ในปี 1949 หลังสงครามจบ Kihachiro Onitsuka อยากฟื้นฟูสภาพจิตใจอันบอบช้ำในสังคมญี่ปุ่น เขาเชื่อว่ากีฬามีพลังเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้ จึงก่อตั้งแบรนด์ ‘Onitsuka Tiger’ ขึ้นมา โดยสินค้าแรกคือรองเท้าบาสเกตบอล
77 ปีผ่านไป ชื่อนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักเพียงกลุ่มนักกีฬา แต่กลายเป็นรองเท้าคู่ใจใครหลายคน ด้วยการตัดเย็บที่สวมใส่สบาย ดีไซน์เก๋ จนขยับขยายจากแดนอาทิตย์อุทัยไปตีตลาดไกลถึงสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีโรงงานผลิตที่เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย อิตาลี และโปรตุเกส
หลังจากเดินทางไกลไปทั่วโลก ปี 2026 นี้ Onitsuka Tiger หวนกลับมาเปิด ‘Onitsuka Innovative Factory’ ณ เมืองซากาอิมินาโตะ จังหวัดทตโตริ ประเทศญี่ปุ่น บ้านเกิดของผู้ก่อตั้ง

ความน่าตื่นเต้นคือสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมี Onitsuka Gallery Store ช็อปสุดพิเศษให้ลูกค้าสั่งผลิตตามสไตล์ของตัวเองได้ ตลอดจนคลังคอลเลกชันหายากและองค์ความรู้ด้านการผลิตที่ยากจะเลียนแบบ
Onitsuka Innovative Factory จึงทั้งเป็นต้นแบบให้กับโรงงาน Onitsuka Tiger ทั่วโลก ตลอดจนบันทึกเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ และสะท้อนแก่นหลักที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดในตลาดมาได้อย่างยาวนาน
คอลัมน์ Big Brand คราวนี้ จึงอยากพาไปเยี่ยมชมโรงงาน พร้อมสำรวจ 5 สิ่งที่ทำให้ Onitsuka Tiger มัดใจแฟน ๆ ได้อยู่หมัด


เริ่มต้นจากฟังก์ชันสุดล้ำ
โรงงานแห่งนี้เปรียบเสมือน ‘โรงงานแม่’ ของ Onitsuka Tiger ทั่วโลก ทำหน้าที่ยกระดับและถ่ายทอดมาตรฐานการผลิตไปยังโรงงานแห่งอื่น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการพัฒนา
กระบวนการผลิตที่นี่จึงเน้นผลิตจำนวนน้อย แต่หลากหลายและยากจะเลียนแบบ เพราะผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมือแบบญี่ปุ่นอย่างลงตัว เริ่มตั้งแต่การตัดวัสดุละเอียดระดับมิลลิเมตร ทุกขั้นตอนมีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบอย่างเข้มงวด และขั้นตอนสำคัญที่สุดคือกระบวนการหลังประกอบเสร็จ รองเท้าแต่ละคู่จะถูกซัก ย้อม และตกแต่งด้วยมืออย่างประณีตทีละคู่ ซึ่งต้องใช้ทักษะสูงมาก


นอกจากโรงงานแห่งนี้จะเป็นสถานที่ทำงานแล้ว ยังเปรียบเสมือนแกลเลอรีขนาดย่อม เพราะมีตู้จัดแสดงรองเท้ารุ่นแรก ๆ จนถึงการคอลแล็บครั้งล่าสุด เราจึงเห็นพัฒนาการของแบรนด์ที่แสนจะน่าทึ่ง ตั้งแต่ช่วงผลิตรองเท้ากีฬา เช่น บาสเกตบอล เทนนิส โบว์ลิง จนถึงช่วงที่คิดค้นรองเท้าสำหรับการใช้งานเฉพาะทาง เช่น รุ่น Himarayan Tiger Vinyc Ski Boots 1968 รองเท้าบูทเท่สะดุดตา ออกแบบมาสำหรับเล่นสกีโดยเฉพาะ แถมยังกันน้ำได้ดีกว่ารองเท้าบูททั่วไป

อีกรุ่นที่เจ๋งไม่แพ้กัน คือ Polar Boots Type D 1964 รองเท้าเพื่อสภาพอากาศหนาวเย็นในเขตขั้วโลก พัฒนาขึ้นสำหรับคณะสำรวจวิจัยแอนตาร์กติกาของญี่ปุ่นในปี 1964 โดยทนต่อความหนาวเย็นได้ถึง -60 องศาเซลเซียส (-76 องศาฟาเรนไฮต์) เลยทีเดียว
สู่สายแฟชั่นสุดเก๋
ในยุคถัดมา แบรนด์เริ่มออกแบบให้เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และเริ่มขยับมาจับฝั่งดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับศิลปินและผู้กำกับชาวญี่ปุ่น Mika Ninagawa ผลิตรุ่น M / mika ninagawa x Onitsuka Tiger 2016 ที่มีสีสันและลวดลายจัดจ้าน

การผสานภูมิปัญญาดั้งเดิม อย่างรุ่นสุดคราฟต์ 弓浜染め 2017 ผลิตจาก Yumihama Kasuri ผ้าสีครามเข้มและเป็นผ้าท้องถิ่นของจังหวัดทตโตริที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ


ไปจนถึงการจับมือกับแบรนด์หรูระดับโลกสร้างสรรค์คอลเลกชันสุดพิเศษ เช่น GIVENCHY x ONITSUKA TIGER เมื่อปี 2019 VALENTINO x ONITSUKA TIGER เมื่อปี 2020 และล่าสุดคือ Versace x Onitsuka Tiger เมื่อปี 2025

นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Onitsuka Tiger ยังได้ไปเฉิดฉายบนเวที Milano Fashion Week ร่วมเปิดตัวคอลเลกชันที่มิลานทุกซีซัน ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่มีทั้งรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องแต่งกายครบไลน์ จนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการตีตลาดแฟชั่นโดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป
ส่วนผสมของเทคโนโลยีกับศิลปะ
อีกหนึ่งความตั้งใจของ Onitsuka Innovative Factory คือการเป็น Design Lab พร้อมเปิดประตูต้อนรับความร่วมมือจากเหล่านักออกแบบมากมาย ทั้งจาก Milan Design Center สำนักงานใหญ่ด้านงานสร้างสรรค์ระดับนานาชาติของ Onitsuka Tiger และนักวิจัยจาก the ASICS Institute of Sport Science (ISS) ที่ถนัดด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้ทีมงานทั้งฝั่งศิลป์และวิทยาศาสตร์มาพบปะแลกเปลี่ยนกัน
พื้นที่ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ที่จริงจังเรื่องการออกแบบให้สวมใส่สบาย เหมาะแก่การใช้งาน รวมทั้งสีสันลวดลายที่โดดเด่นและไม่เคยตกยุค




จิตวิญญาณช่างฝีมือที่ยากจะเลียนแบบ
ท่ามกลางตลาดรองเท้าที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด นับวันยิ่งมีรองเท้ากีฬาและรองเท้าแฟชั่นผุดขึ้นมามากมาย สิ่งที่ทำให้ Onitsuka Tiger โดดเด่นและยากจะเลียนแบบในยุคนี้ คืองานฝีมือสุดคราฟต์ โดยเฉพาะซีรีส์ NIPPON MADE ที่ผลิตในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ แม้ราคาสูงกว่ารุ่นปกติ แต่หากได้ชมขั้นตอนการผลิต เราเชื่อว่าคุณจะไม่กังขาเรื่องราคาเลยแม้แต่น้อย


ภายในโรงงานมีอาคารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราพบรองเท้าสีสดใสวางเรียงรายอยู่ พร้อมกับภาพร่าง อุปกรณ์สำหรับงานทำมือ และเหล่าช่างฝีมือที่มาสาธิตวิธีซักล้าง ย้อมสี และตกแต่งรองเท้ากันอย่างพิถีพิถัน โดยอาศัยความชำนาญที่แตกต่างกัน




เมื่อเป็นโรงงานแห่งใหม่ แบรนด์จึงจับมือกับจังหวัดทตโตริ เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น รวมทั้งเตรียมพร้อมบุคลากรที่จะส่งต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ไปยังคนรุ่นหลัง ดังนั้น เสน่ห์จากงานฝีมือมนุษย์และระบบการถ่ายทอดทักษะความชำนาญที่แข็งแกร่งเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดแข็งของ Onitsuka Tiger ที่ไม่อาจทดแทนด้วยเครื่องจักรล้ำสมัยในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
สร้างประสบการณ์สุดพิเศษ
หากเดินถัดจากอาคารหลักมาอีกนิด จะพบกับ Onitsuka Gallery Store ช็อป Onitsuka Tiger แห่งแรกในจังหวัดทตโตริ

ความพิเศษของร้านนี้มีตั้งแต่การจัดแสดงเรื่องราวของแบรนด์ สินค้าหาดูยาก ตลอดจนจัดจำหน่ายรองเท้าซีรีส์ NIPPON MADE ที่ผลิตใน Onitsuka Innovative Factory โดยเฉพาะ พร้อมบริการสั่งผลิตพิเศษตามความต้องการลูกค้า โดยมีทั้งแบบที่เลือกปรับแต่งสีไปจนถึงผิวสัมผัสของรองเท้าได้ และแบบที่เลือกแต่งเฉพาะกิมมิกเล็ก ๆ อย่างเชือกรองเท้ากับของตกแต่งชิ้นจิ๋ว


การสร้างประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้บนโลกออนไลน์และสาขาอื่น ๆ ช่วยดึงดูดแฟน ๆ ของแบรนด์ให้อยากเดินทางมาเยือนถึงที่ แม้กระทั่งลูกค้าใหม่ที่อยากจะแวะเวียนมาทำความรู้จักกับ Onitsuka Tiger ให้มากขึ้น

การมาเยือน Onitsuka Innovative Factory คราวนี้ทำให้เราพบว่า เคล็ดลับของแบรนด์คือการไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมและเข้าใจความต้องการของตลาดอยู่เสมอ
นับตั้งแต่วันที่ผู้คนต้องการตัวช่วยให้ก้าวพ้นวิกฤต จนถึงวันที่ผู้คนมองเครื่องแต่งกายเป็นเครื่องมือบ่งบอกตัวตน และไปไกลถึงการเป็นตัวแทนของงานศิลปะชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังขยายตลาดให้กว้างขึ้นไปสู่ภาพของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายโดยไม่จำกัดกรอบเดิมของตนเอง
แต่ไม่ว่าจะปรับตัวหรือขยับขยายอย่างไร สิ่งที่ Onitsuka Tiger ไม่เคยเปลี่ยนไป คือความตั้งใจ จริงจัง และลงลึกกับการผลิตสินค้าทุกรูปแบบ จนทำให้ผู้คนไว้วางใจมาตลอด 77 ปี
Website : onitsukatiger.com
