ต่อให้คุณเป็นคนที่ไม่เล่นกีตาร์ไฟฟ้า
หากมีคนเอากระดาษและปากกามาให้คุณลองวาดรูปเครื่องดนตรี 6 สายชนิดนี้ โอกาสที่ภาพนั้นจะออกมาเป็นกีตาร์ทรง Double Cutaway ของ Fender รุ่น Stratocaster นั้นมีสูง เพราะนี่คือกีตาร์ไฟฟ้าทรงที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่จำความได้
Leo Fender ไม่ใช่นักดนตรี แต่เขาอยู่กับดนตรีมาตลอด ลุงของเขาเป็นเจ้าของร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการที่ลุงของเขาซ่อมวิทยุเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งมันน่าทึ่งมาก ๆ เขาเลยหลงใหลวงจรของอุปกรณ์ไฟฟ้าและงานช่าง จนเปิดกิจการชื่อว่า Fender’s Radio Service ในปี 1938 ด้วยเงินเพียง 600 ดอลลาร์ฯ ในเมือง Fullerton รัฐ California
ในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ผู้คนทั่วสหรัฐอเมริกากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นั่นทำให้ธุรกิจเครื่องดนตรีกลับมาเฟื่องฟู
Leo และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจในเวลานั้นอย่าง Clayton Kauffman ตัดสินใจลุยตลาดเครื่องดนตรีอย่างเต็มตัว โดยเริ่มต้นจากทำ Lap Steel ก่อนที่ Leo จะยุติพาร์ตเนอร์ชิปกับทาง Clayton และเปิดบริษัทเครื่องดนตรีในนาม Fender Electric Instrument Company อย่างเป็นทางการในปี 1946
Leo ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่หลายปี ก่อนที่เขาจะเริ่มมาจริงจังกับกีตาร์เพื่อตอบรับกระแสดนตรี Rock & Roll ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของกีตาร์ทรงคลาสสิกที่เราคุ้นเคยกันจวบจนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น Telecaster ในปี 1950 และ Stratocaster ในปี 1954

“กีตาร์ตัวแรกของผมไม่ใช่ Fender แต่เป็นทรง Fender ครับ”
คำว่า ‘ทรง Fender’ บ่งบอกถึงความคลาสสิกของกีตาร์ยี่ห้อนี้ด้วยตัวมันเอง เรียกได้ว่าใช้ชื่อแบรนด์อธิบายภาพจำของสินค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เจ้าของประโยคนี้คือ พล-คชภัค ผลธนโชติ โปรดิวเซอร์ฝ่ายบริหาร (Executive Producer) ของค่าย BOXX MUSIC ในเครือ Muzik Move
“ตัวแรกของผมคือทรงสแตรต (Strat เป็นคำย่อของรุ่น Stratocaster) ยี่ห้อ Samick ซึ่งผมยืมมาจากลูกพี่ลูกน้องครับ ตอนนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับกีตาร์ ไม่รู้เลยด้วยว่ามีกี่ทรง รู้แค่กีตาร์โปร่งเล่นได้เลย และกีตาร์ไฟฟ้าต้องเสียบแอมป์ แต่ก็มีความทรงจำกับ Fender ทรงนี้เพราะว่า แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง ที่เป็นเพื่อนของผมเคยเอากีตาร์ของคุณพ่อมาให้ดู ด้วยความที่พ่อของแฮ็คเป็นนักดนตรีชื่อดัง (ช.อ้น ณ บางช้าง) เขาจึงมีกีตาร์เยอะมาก ๆ และตัวแรกที่ผมได้เห็นได้จับจริง ๆ คือ Fender Stratocaster รุ่นครบรอบ 40 ปี”


พลนึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับกีตาร์แบรนด์นี้ ซึ่งราคาของรุ่น American Standard ในขวบปีนั้นถือว่าอยู่ในระดับกลาง ไม่ถูกและไม่แพงมาก แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นรักดนตรีคนหนึ่ง การต้องจ่ายเงินหลายหมื่นเพื่อซื้อเครื่องดนตรีเป็นเรื่องเกินเอื้อม พลต้องรออีกหลายปีกว่าจะมี Fender ตัวแรกเป็นของตัวเอง
Fender ตัวแรกของเขาได้มาตอนที่เขาเริ่มมีรายได้จากการทำวง Clash แล้ว กีตาร์ตัวนั้นคือ Fender American Standard มือสอง ราคา 28,000 บาท ซึ่ง ณ เวลานั้น นี่เป็นตัวที่ดีที่สุดและแพงที่สุดในชีวิต
“มันเป็นกีตาร์สแตรตสีม่วง ๆ ปิ๊กการ์ดสีขาว สภาพยังดีอยู่ถึงแม้จะเป็นมือสอง วินาทีแรกที่เปิดกล่องออกมาผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรามี Fender เป็นของตัวเองแล้ว”
Fender ตัวแรกตัวนี้ที่พา พล คชภัค ออกไปโลดแล่นเล่นดนตรีในฐานะ พล วง Clash อยู่หลายปี แต่ในฐานะเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง พลบอกเอาไว้ว่า ในตอนนั้นเขาหลงรัก ‘ความเป็น Fender’ โดยยังไม่เข้าใจ ‘เสียงของมัน’ หากเปรียบเทียบกีตาร์เป็นความรัก ก็คงเหมือนกับเราหลงเสน่ห์ภายนอกของคนคนหนึ่ง โดยยังไม่เข้าใจว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือเธอคนนั้นเป็นอย่างไร

นั่นจึงทำให้เส้นทางชีวิตของพลกับกีตาร์ Fender แตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย เขาไม่ได้ซื้อตัวที่ 2 ตัวที่ 3 และผันตัวเองไปเป็นนักสะสม แต่เขากลับเลือกที่จะเลี้ยวรถไปอีกทาง เพื่อลองค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ
พอเพลงของ Clash เริ่มร็อกมากขึ้น บวกกับเริ่มเข้าใจคาแรกเตอร์ของกีตาร์มากขึ้น เขาก็ได้เรียนรู้แล้วว่า Fender ไม่ได้เหมาะกับเพลงทุกแบบบนโลก คือเล่นได้ แต่ไม่เหมาะไปเสียทุกแบบ เพลงร็อก ๆ เพลงดุ ๆ อาจต้องการเสียงของไม้อีกแบบหนึ่ง การเข้าคอของกีตาร์อีกแบบหนึ่งเพื่อได้เสียงที่หนาขึ้น เขาจึงใช้เวลากว่า 10 ปีในการเล่นกีตาร์หลากหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น Parker หรือ Schecter ก่อนจะมาจบที่ Gibson SG จนกลายเป็นภาพจำว่า นึกถึง พล ต้องนึกถึง Gibson SG


เมื่อภารกิจกับวง Clash ได้สิ้นสุดลง พลจึงอยากพักความร็อกเอาไว้เพื่อใช้เวลาทำอัลบัม Side-project ของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นเขายากทำเพลงเพราะ ๆ แบบยุค 70 ซึ่งแน่นอนว่าเสียงที่ขับเคลื่อนดนตรีในยุค 70 ก็คือเสียงจาก Fender Stratocaster
“ขายไปหมดแล้วครับ สแตรตสีม่วงตัวแรกของผมก็ขายไปแล้ว ตอนนั้นยังมานั่งคิดเลยว่า เห้ย ทำไมที่บ้านไม่มี Fender หรือกีตาร์เสียงคลีนเพราะ ๆ สักตัว ผมตัดขาดจาก Fender ไปเลยเป็น 10 ปี คือรู้ว่ามันเพราะ รู้ว่ามันเสียง ‘Twang’ แต่พอไม่ได้เอาไปใช้ทัวร์ก็เลยไม่หวนกับไปมองเลย สิ่งแรกที่ทำคือไปหา พี่ต้น ที่ร้าน Music Concept ผู้นำเข้า Fender และ Gibson เพื่อบอกว่า พี่ครับ ผมอยากกลับมาหา Fender อยากได้สแตรตดี ๆ สักตัวหนึ่งครับ พี่ต้นหันมามองหน้าผมแล้วพูดว่า
“พล ทุก ๆ 10 ปี มือกีตาร์ทุกคนจะหวนกลับมาหา Fender”
70 ปีของ Fender Stratocaster มีอยู่หลายต่อหลายครั้งที่ทางแบรนด์ได้ออกรุ่นซิกเนเจอร์ให้ศิลปินชื่อดัง เริ่มตั้งแต่ปี 1988 กับ Eric Clapton และ Yngwie Malmsteen ซึ่งได้ Signature Stratocaster ด้วยกันทั้งคู่ จนถึงทุกวันนี้ทางแบรนด์ได้คอลแล็บกับมือกีตาร์ทั่วทั้งโลกและครบทุกแนว
หนึ่งในซิกเนเจอร์ที่ขายดีที่สุด คือรุ่นของมือกีตาร์มากฝีมือที่ทั่วทั้งโลกต่างคลั่งไคล้ เขาคือคนที่นำเอาความเป็น Pop Star กับ Rock Star มาผสมเข้าด้วยกันผ่านดนตรีฟังเพราะที่ติดกลิ่น Blues
มือกีตาร์คนนั้นคือ John Mayer
ปี 2010 จอห์น เมเยอร์ เพิ่งออกอัลบัมเต็มชุดที่ 4 ชื่อว่า Battle Studies และเพื่อเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของอัลบัมชุดนี้ Fender ซึ่งเดิมทีได้ออก Signature Model ให้จอห์นมาแล้วก็ออกรุ่นสุดพิเศษเพิ่มเติมอีก 2 รุ่น นั่นคือ The Black One ทำขึ้นเพียง 83 ตัวทั่วโลก และรุ่น Special Edition “Black1” ผลิตขึ้นมา 500 ตัว


“พี่ต้นบอกกับผมว่าจะมี Fender John Mayer เข้ามา 3 ตัว พลเข้ามาลองเลย โป๊ะเชะ!! ตอนนั้นเริ่มมีเงินแล้วด้วยเนอะ โดนแน่นอน เพราะผมชอบจอห์นมาก ๆ เราเป็นคนดนตรี ฟังเพลงของเขาแล้วเราเข้าใจเรื่องราวผ่านเสียงดนตรีของเขา ตอนนั้นเลยคลั่งจอห์นมาก ๆ สัปดาห์ถัดไปพอกีตาร์มาถึงผมก็ไปลองทันที เราไปคนแรกเลยได้ลองก่อน ลองทั้ง 3 ตัว ต่อให้กีตาร์รุ่นเดียวกัน ทำโดยคนเดียวกัน วันเดียวกัน ก็ไม่เหมือนกัน ความสั่นจะไม่เท่ากัน ย่านเสียงจะต่างกัน เหมือนลูกเลยครับ ออกมาจากแม่คนเดียวกัน แต่นิสัยไม่เหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าตัวไหนดีกว่าอีกตัวนะ แต่การได้ไปลองก่อนคือการเลือกว่าใน 3 ตัวนั้นตัวไหนเหมาะกับเราที่สุด”
และนั่นก็คือวันที่พลตกหลุมรัก Fender ใหม่อีกครั้ง ประสบการณ์กับ Fender ครั้งแรกของเขาเปรียบเสมือนความรักแบบเด็ก ๆ เขาหลใหลไปกับรูปลักษณ์ ไปกับสิ่งที่กีตาร์ตัวนี้ไม่ได้เป็น แต่ตอนนี้พล เข้าใจความเป็น Fender อย่างแท้จริงแล้ว เขารักแบรนด์แบรนด์นี้ในสิ่งที่มันเป็นจริง ๆ
“เมื่อเราใช้เขาในแบบที่เขาเป็นได้แล้ว สิ่งที่เขาให้เรากลับมาก็จะไม่มีวันหมดครับ เสียงคลีนต้อง Fender! ทุกวันนี้เวลาผมทำงานอัดเสียง หากเป็นเสียงคลีนนี่เอาตัวอื่นออกไปเลย เอา Fender มา เสียบตู้แอมป์เข้าไป ใส่เอฟเฟกต์คอรัสตัวหนึ่ง จบแล้วครับ แอมป์ไม่ได้แพงเวอร์ ไม่ต้องเป็นแอมป์บูทีก แอมป์ธรรมดา ๆ นี่แหละ จบจริง เสียงคลีน เสียงแตกอ่อน ๆ เสียงดีดสตรัมแตกบาง ๆ ก็ต้อง Fender
“เพลงของผมแทบทุกเพลงจะมีเสียงของ Fender อยู่ในนั้น อาจจะไม่ใช่เสียงหลัก อาจจะไม่ใช่พระเอกของเพลงเพลงนั้น แต่เขาก็เป็นพระรองที่ผมขาดไม่ได้ นี่คือ Fender ในแบบที่เขาเป็นอย่างแท้จริง”
ณ จุดนั้น พลผ่าน Fender มาหลายต่อหลายตัว อาจจะเป็นเจ้าของแค่ 2 ตัวก็จริง แต่เขาก็ได้ลองกีตาร์ผ่านเพื่อนฝูงพี่น้องนักดนตรีจนเริ่มเข้าใจคาแรกเตอร์ของแบรนด์นี้อย่างถึงแก่น นั่นจึงเป็นที่มาของ ตัวต่อไปของเขา ซึ่งก็คือ Telecaster ที่จะว่าไป นี่คือรุ่นที่เกิดขึ้นมาก่อน Stratocaster เสียอีก
ในวันที่ Leo Fender ตัดสินใจว่าจะผลิตกีตาร์ขึ้นมา เขาเลือกที่จะทำออกมา 2 รุ่นพร้อมกัน คือ Broadcaster (ทรง Single Cut ที่มี 2 Pickup) และ Esquire (ทรง Single Cut ที่มี Pickup เดียว) ก่อนที่จะต่อยอดและเปลี่ยนชื่อรุ่นมาเป็น Telecaster จนถึงปัจจุบัน นักดนตรีหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Telecaster ให้เสียงกร้าวกว่า จิ๊กโก๋กว่า และดุกว่าสแตรตเสียอีก
ตัวต่อไป พลกลับมาหา Fender ทรงสแตรตอีกครั้งกับ Michael Landau Masterbuilt ซึ่งผลิตโดยทีมนักทำกีตาร์ระดับสูงของแบรนด์ที่เรียกกันว่า Master Builders


“เป็นกีตาร์ที่แพงที่สุดในชีวิตแล้วครับ มันดีมาก ๆ ดีหมดทุกอย่าง ผมใช้อยู่ 2 ปี อัดเพลงไปมากมาย แต่มันไม่ใช่”
เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ทำให้เราเห็นว่า จริงอยู่ที่พลเป็น Brand Lover แต่มากไปกว่านั้น เขาคือ Brand User หากอะไรที่ไม่ใช่ เขาก็ไม่มีความรู้สึกว่าต้องเก็บเอาไว้ พลได้จับ Fender ทุกเกรด นับตั้งแต่ระดับ Player – Standard – Customshop และ Masterbuilt เขาเข้าใจแล้วว่าไม่จำเป็นต้องครอบครองทุกอย่างเพื่อจะเป็นคนที่รักในแบรนด์นี้ เขาเลือกที่จะมี Fender เพียง 1 – 2 ตัว แต่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้
จากการเป็นนักดนตรีวงร็อก จนปัจจุบันที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้บริหารค่ายเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดค่ายหนึ่งในประเทศ เราอดไม่ได้ที่จะลองถามถึงแบรนด์ Fender ในมุมมองของผู้บริหาร
“ผมไม่แน่ใจว่าวิธีคิดในมุมธุรกิจของเขาคืออะไร แต่เขาคือแบรนด์ที่แน่วแน่ เขามีเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน เขาทำให้มีคำว่า ‘เสียงแบบ Fender’ ได้ แค่นี้ก็ชนะแล้ว ถ้าคุณอยากได้เสียงนี้ คุณต้องมาหาผม! ทุก ๆ คนพยายามสร้างสิ่งที่ดีที่สุดในแบบของเรา เราจะมี Sweet Spot ที่มั่นใจ มีบ้างนะครับที่อยากจะเลี้ยวออกไปเพื่อลองแนวทางอื่น แต่สุดท้ายแล้วจะมีสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดอยู่ ผมเลยคิดว่า Fender คือแบรนด์ที่รู้ว่าทำอะไรแล้วดี และพวกเขาพอใจแล้วด้วยที่จะยืนอยู่ในจุดจุดนั้น เหมือนร้านอาหารครับ ร้านอาหารอร่อย ๆ มีอยู่เต็มไปหมด แต่ถ้าเราอยากกินก๋วยเตี๋ยวแบบนี้ สับหมูแบบนี้ ปรุงด้วยซีอิ๊วแบบนี้ ต้องเป็นร้านนี้เท่านั้น
“ในอนาคตผมไม่อยากให้ Fender เปลี่ยนไปเลย ทุกวันนี้ในสตูดิโอผมใช้อยู่แค่ 2 เสียง คือเสียง Fender และ Gibson
“คลีนเพราะ ๆ หยิบ Fender เสียงแตกหนักแน่นหยิบ Gibson ผมเลยรู้สึกว่า พี่ ๆ Fender ไม่ต้องทำอะไรมากแล้วครับ ผลิตสินค้าแบบนี้ออกมาอีกเรื่อย ๆ ก็พอ”



