ในงานอีเวนต์แห่งหนึ่ง ภาพกระเป๋าสีสดใส ดีไซน์สะดุดตาปรากฏบนหน้าจอ น้ำว้า-กชวรรณ ศรีมณฑา แห่ง Decorum Bibliotheque ที่นั่งอยู่บนเวที เธอเล่าว่าแบรนด์ mate-mono ไม่ได้มีแค่การออกแบบสุดเก๋ แต่ทุกชิ้นล้วนทำมาจากเศษวัสดุที่ไม่ใช้งานแล้ว แม้กระทั่งสายห้อยป้ายกระเป๋า แถมยังไม่ใช่การนำวัสดุมาใช้ซ้ำอย่างเดียว เพราะแบรนด์นี้คิดไปถึงขั้น Redesign มีทั้งรุ่นที่พยายามหาทางใช้ ‘ผ้าทั้งผืน’ โดยไม่ตัดออกแม้แต่นิดเดียว เพื่อไม่ให้เกิดขยะจากเศษเล็กเศษน้อย และรุ่นที่ใช้วัสดุจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ จนออกมาเป็นสินค้าสโลว์แฟชั่น ใช้งานได้ยาวนาน ช่วยยืดอายุวัสดุเหล่านี้ไม่ให้กลายเป็นขยะอย่างรวดเร็ว

เราทดเรื่องนี้ไว้ในใจ ก่อนจะตัดสินใจติดต่อเธอไป เพราะอยากฟังเรื่องราวของ mate-mono ฉบับเต็มจากแฟนตัวยงอีกครั้ง แถม Decorum Bibliotheque ยังเป็นร้านแรกที่พา mate-mono มาแนะนำให้คนไทยรู้จัก รวมทั้งชาวต่างชาติที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน
“เราชอบญี่ปุ่นอยู่แล้ว บวกกับ กาย-ศิรพล ฤทธิประศาสน์ ที่เป็นทั้งแฟนน้ำว้าและทํางานด้วยกัน เขาไปเจอแบรนด์นี้เลยเอามาให้ดูว่าสวยดี จนมีโอกาสไปอาโอยามะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เราก็ลองแวะไปดูที่ร้านในวันอาทิตย์ แต่ปรากฏว่าร้านปิด”
น้ำว้าเฉลยว่า mate-mono ไม่ใช่แบรนด์ของนักออกแบบ และธุรกิจหลักก็ไม่ใช่กระเป๋า แต่เป็นแบรนด์ลูกของ Komatsu Matere บริษัทเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับผ้าและเคมีภัณฑ์ ร้านนี้จึงเปิด-ปิดตามเวลาทำการของบริษัทแม่
‘Komatsu Matere’ ก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ปี 1943 แล้ว ผ่านมาหลายยุคสมัยจนกระทั่งเข้าสู่ยุคของความยั่งยืน บริษัทจึงเริ่มจริงจังเรื่องการกำจัดขยะมากขึ้น แล้วขยับขยายมาทำร้านเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ‘mate-mono’ ในปี 2021 ด้วยความตั้งใจนำวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการสุดสร้างสรรค์

“เราเข้าไปดูครั้งแรกแล้วตกใจมาก เพราะราคาดีมาก เมื่อเทียบกับการออกแบบและคุณภาพ”
แบรนด์นี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนตื่นเต้น เพราะสีสันและดีไซน์ราวกับเป็นแบรนด์ของนักออกแบบเจ๋ง ๆ แต่แท้จริงกลับเป็นโครงการด้านความยั่งยืนของบริษัทที่เนิร์ดเรื่องวิทย์ ๆ แถมยังราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินอีกต่างหาก
“แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ของบริษัทใหญ่ที่อยู่มานาน ไม่ใช่ธุรกิจหลักเขาด้วยซ้ำ แต่เขาเลือกที่จะขยายมา แล้วก็ทําออกมาได้ดีและสวยด้วย เราว่าเขามีความญี่ปุ่นสูงมาก และสะท้อนแนวคิด Wabi-Sabi ของญี่ปุ่นได้ดีเลย”
แต่ฟังแค่นี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ น้ำว้าไม่รอช้า หยิบกระเป๋า mate-mono 4 รุ่นโปรดมาวางบนโต๊ะ แล้วค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของแต่ละชิ้นให้เราฟัง
01
Stretchable Bag
ใบแรกคือกระเป๋าจิ๋วรูปทรงย่น ๆ หนึ่งในซีรีส์ SETSUYAKU ที่สะท้อนวิธีแก้ปัญหาเศษผ้าที่เหลือจากโรงงานได้ดีทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีการตัดเย็บแบบไร้รอยต่อ (Seamless Knitwear Technology) คือการใช้ผ้า ‘ทั้งชิ้น’ มาทำกระเป๋า 1 ใบ ซึ่งการตัดเย็บกระเป๋าส่วนใหญ่เกิดจากการนำผ้าหลายชิ้นมาเย็บต่อกัน จึงมักมีเศษผ้าส่วนเกินที่ถูกตัดออก จนกลายเป็นขยะอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้น การตัดเย็บรูปแบบนี้จึงช่วยลดขยะเศษผ้าได้ตั้งแต่เริ่มต้นผลิต
แม้โจทย์จะยาก แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ธรรมดา ทั้งวิธีจับ-พับ-เย็บ จนออกมาเป็นรูปทรงคล้ายถุงพลาสติกคล้องแขน พร้อมลวดลายเส้นตรงเรียงเป็นระเบียบที่เกิดจากความย่นของผ้า มองแล้วเหมือนเครื่องประดับสุดเก๋ชิ้นหนึ่ง
สารภาพว่าแวบแรก เราคิดว่าพอใช้งานจริง Stretchable Bag คงใส่ของได้ไม่กี่ชิ้น แต่เมื่อน้ำว้าจับกระเป๋ามายืดออกให้ดู ก็พบว่ากระเป๋าใบนี้จุของได้มากกว่าที่คิด แถมยังสีสนุกน่าใช้ ทั้งสีเขียว ส้ม และฟ้า
02
Boomerang Handy
อีกหนึ่งใบที่ยังคงอยู่ในซีรีส์ SETSUYAKU และน้ำว้าชอบเป็นพิเศษ คือ Boomerang Handy เพราะนอกจากตัดเย็บจากผ้าผืนเดียวแล้ว ยังสะท้อนถึงการออดแบบด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด เห็นได้จากรอยตัดเย็บที่หน้าตาคล้ายรอยพับกระดาษ ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่พับได้จริง จนออกมาเป็นรูปทรงคล้ายบูมเมอแรงตามชื่อ เพื่อรับกับสรีระแขนเมื่อถือกระเป๋าไว้ด้านข้าง เหมาะกับวันที่ของไม่เยอะมาก
แต่หากต้องการพื้นที่เพิ่มเติมก็กางออกเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้ใส่แท็บเล็ตหรือเอกสารได้เช่นกัน จึงตอบโจทย์ในแง่ฟังก์ชันที่คิดมาอย่างละเอียดยิบ แม้กระทั่งการซักที่นำเข้าเครื่องซักผ้าได้ตามปกติ โดยที่รอยเย็บและรูปทรงไม่เสียหาย


03
Horn Bag
ปกติแล้วกระเป๋าถือส่วนใหญ่มักมีหูกระเป๋าหรือสายกระเป๋าที่พับเก็บได้ยาก แต่ Horn Bag ออกแบบให้เป็นทั้งกระเป๋าถือรูปทรงเพชรสุดเท่ เหมาะใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะจุของได้เยอะ แต่พับให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมแบนราบได้จนถึงหูกระเป๋า เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้กระเป๋าถือแต่พื้นที่จัดเก็บน้อย และต้องการกระเป๋าที่พับเก็บสะดวกเหมือนถุงผ้า จนเรียกได้ว่าเป็นอีกรุ่นที่สะท้อนถึงความช่างสรรหาวิธีตัดเย็บภายใต้ข้อจำกัด ‘ผ้าผืนเดียว’ ให้ออกมาไม่เหมือนใคร แถมยังตอบโจทย์การใช้งานไปจนถึงการจัดเก็บเลยทีเดียว
04
See-through
น้ำว้าหยิบกระเป๋าใบเล็กและโปร่งแสงขึ้นมา “ให้ทายว่ากระเป๋าใบนี้ทำมาจากอะไร”
เมื่อเรานึกอย่างไรก็นึกไม่ออก เธอจึงเฉลยว่า กระเป๋ารุ่น See-through ไม่ได้ทำมาจากผ้าเหมือน 3 ใบแรก แต่ทำมาจากวัสดุตาข่ายที่ใช้คลุมหญ้าในสนามฟุตบอล
แม้ภาพภายนอกจะโปร่งและเบา เหมาะแก่การพกพา แต่เมื่อสัมผัสแล้วพบว่าเป็นวัสดุที่เหนียวแน่น ไม่ขาดง่าย แถมยังใช้งานได้ยาวนาน ส่วนวิธีเปิด-ปิดกระเป๋าเป็นแบบหูรูดแทนซิป เพราะโจทย์คือต้องใช้ตาขายชนิดเดียวกันมาทำกระเป๋าทั้งชิ้น สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการเลือกและต่อยอดวัสดุออกมาได้ถูกจุด แม้ว่าวัสดุนั้นจะไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ในสินค้าแฟชั่นเลยก็ตาม
เรียกได้ว่า mate-mono เป็นแบรนด์ที่อยากแก้ปัญหาเรื่องขยะ แต่ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จแล้วชื่อว่าเป็นสินค้า Upcycle อย่างเดียว ทว่ายังใส่ใจทุกรายละเอียด รวมถึงสะท้อนแนวคิด Wabi-Sabi หรือการโอบรับความงามในความไม่สมบูรณ์แบบที่ผสานกับเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มองภายนอกแล้วแทบดูไม่ออกว่าทำจากวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งชิ้น แต่ก็ไม่ใช่ฟาสต์แฟชั่นที่มาไวไปไว ด้วยการออกแบบที่ใช้เมื่อไรก็ไม่ตกยุค แถมยังคงทนแข็งแรง ช่วยยืดอายุวัสดุที่กำลังจะกลายเป็นขยะให้อยู่บนโลกอย่างคุ้มค่าต่อไปอีกนานแสนนาน
เราจึงไม่แปลกใจนักที่ mate-mono จะครองใจแฟน ๆ ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่แรกพบสบตา และยิ่งรู้เรื่องราวเบื้องหลัง ก็ยิ่งทำให้ตกหลุมรักแบรนด์นี้เข้าไปใหญ่








