“อะ เอาอันนี้ไปลอง” เพื่อนสนิทที่เป็นแพทย์ผิวหนังยัด Eucerin ใส่มือหลังจากเรานัดเข้าไปปรึกษาเรื่องรอยดำจากสิวบนใบหน้า
หมอสิวนี่เป็นอะไรกับ Eucerin กันนะ – เราคิดในใจทุกครั้งที่ได้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์นี้กลับบ้าน

พอรู้ว่ามีโอกาสจะได้ไปสัมภาษณ์ เภสัชกรหญิงเจี๊ยบ-วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต Eucerin เกี่ยวกับแบรนด์ที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกเชื่อมั่น จนกล้าแนะนำให้คนไข้มาตลอดนับร้อยปี เราจึงไม่รอช้าและเตรียมคำถามไปเต็มกระเป๋า เพื่อซักประวัติ Eucerin ให้ละเอียดยิบตั้งแต่ยุคแรกมาจนถึงยุคปัจจุบัน ว่าแบรนด์นี้มีอะไรดี ถึงได้เป็นที่รักและไว้วางใจทั้งในหมู่แพทย์ผิวหนังและผู้บริโภคทั่วโลกตลอดมา
Eucerin 1.0
บริษัทไบเออร์สด๊อรฟมีจุดเริ่มต้นจากร้านขายยาของ เภสัชกรพอล ซี. ไบเออร์สดอร์ฟ ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในปี 1882 ความสำเร็จก้าวแรกของเขามาจากการยื่นจดสิทธิบัตรผ้าพันแผลทางการแพทย์ชนิดใหม่ ต่อมาในปี 1890 เขาส่งต่อกิจการให้กับเภสัชกรผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง คุณออสการ์ โทรปลอวิตซ์ ซึ่งสานต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อแบรนด์ ไบเออร์สด๊อรฟ อย่างเป็นทางการ
เพราะบริษัทไบเออร์สด๊อรฟมีผู้ก่อตั้งเป็นทั้งเภสัชกร แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักธุรกิจ ทำให้ ‘วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์’ เป็นหัวใจหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตลอดมา โดยผลิตภัณฑ์ในยุคแรก ๆ ออกมาเพื่อแก้ปัญหาผิวที่แพทย์พบในโรงพยาบาล เช่น ผื่น ภูมิแพ้ ผิวแห้ง และผิวแพ้ง่าย จึงมีจำหน่ายเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น
“คนผิวแห้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเยอะ คนผิวมันต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่น้ำมันน้อย จากนั้นค่อยมาดูว่าประสิทธิภาพกับราคานั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งงานวิจัยจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีประสิทธิภาพดีหรือไม่” แพทย์ผิวหนังอย่างอาจารย์รังสิมาแสดงความเห็น
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้นวัตกรรมของ Eucerin ทุกตัวต้องผ่านการวิจัยทางการแพทย์ ไม่ใช่แค่ส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ผู้บริโภคได้ลองแล้วบอกว่าใช้แล้วดี แต่ต้องมีผลลัพธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์บนวารสารวิชาการ
ผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังในยุคแรกคือ Q10
Eucerin เป็นเจ้าแรก ๆ ที่ใช้สารตัวนี้ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอย แต่ความพิเศษคือ Eucerin พัฒนาสูตรสำหรับคนผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ สมัยก่อนนั้นคนผิวแพ้ง่ายแทบไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีครีมสำหรับปัญหานี้ Q10 จึงเปิดตลาดและทำให้คนจดจำแบรนด์ได้เป็นอย่างดี


การทำให้คนจดจำชื่อที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงไม่ใช่เรื่องง่าย สมัยนั้น Eucerin ต้องทำการตลาด 2 ทาง
ช่องทางแรก คือการให้ความรู้ด้านวิชาการต่อบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ผิวหนัง เภสัชกร พยาบาล หรือกุมารแพทย์ เพราะสื่อต่าง ๆ ยังจำกัด คนที่จะอธิบายปัญหาผิวได้ดีที่สุดก็คือแพทย์นั่นเอง ทาง Eucerin มีทีมงานเข้าไปพูดคุยกับแพทย์เพื่อให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ที่เอามาจำหน่ายผ่านการพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้ว การทำการตลาดผ่านกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จึงเป็นหัวใจหลักที่ทำให้แบรนด์อยู่มาได้หลายปี และเป็นเวชสำอางอันดับ 1 ของประเทศไทย
ส่วนอีกฟากหนึ่ง เป็นการทำการตลาดกับกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป เพราะเริ่มมีการขยายมาจำหน่ายในร้านขายยา โดย Eucerin เน้นทำบทความที่แพทย์หรือเภสัชกรพูดคุยกับคอลัมนิสต์ เพื่อให้ความรู้ว่าผู้บริโภคควรเลือกสินค้าอย่างไรให้เหมาะกับปัญหาผิวของตัวเอง เป็นการให้ข้อมูลอย่างลึกซึ้งกว่าการโฆษณา 20 – 30 วินาทีในทีวี

Eucerin 2.0
ยุคที่ 2 ของ Eucerin ยังคงยึดมั่นในวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ไม่ได้ตั้งโจทย์มาว่าจะต้องคิดสารใหม่ แต่สุดท้ายแล้วก็พบว่าสารที่แก้ปัญหาผิวได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดมักจะเป็นสารที่ทีม R&D คิดค้นขึ้นมาใหม่
ยุคนั้นทุกคนรู้จักเรื่องศาสตร์เกี่ยวกับความงามและการฉีด Hyaluronic Acid หรือ Filler เริ่มเป็นที่นิยม Hyaluronic Acid มีมานานมากแล้ว แต่ยังไม่ได้พัฒนามาใช้ในครีมเพื่อจัดการริ้วรอย เพราะส่วนใหญ่คนเอาไปทำเป็นครีมเพื่อให้ความชุ่มชื้นเนื่องจากจับน้ำได้ดี แต่ Eucerin ตั้งโจทย์ว่า หากไม่ใช้ Hyaluronic Acid เพื่อฉีด แต่พัฒนาเป็นครีมเพื่อลดริ้วรอยแทน จะทำได้หรือไม่
จึงเป็นที่มาของครีม Hyaluron Filler ที่ใช้วิธีเติมไฮยาลูรอนให้กับผิว โดยครีมจะซึมสู่ชั้นผิวและกระตุ้นให้ผิวกลับมาผลิตไฮยาลูรอนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นยุคก้าวกระโดดของ Anti-aging เลยทีเดียว
อีกสารหนึ่งในยุคนั้นคือ Thiamidol ที่ตอบโจทย์ตลาดที่ใหญ่มากในประเทศไทย คือการจัดการปัญหาฝ้า จุด และรอยดำบนผิวหน้า

ทีม R&D ใช้เวลาค้นหาสารที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้กว่า 10 ปี จนเจอว่าปัญหาของสีผิว ไม่ว่าจะเป็นฝ้า จุด รอยดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดจากเมลานินที่ผลิตในร่างกายแล้วโดนกระตุ้นให้ผลิตมากจนเกินไปหรือผิดปกติ กระบวนการของครีมในอดีตนั้นแก้ปัญหาสีผิวโดยการผลัดผิวออกหรือลดการกระจายเม็ดสี แต่ Thiamidol เป็นสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเข้าไปจัดการที่ต้นตอของจุดผลิตเม็ดสีเมลานิน ไม่จำเป็นต้องไปลอกผิวให้ผิวบางหรือเร่งการผลัดเซลล์ผิวจนออกแดดไม่ได้
โดยปกติแล้วการทดสอบสารเพื่อจัดการเม็ดสีส่วนเกินนั้นจะใช้เซลล์ของเห็ด เพราะมีความใกล้เคียงกับผิวมนุษย์ แต่สำหรับ Thiamidol นั้น Eucerin ใช้เซลล์ของมนุษย์มาทดสอบ ผลจากการวิจัยทางการแพทย์ก็ออกมาดี และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของแพทย์ผิวหนัง เรียกได้ว่า Thiamidol เข้ามาปฏิวัติวงการสินค้า Brightening ทั้งหมด
Thaimidol นั้นได้ผลดีจนพลิกชีวิตคนมาแล้วนักต่อนัก หนึ่งในนั้นคือนางแบบชาวเยอรมันท่านหนึ่ง เพตรา ได้รับการติดต่อจาก Eucerin เพื่อให้ทดลองใช้ Thiamidol ในการแก้ปัญหาฝ้าที่ทำให้เธอเสียความมั่นใจจนไม่กล้ารับงานและไม่กล้าออกไปเจอคน หลังจากได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของ Eucerin ผิวหน้าของเธอก็กลับมาดีขึ้นจนดึงความมั่นใจกลับมาเหมือนเดิมได้ ถือเป็นปรัชญาหนึ่งของแบรนด์ที่พัฒนามาจากสมัยแรก ๆ ที่ต้องการแค่แก้ปัญหาผิว กลายเป็นการทำให้คุณภาพชีวิตของผู้บริโภคนั้นดีขึ้นด้วย
ผู้บริโภคได้กลายเป็นอีกช่องทางสื่อสารสำคัญของ Eucerin ที่ใช้จริงและช่วยรีวิวสินค้า จนทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใกล้ตัวคนมากขึ้นในยุคดิจิทัล

Eucerin 3.0
ยุคนี้เริ่มต้นมาจากความจริงที่ว่า ไม่มีใครอยากแก่ แต่ไม่ว่าอย่างไรผิวของมนุษย์ย่อมเสื่อมตามวัย เมื่อผิวแก่ เซลล์หลายเซลล์ถูกปิดสวิตช์ จึงไม่มีการสร้างคอลลาเจน และเกิดริ้วรอย แต่จะเสื่อมช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอะไรนั้น ได้มีโอกาสสอบถามเพิ่มเติมจาก ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์และหัวหน้าศูนย์เลเซอร์ผิวหนังศิริราช จนได้มาเป็น 2 ปัจจัยหลัก
หนึ่ง คือพันธุกรรมของแต่ละคน ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้ว และเปลี่ยนแปลงไม่ได้
สอง คือปัจจัยภายนอกหรือพฤติกรรม
“แนวทางการชะลอวัยในอดีต เราพยายามใช้เครื่องมือไม่ว่าจะเป็นการทำเลเซอร์หรือฉีดสารต่าง ๆ แต่ในระยะหลัง เริ่มมีการผสมผสานการปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยชะลอวัยมากขึ้น และการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ว่า” อาจารย์รังสิมาอธิบาย

เพื่อแก้ปัญหาผิวแก่ Eucerin วิจัยศาสตร์แห่งการชะลอวัยที่เรียกว่า Epigenetic Science เป็นการศึกษาว่า เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมของเซลล์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แม้โครงสร้าง DNA จะยังคงเดิม เซลล์บางชนิดที่เคยทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การผลิตคอลลาเจนหรือการซ่อมแซมตัวเองกลับทำงานลดลง เมื่อสัญญาณที่ควบคุมการทำงานของยีนเปลี่ยนไป หากเราปลุกเซลล์ให้กลับมาทำงานใกล้เคียงกับช่วงวัยหนุ่มสาวได้ก็อาจช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้อย่างแท้จริง นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในมุมมองของการดูแลผิว เพราะทำให้เราเข้าใจว่าความเสื่อมของผิวไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของการทำงานภายในเซลล์เอง
โดยการศึกษานี้ทำ 2 อย่างควบคู่กันไป อย่างแรก คือคิดค้นวิธีการวัดอายุผิวที่เที่ยงตรงที่สุด โดย Eucerin ค้นพบวิธีวัดอายุผิวจริงที่คำนึงถึงฟังก์ชันการทำงานของผิว อายุผิวของคนที่ดูแลตัวเองมาอย่างดีจะน้อยกว่าอายุจริงของคนคนนั้น นักวิทยาศาสตร์ของไบเออร์สด๊อรฟเรียกสิ่งนี้ว่า Age Clock Technology


เมื่อวัดอายุจริงของผิวได้แล้ว Eucerin จึงทำการทดลองสารนานาชนิด จนค้นพบว่า Epicelline คือสารที่ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้กับผิวได้ดีที่สุดจากสารกว่า 50,000 ชนิด
“จากการวิจัยในทั้งในหลอดทดลองและในผิวหนังคนจริง การทำงานของ Epicelline จะเสมือนกับการเข้าไปเปิดสวิตช์ความอ่อนเยาว์ให้แก่เซลล์ผิวกลับมาทำงานได้ดังเดิม ผลิตสารสำคัญให้กับผิวอย่างเช่น คอลลาเจน การเสริมความหนาของชั้นผิว การเติมเต็มริ้วรอยร่องลึก
“Eucerin จึงพัฒนาต่อยอดเป็น Epicelline Serum ที่ถือว่าเป็น Breakthrough Innovation ในวงการ Anti-aging ยุคนี้ที่ทำได้ลึกถึงระดับเซลล์ ซึ่งโดดเด่นในแง่การลดริ้วรอย รวมถึงทำให้คุณภาพผิวดีขึ้นโดยองค์รวม เช่น ผิวเนียนละเอียด มีความอิ่มฟูขึ้น เรียกได้ว่าเซรั่มนี้ตอบโจทย์ปัญหาผิวรอบด้านที่มาตามวัยจริง ๆ” คุณเจี๊ยบอธิบายถึงผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่สร้างขึ้นมาสำหรับสาววัย 30+ ผู้กำลังมองหาวิธีลดริ้วรอยแห่งวัย
แม้จะเจอสารที่เข้าไปทำงานถึงในระดับเซลล์แล้ว Eucerin ก็ยังคงมุ่งเน้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาผิวที่ผู้บริโภคเจออย่างต่อเนื่อง เพราะเวลาผ่านไป ปัญหาผิวที่เจออาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
“นอกจากนี้ Eucerin ยังมองคุณภาพชีวิตของคนเป็นหลัก และไม่ได้อยากแค่จะรักษาปัญหาผิวให้หาย แต่อยากให้คนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ในเรื่องของการวิจัยต่าง ๆ ก็ต้องเข้มข้นขึ้น และมองมากกว่าแค่การแก้ปัญหาผิวตรงหน้า แต่ดูไปถึงสภาพใจจิตใจของผู้บริโภคว่าดีขึ้นด้วยหรือไม่” คุณเจี๊ยบเน้นย้ำถึงปรัชญาของแบรนด์ ซึ่งยึดมั่นในหลักวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยฟื้นฟูและคงไว้ซึ่งผิวที่มีสุขภาพดี อันจะส่งผลถึงสุขภาพจิตและความมั่นใจของผู้บริโภคทั่วโลก
Eucerin เชื่อมั่นอย่างจริงจังว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวนั้นมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้จริง



