26 สิงหาคม 2025
3 K

ระหว่าง รวยแต่เป็นมะเร็ง กับ ไม่รวยมากแต่อยู่นาน เลือกอะไร

ระหว่าง อายุยืนแต่ป่วยบ่อย กับ อายุไม่ถึงร้อยแต่ใจสงบในทุกวัน ชอบแบบไหน

ถ้าคำตอบของคุณเอนเอียงไปทางคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ Wellness Economy เศรษฐกิจสายสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี มูลค่าหลายล้านล้านบาทที่ดึงดูดให้ผู้คนยอมบินข้ามโลกมาลงทุนกับสุขภาพตัวเอง

ยิ่งในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ทั้งสงครามจริง สงครามการค้า สงครามโซเชียล ผู้คนยิ่งโหยหาความสุขทางกายและใจที่เข้าถึงได้ทันที ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น และได้มีโอกาสมานั่งอยู่ในห้องรับแขกของ BDMS Wellness Clinic ที่ห้อมล้อมด้วยผนังไม้ ชั้นหนังสือ และพลังงานของความสงบเงียบ ระหว่างรอพูดคุยกับผู้บริหารคิวแน่นท่านหนึ่ง

หลังบทสนทนาที่ลื่นไหลเกินเวลานัด หมอแอมป์-นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นหัวแถวของวงการ Wellness ประเทศไทย และผลักดันเรื่องนี้มากว่า 20 ปี ได้ให้คำตอบชัดเจนหมดจด จนผู้เขียนนึกสงสารร่างกายตัวเองไปหลายรอบ รวมถึงให้คำตอบกับประเทศไทยที่ฝันอยากเป็น Wellness Hub ระดับโลก 

หมอแอมป์ย้ำชัดว่า “คนไทยต้องแข็งแรงก่อน” หากแขกจากทั่วโลกมาไทยแล้ว มองไปทางไหนก็เจอแต่คนอ้วน คนป่วย คนเศร้า แล้วเราจะเอา Wellness ไปขายเขาได้อย่างไร 

ไม่ว่าคุณจะอายุ 9 หรือ 99 ปี เนื้อหาที่กลั่นจากประสบการณ์ของหมอแอมป์นำไปปรับใช้ได้ทั้งนั้น และอาจเปลี่ยนวิธีมองชีวิตของเราไปตลอดกาล

เป้าหมายสุดท้ายคือหลับตาย

ตลอดเวลากว่าแสนปีของวิวัฒนาการมนุษย์ เราเพิ่งเริ่มไขความลับที่ธรรมชาติซ่อนเร้นเอาไว้ ความลับที่ทุกอารยธรรมต่างออกค้นหา ตำนานน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) หรือคำถวายพระพรแด่ฮ่องเต้ ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี ในความเป็นจริง เรารู้กันดีว่าแค่มีอายุครบ 1 ศตวรรษก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือแห่งการใช้ชีวิตแล้ว

“คนในอดีตอายุ 50 ปีก็ตายแล้ว บ้างตายในสงคราม บ้างตายเพราะโรคระบาด มีน้อยมากที่จะแก่ตาย แต่พอเรามีการค้นพบยาปฏิชีวนะให้ไม่ติดเชื้อตาย อายุมนุษย์ก็ยืดออกไปไกล จาก 50 กลายเป็น 70 กว่าปี” 

หมอแอมป์เล่าวิวัฒนาการทางการแพทย์มาจนถึงยุคพีกที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาเดียวกับที่โทรศัพท์บ้านธรรมดาแปลงร่างเป็นสมาร์ตโฟนเพราะอินเทอร์เน็ต ทำให้เรารู้จักโลกภายนอกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ภายในร่างกายเราเองก็เช่นกัน

“มนุษย์ดันไปเจอหลายอย่างมากในวงการแพทย์ ไปรู้ว่าในลำไส้มีโพรไบโอติก มีนักวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบว่าโครโมโซมมีฝาปิดชื่อเทโลเมียร์ ทำให้ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ได้ จนมาถึงเรื่องก้าวกระโดดที่สุดคือเรื่องพันธุกรรม พอมีการตรวจจีโนม (ชุดข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของมนุษย์) ทำให้เราเจอพิมพ์เขียวของสิ่งมีชีวิต”

แม้มนุษย์จะอายุยืนมากขึ้นแล้วก็จริง แต่ก็ตามมาด้วยความทุกข์สารพัด อายุยืนแต่ติดเตียง อายุยืนแต่ต้องล้างไตทุกวัน อายุยืนแต่จำอะไรไม่ได้ อายุยืนแต่คนทั้งบ้านป่วยใจ พอกันทีกับอายุยืนไร้คุณภาพ เกิดเป็นเทรนด์ใหม่ล่าสุด ‘อายุยืนแบบแข็งแรงทั้งกายและใจ’

หมอแอมป์จึงชวนมารู้จักคำว่า ‘Healthspan’ 

ตามสถิติของคนทั้งโลก อายุขัยเฉลี่ยหรือ Lifespan อยู่ที่ 71.4 ปี แต่ Healthspan อยู่ที่เพียง 61.9 ปี แปลว่าคนทั้งโลกกำลังป่วยก่อนตายเกือบ 10 ปี กว่าจะได้จากโลกนี้ไป

ส่วนค่าเฉลี่ยคนไทยดูดีขึ้นมาหน่อย Lifespan 75.3 ปี และ Healthspan 65.8 ปี ก็ยังถือว่าต้องเผชิญกับภาวะเจ็บป่วยก่อนตายเกือบ 10 ปี

เป้าหมายสูงสุดจึงเป็นการทำให้ค่า Lifespan และ Healthspan อยู่ที่เลขเดียวกัน เมื่อไหร่ที่เท่ากัน เมื่อนั้นมนุษย์จะพบกับจุดจบที่สวยงาม ในภาษาอังกฤษเรียก ‘Peaceful Death’ ส่วนภาษาหมอแอมป์เรียกง่าย ๆ ว่า ‘หลับตาย’

นอนหลับแล้วร่างกายหยุดทำงานไม่ใช่เรื่องใหม่ เกิดขึ้นกับใครก็บอกมีบุญ แต่หมอแอมป์บอกว่าในทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่าย การทำให้ทั้งร่างกาย ตับ ไต ไส้ พุง สมอง หัวใจ หยุดทำงานพร้อมกันต้องใช้วิทยาศาสตร์ ใช้วินัย ไม่ใช่แค่พึ่งบุญ 

“ใน 1 หมู่บ้าน หากมีคนหลับตาย 1 คนจากคนเป็นร้อย นั่นคือฟลุก บางคนกินเหล้าสูบบุหรี่แต่ดันมียีนส์ดี แต่ถ้าจะทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องมีการวัดผลได้ เช่น ใน10 คนต้องหลับตายให้ได้ 8 คน

“ในระดับประเทศ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะวัดความก้าวหน้าของแต่ละชาติ ไม่วัดกันเรื่องความรวยหรือ GDP อีกต่อไป แต่ประชากรที่มี Healthspan ยาวกว่า ประเทศนั้นน่าอยู่มากกว่า” 

หาพระหรือหาหมอ

ป่วยใจไปหาพระ ป่วยกายไปหาหมอ – หมอแอมป์ไม่ได้กล่าว 

แต่เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากดูแลกายใจแยกส่วนแบบนี้กันมาเนิ่นนาน ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร หากเรายังไม่ป่วยแต่ไปโรงพยาบาล อาจโดนหมอถามกลับว่า ไม่ป่วยแล้วมาทำไม

นี่คือช่องว่างที่ทำให้อุตสาหกรรม Wellness เกิดขึ้น

“โรงพยาบาลรักษาคนป่วยให้หายดี Wellness รักษาคนดีให้ไม่ป่วย”

จริง ๆ แล้ว เรื่อง Wellness ในโรงพยาบาลมีมาเนิ่นนาน นั่นคือแผนกตรวจสุขภาพ แผนกนี้ไม่เรียกเราว่าคนไข้ แต่เรียกว่าผู้รับบริการ ซึ่งหมอแอมป์แบ่งคนรักสุขภาพออกเป็น 3 ประเภท

แบบที่ 1 ไม่สนใจเลย แต่วันหนึ่งเจอกับตัวเอง เข้าทำนองไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา 

แบบที่ 2 ไม่เจอกับตัวเอง แต่เจอกับคนที่รัก เลยไม่อยากเป็นแบบนั้น 

แบบที่ 3 เพียงแค่ได้ฟังก็รู้ซึ้ง อยากดูแลตัวเองขึ้นมา

“จุดสำคัญของการกลับมารักสุขภาพก็เหมือนธรรมะ บางคนฟังเทศน์ประโยคเดียวรู้แจ้งเห็นธรรม อีกหลายคนฟังเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัว พันปีที่ผ่านมาพระก็พูดให้ดูแลกายใจ เพียงแต่เราไม่เห็นภาพเท่านี้ ไม่มีเทคโนโลยีมาบอกค่าดัชนีชี้วัดต่าง ๆ ในร่างกาย”

อาบน้ำให้จิต

“พอจิตเครียด ร่างกายก็พังตาม” หมอแอมป์วิเคราะห์ว่าคนหันมาใส่ใจเรื่อง Wellness อย่างชัดเจนช่วงหลังโควิด-19 

เทรนด์ในอุตสาหกรรม Wellness ที่บูมสุด ๆ คือเรื่อง Mental Health สะท้อนจากมูลค่าสินค้าและบริการที่โตเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องการนอน เตียง หมอน สเปรย์ กลิ่นหอมแก้เครียด สมุนไพรช่วยหลับสบาย ฯลฯ

“ตัวชี้วัดสุขภาพจิตที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องมีเครื่องมือ คือวัดจากการนอน คนที่สุขภาพดีจะหลับลึกได้ประมาณ 2 ชั่วโมงจากการนอน 8 ชั่วโมง แต่คนที่สุขภาพจิตไม่ดีจะนอนดึก ฝันเยอะ ตื่นมาไม่เฟรช กินไม่ดี”

ท่ามกลางเมืองหลวงที่แข่งขันสูง เร่งรีบ เวลานอนไม่ค่อยจะมี คนกรุงเทพฯ จะดูแลตัวเองอย่างไรดี

หมอแอมป์เล่ากลไกร่างกายที่เรียบง่ายว่า ร่างกายไม่ได้รู้จักวันจันทร์ถึงศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ มีแค่ ‘กลางวันใช้ กลางคืนพัก’

ดังนั้น การดูแลสุขภาพต้องวัดกันเป็นวัน ไม่ใช่การใช้งานทั้งปีแล้วหยุดไปเที่ยวแค่ไม่กี่วัน เหมือนเราขับถ่าย ทั้งอาทิตย์จะถ่าย 1 – 2 วันไม่ได้ ต้องขับของเสียทุกวัน

“ตอนพระอาทิตย์ขึ้น เราตื่นมาเป็นช่วงที่ร่างกายเข้าเกียร์ หลั่งฮอร์โมนให้แอคทีฟ เราเลยออกไปทำงานหาเงินเต็มที่ แต่เมื่อพระอาทิตย์ตก ต้องถอยเกียร์จากเกียร์ 5 ลงสู่เกียร์ 4 3 2 1 แล้วก็จอดนอน

“บางคนกดเกียร์ 5 ตลอดเวลา ดูซีรีส์ ไถหน้าจอ แล้วจู่ ๆ ปิดไฟหลับ แต่ร่างกายหลับไม่ลง ก่อนนอนต้องคูลดาวน์ ซึ่งเหลืออะไรให้ทำไม่เยอะหรอก คนเก่งหน่อยก็นั่งสมาธิกัน คนเพิ่งเริ่มต้นก็ขอให้ทำกิจกรรมที่ไม่ต้องคิด ให้จิตจดจ่อกับอะไรบางอย่าง ถักไหมพรม ต่อจิ๊กซอว์ วาดรูป แกะสลักผลไม้ ร้อยลูกปัด ส่องพระ ส่องเพชร เอาที่เราชอบจะได้ไม่ทุกข์”

สำหรับคุณหมอ Peace of Mind เป็นยังไง – เราถาม

“คือช่วงเวลาที่เราไม่คิด มนุษย์เราคิดฟุ้งไปเรื่อยเปื่อยได้ง่ายมาก แต่ยากที่สุดคือการทำให้ไม่มีเรื่องอื่นแวบเข้ามาในหัว อันนี้ต้องฝึก หมออยู่ในห้องน้ำหรือออฟฟิศคนเดียวสัก 3 นาที หมอก็นั่งสมาธิ พยายามเก็บไว้เหมือนพาวเวอร์แบงก์

“หมอเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ตอนท่านยังไม่มรณภาพ ท่านให้ลูกศิษย์ทำสมาธิ จะนั่ง นอน ตะแคงยังไงก็ได้ ขอให้เริ่ม ท่านจะขึ้นตัวเลขว่าสมาธิที่ทุกคนฝากไว้ในธนาคารจิตมีกี่ล้านนาทีแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์เมื่อไหร่ แต่วันหนึ่งจะได้ใช้ 

“นี่ไม่ได้เป็นเรื่องศาสนา เรากำลังพูดเรื่อง Mental Detox หรือการอาบน้ำให้จิตในแต่ละวัน หลังออกไปนอกบ้าน เรายังอาบน้ำเลย แต่จิตที่คิดมาทั้งวัน พอถึงบ้านกลับไม่อาบน้ำ การนั่งสมาธิก็คือการล้างจิต ถ้าทำนานก็ล้างสะอาด ถ้าไม่ทำเลยก็หมักหมม”

แม้เราจะถูกสอนมาทั้งชีวิตว่าให้คิดเยอะ ๆ ก่อนจะทำอะไรก็ตาม แต่หมอแอมป์บอกว่า ในเชิงสุขภาพ คิดเยอะไปไม่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะคิดดี คิดบวก คิดเพื่อโลก หรือคิดร้าย สมองก็ล้วนต้องทำงาน ลองหาเวลาให้สมองพักผ่อนให้หยุดคิดบ้าง 

เหมาะกับทุกคนที่ตายได้

ใครเหมาะสำหรับ Wellness – เราเริ่มคิดเผื่อตัวเองในวัยชรา

“ทุกคน ทุกคนที่ตายได้”

หมอแอมป์บอกว่า เมื่อก่อนคนมาหาเป็นผู้ใหญ่มีอายุหน่อย แต่เดี๋ยวนี้มีทุกวัย เด็กวัยรุ่นเยอะขึ้นด้วย มีทั้งเด็กที่ยังไม่มีรายได้แต่รักตัวเอง ไปเจอข้อมูลในอินเทอร์เน​็ตก็ชวนพ่อแม่มา 

“สมรรถนะเราจะไปได้ไกลสุดแค่ไหน มันก็เหมือนรถแข่ง F1 บางคนมาหาหมอเพราะอยากวิ่งเร็วกว่าเดิม นานกว่าเดิม ไม่สึกหรอ บางคนคิดว่ารถพังค่อยเอาไปซ่อม บางคนอยากแค่ขับไปเรื่อย ๆ ไม่อยากให้พังก็หมั่นเช็กระยะ 

“สิ่งที่คนต่างจากรถคือรถมีอะไหล่ แต่คนไม่มีอะไหล่ นั่นทำให้เราเปลี่ยนความคิดเรื่อง Wellness กันไปมาก”

แววตาของหมอแอมป์ยังเป็นประกายในทุกครั้งที่ถ่ายทอดวิชา แม้จะพูดเรื่องการดูแลสุขภาพมานับสิบปี ผ่านช่อง YouTube : DrAmp Team, Facebook : DrAmp Team พูดในงานสัมมนา หรือแม้แต่การสัมภาษณ์ส่วนตัวในขณะนี้ ด้วยความหวังว่าอยากให้คนฟังเก็บกลับไปใช้แบบไม่ต้องเสียเงิน 

“เวลาเราพูดเรื่องสุขภาพก็เหมือนเทศน์ ไม่ต้องสนใจว่าใครฟังอยู่ ไม่ใช่คนรวยแล้วเราพูดเยอะ คนไม่มีตังค์เราพูดน้อย หมอพูดเหมือนเดิมเท่ากันหมด เพราะทุกคนมีค่าเท่ากับ 1 ชีวิตเท่ากัน เมื่อก่อนจะเจอแฟนคลับตามวัด เดี๋ยวนี้ไปเดินห้างก็มีเด็ก ๆ มาขอถ่ายรูป 

“งาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ที่ผ่านมา มีน้องพิการไม่มีแขนขา ตั้งใจเดินทางมาจากมหาสารคาม แม่เขาบอกว่าน่าจะไม่รอดตั้งแต่ 2 ขวบ แต่แม่ยื้อ เลี้ยงมาจนวันนี้อายุจะ 30 แม่บอกว่าฟังคลิปหมอทุกวันเลย เท่านี้ก็คือกำลังใจที่วิเศษสุดแล้วที่ทำให้ยังทำงานต่อไป”

จักรวาล Wellness

งานของหมอแอมป์กลายเป็นขุมทองในยุคนี้ ใคร ๆ ก็อยากสุขภาพดีจนความต้องการในตลาดมีมากเหลือเกิน แต่กลับขาดบุคลากรรองรับ ลองพิจารณาทั้ง 11 อุตสาหกรรมนี้ แล้วจะพบจักรวาลอันกว้างใหญ่ของ Wellness Economy 

· สาธารณสุข การป้องกันโรค และการแพทย์เฉพาะบุคคล 

· การกินเพื่อสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก 

· การแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือก 

· การดูแลส่วนบุคคลและความงาม 

· อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ 

· สุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี 

· สุขภาพในสถานที่ทำงาน 

· การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

· กิจกรรมทางกาย 

· น้ำพุร้อน 

· สปา

ทีมไทยแลนด์จึงต้องมีตั้งแต่แพทย์ นักกำหนดอาหาร เภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญออกกำลังกาย นักจิตวิทยา หมอนวดไทย แพทย์แผนไทย แพทย์ฝังเข็ม แพทย์ทางเลือก นักกายภาพบำบัด ทันตแพทย์ มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และอื่น ๆ อีกมากมาย

หมอแอมป์ผู้อยู่ในฝั่งของเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ยอมรับว่า จบหมอมาด้วยการถูกสอนให้รักษาโรค ไม่ได้เรียนเรื่องป้องกันโรค จึงต้องมาเรียนใหม่ทั้งหมดในการทำงาน ดังนั้น ยังมีอีกสารพัดสหวิชาชีพที่ต้องช่วยกันเติมความรู้และสร้างมาตรฐาน

“แต่ละวงการควรมีงานวิชาการรองรับ เช่น เทรนเนอร์ออกกำลังกาย ควรยกระดับขึ้นว่าออกกำลังกายแบบไหน ได้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่ ทำให้เซลล์อ่อนเยาว์อย่างไร ลงลึกแบบมี Evidence-based Medical Approval

“หมอนวด ถ้านวดให้สบายก็จะได้ราคาเท่าเดิม แต่ถ้านวดแล้วมีหลักฐานรองรับได้ว่าฮอร์โมนความเครียดลดลง ฮอร์โมนความสุขเพิ่มขึ้น นวดติดต่อกันแล้วเทโลเมียร์จะยาวขึ้น ตายช้าลง ก็จะคิดราคาได้เพิ่มขึ้น”

เช่นเดียวกับเรื่องสมุนไพร ต้องเติมความรู้ทางการแพทย์เข้าไปในพื้นที่ ขมิ้นชันที่ว่าขึ้นชื่อ หากอยากขึ้นหิ้ง ต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ “ขมิ้นชันมีสารทางการแพทย์ว่าอะไรบ้าง มีโพลีฟีนอลเท่าไหร่ กันเซลล์มะเร็งได้ไหม หัวแบบไหนมีเยอะ จังหวัดไหนปลูกดีไม่มีโลหะหนัก เราต้องยกสมุนไพรขึ้นเป็นเกรดยา ต่างชาติเขาจะกล้าที่ทานและยอมจ่ายเพิ่มขึ้น”

หมอแอมป์ย้ำอย่างมั่นใจว่า คนไทยเก่งไม่แพ้ใคร แต่เรายังอ่อนเรื่องการทำหลักฐานวิจัยมารองรับ ถ้าทุกคนติดอาวุธด้านการวิจัยในแต่ละสาขา แล้วนำมูลค่าต่าง ๆ มารวมกัน Wellness Economy ของไทยจะมีโอกาสติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกอย่างที่หมอแอมป์ตั้งเป้าไว้ 

Land of Health

Land of Smile คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเมืองไทย น่าคิดว่าหากภายนอกยิ้มเก่ง แต่สุขภาพภายในเสื่อมถอย เรายังอยากอยู่ดินแดนนี้กันไหม ภารกิจของหมอแอมป์จึงเป็นการสร้างระบบนิเวศของ Wellness ให้ครบรอบด้าน

“การจะทำให้คนต่างชาติบินมารักษาชีวิตตัวเอง ไม่ใช่อยู่ดี ๆ อยากทำก็ทำได้ การซื้อชีวิต เขาต้องคิดแล้วคิดอีกจากตัวเลือกทั้งโลก ต้องมีทั้งคลัสเตอร์ องค์ความรู้ เทคโนโลยี อาหารการกิน และความใส่ใจบริการที่ดี ซึ่งเมืองไทยมีครบเกือบหมด มารักษาสุขภาพอย่างเดียวไม่มีที่เที่ยวก็ไม่ไหว เรามีที่เที่ยว ภูเขา ทะเล และมีวัฒนธรรมพร้อม” 

โชคดีที่เมืองไทยอยู่ในสนามแข่งนี้มานาน โดยเฉพาะฝั่ง Medical Tourism หลายประเทศอยากจะท้าชิงกับเราแต่สู้ไม่ไหว เพราะต้องอาศัยประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

“Wellness ขับเคลื่อนมาถึงจุดนี้ ต้องบอกว่าเป็นปณิธานของ คุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ส่วนผมเป็นมือทำงาน สิ่งที่ท่านอยากเห็นมาตลอดคือคนไม่ป่วย เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนตั้งแต่เมื่อ 50 กว่าปีก่อนในเรื่อง Preventive Medicine

“จนกระทั่งตอนนี้ BDMS เป็นเครือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ปีหนึ่งดูแลทั้งคนไทยและต่างชาติรวมกันกว่า 10 ล้านคน มีหมอประมาณ 16,000 คน พนักงานราว ๆ 40,000 คน มีเตียงกว่า 8,000 เตียง คนมาใช้บริการ Wellness คิดเป็นประมาณ 11% หรือราว ๆ ล้านกว่าคน จุดแข็งของ BDMS คือฐานข้อมูลที่ใหญ่มาก จนมีบริษัทที่ผลิตยา วิตามิน น้ำเกลือ มีแล็บที่แม่นยำขึ้นทั้งเรื่อง Genetic Banking, Telomere, Epigenetics และมีศูนย์การแพทย์ N Health Novogene Genomics สำหรับตรวจพันธุกรรม เรียกว่ามีระบบนิเวศพร้อมที่แข่งในตลาดนี้เต็มที่”

แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่มาซื้อชีวิตให้แข็งแรงขึ้นที่บ้านเรา หมอแอมป์ชวนกลับไปเริ่มต้นที่ ‘คนขายต้องแข็งแรง’ 

“เรื่องนี้จะสำเร็จได้คนไทยต้องสุขภาพดีก่อน ลองคิดดู ถ้าผมเป็นหมอรักษาโรคอ้วนแต่ตัวเองยังอ้วนก็ไม่น่าจะดี สมมติผมเป็นหมอหัวใจ แต่เจอทีไรเหม็นกลิ่นบุหรี่ตลอด

“บ้านเมืองช่วงนี้ยิ่งขัดใจหมอ สังคมเครียด เศรษฐกิจไม่ดี ไปแข่งกันง่าย ๆ อย่างการเปิดบุฟเฟต์ กินเยอะเกินมันก็ต้องเป็นโรคอยู่แล้ว กลายเป็นว่าอาหารสุขภาพราคาแพง แต่อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ หมูกระทะ ชานมไข่มุก กล้วยทอด กลับราคาถูก Wellness คือเรื่องของการต่อสู้กับกิเลสทั้งนั้น”

สุขภาพดีแบบตัดสูท

เมื่อถามถึงเทรนด์ใหม่ในวงการ Wellness หมอแอมป์พูดอย่างมั่นใจ 2 เรื่อง

หนึ่ง อาหารเสริมเฉพาะบุคคล 

ในยุคที่วิตามินขายกันเกลื่อน กินเกินจนตาเหลือง ตับไตพังไปก็มี คนจึงเริ่มหันกลับมาวิเคราะห์ตนเอง เพราะไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องกินวิตามินรวม 

“เราต้องเจาะเลือดกันก่อน ดูระดับวิตามินเอ บี ซี ดี แมกนีเซียม โครเมียม สังกะสีในเลือด ถ้าดีอยู่แล้วจากอาหารที่กินทุกวันก็ไม่ต้องเสริมวิตามินอะไร ไม่มีใครได้กินเงินฉันทั้งสิ้น”

สอง การตรวจพิมพ์เขียวสุขภาพ (Wellness Life Blueprint)

การตรวจร่างกายคือเข้าใจร่างกายของวันนี้ พรุ่งนี้เป็นอย่างไรบอกไม่ได้ แต่การตรวจพิมพ์เขียวเป็นการใช้วิทยาศาสตร์ระดับสูงตรวจลงลึกจนได้ผลลัพธ์อย่างละเอียด เมื่อประกอบกับฐานข้อมูลของคนทั้งโลก ทำให้แพทย์รักษาและช่วยวางแผนชีวิตได้แม่นยำมากขึ้น

“ที่ BDMS Wellness Clinic มีแล็บที่เป็นพาร์ตเนอร์ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา ทุกทวีป หมอไม่ต้องเดาเยอะเพราะทุกอย่างอยู่ในผล อีกไม่นาน AI จะทำให้ความแม่นยำทวีคูณขึ้นไปอีก จากข้อมูลเท่าสมุดหน้าเหลืองจะเหลือเพียงไม่กี่แผ่น

“การแพทย์ในอนาคตอาจไม่ต้องมีหมอแอมป์ หมอที่เคยทำหน้าที่รับผิดชอบชีวิตคนไข้ กำหนดชะตาชีวิตคน แต่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ช่วย เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา คอยให้ทางเลือกตามประสบการณ์ที่มี”

เส้นทาง Wellness ของเมืองไทยที่สั่งสมมากว่า 20 ปี กำลังแบ่งบานไปพร้อมกับอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยที่ยืนยาวขึ้น เราจะแตะหลัก 100 ปีในไม่ช้า ตัวเลขนี้อาจทำให้บางคนตื่นเต้นรอคอย บางคนอาจรู้สึกหวั่นใจ แต่หวังว่าวิชาความรู้ของหมอแอมป์จะช่วยให้ใจเราสงบและมั่นคงยิ่งขึ้น

“เหมือนเราค่อย ๆ บรรเลงวงออร์เคสตราภายในร่างกายให้สมบูรณ์แบบ คนเอเชียอาจเล่นไม่เหมือนคนยุโรป แถมยังต้องปรับให้สอดคล้องกับพันธุกรรมของเรา ใช้ทั้งชีวิตค่อย ๆ ปรับจังหวะและทำนองไปเรื่อย ๆ จนถึงบทสรุปสุดท้าย… หลับตายไปอย่างสงบ”

10 Things you never know

about Dr.Tanupol Virunhagarun

1.  เข้านอน-ตื่นนอนตอนกี่โมง

นอน 3 ทุ่ม ตื่น 7 โมง

2.  อาหารที่ชอบ แต่กินทีไรก็รู้สึกผิด

โอ้โห ไม่มีเลย ถ้ากินแล้วรู้สึกผิดคือไม่กิน

3.  สถานที่ที่ทำให้สงบ

ทุกที่ที่เงียบ เข้าไปแล้วมืด ดีที่สุดคือไม่มีสัญญาณมือถือ

4.  สถานที่ที่ทำให้ไม่สบายใจ ไม่สบายตัว

ที่ที่มีฝุ่นเยอะ

5. มีวิธีหายใจแนะนำไหม

หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ

6.  ออกกำลังกายแบบไหนอยู่ที่พอดีกับตัวเอง

คาร์ดิโอ ปั่นจักรยานวันละ 1 ชั่วโมง เล่นเวตอีกครึ่งชั่วโมง เว้น 2 วันต่อสัปดาห์ให้ร่างกายได้ซ่อมแซม

7.  ชอบวันไหนที่สุดในสัปดาห์

วันที่ไม่ต้องตื่นเช้า

8. งานอดิเรกที่ช่วยพัฒนาอารมณ์หรือสมอง

ส่องพระ (ยิ้มกว้าง) ในวงการรู้กันว่าหมอแอมป์เล่นพระเครื่องมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ พอตกค่ำขนมาสักถาดหนึ่ง ส่องนู่น ดูตำหนินี่ สัก 10 องค์ก่อนนอน

9. ศาสตร์ที่ยังเรียนอยู่แต่ยังเรียนไม่จบ

นั่งสมาธิ ถ้าชาตินี้ไม่ไหวก็ทำชาติหน้าต่อ

10. คำพูดที่อยากได้ยินจากผู้มารับบริการ

ไม่ต้องเป็นผู้รับบริการก็ได้ มีความสุขเสมอเมื่อเจอคนที่ฟังเราแล้วกลับมาบอกว่า ทำตามแล้วชีวิตเขาดีขึ้น

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด