างที่มีอิทธิพลต่ออาชีพการงานของคุณ
ไม่มีนะ
10. คำคมประจำใจที่คุณยึดถือในการดำเนินชีวิตคืออะไร
สิ่งที่คุณบรรลุได้นั้นไม่มีขีดจำกัด หากคุณไม่สนใจว่าใครจะได้รับเครดิต
