16 ตุลาคม 2024
5 K

วันที่ 23 ตุลาคมกำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้วครับ แน่นอนว่าวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีเป็น ‘วันปิยมหาราช’ อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และผมเคยพาผู้อ่านทุกท่านไปสัมผัสกับเรื่องราวน่าสนใจของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดประจำรัชกาลที่ 5 ไปเมื่อหลายปีก่อน มาในปีนี้ ผมจะขอพาไปชม ‘วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม’ อีกหนึ่งวัดที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 5 โดยตรงกันบ้าง

แต่การเขียนเรื่องวัดเบญจมบพิตรฯ นี้ ผมจะขอเพิ่มความพิเศษขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง เพราะในทุกวันปิยมหาราชของทุกปี จะมีอาคารหลังหนึ่งที่หากมาในช่วงเวลาอื่น ประตูจะปิดอยู่ตลอดเวลา (เว้นแต่จะทำหนังสือขออนุญาตเข้าชม) แต่ถ้ามาในวันนี้ อาคารหลังนี้จะเปิดประตูต้อนรับทุกคนเลยครับ และอาคารหลังที่ว่ามีชื่อว่า ‘พระที่นั่งทรงผนวช’

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

จากวังหลวงสู่วัดเบญฯ

พระที่นั่งทรงผนวช เป็นพระที่นั่งที่เคยอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังมาก่อน หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย อีกหนึ่งนายช่างคนสำคัญของราชสำนักเป็นผู้ออกแบบพระที่นั่งองค์นี้ขึ้น โดยเริ่มจากการสร้างตัวอย่างขึ้นมาก่อนใน พ.ศ. 2412 และนำไปสร้างเป็นอาคารขึ้นจริง ๆ ใน พ.ศ. 2416 จุดประสงค์ที่พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นก็ตามชื่ออาคารเลยครับ นั่นคือเป็นที่ประทับในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวช โดยตั้งอยู่ในบริเวณพระพุทธรัตนสถาน ภายในพระบรมมหาราชวัง

และเมื่อมีการสถาปนาวัดเบญจมบพิตรขึ้นใน พ.ศ. 2442 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระที่นั่งองค์นี้มาถวายวัดเบญจมบพิตรใน พ.ศ. 2443 เนื่องจากทรงเห็นว่าตั้งอยู่ที่เดิมก็ไม่มีการใช้ประโยชน์ใด ๆ เพราะไม่มีใครอยู่ นำมาถวายวัดจะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยอาคารส่วนหนึ่งถวายเป็นกุฏิเจ้าอาวาสเรียกว่า ‘พระกุฏิ’ อีกส่วนหนึ่งโปรดเกล้าฯ ให้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง และอาคารหลังนี้แหละที่มีชื่อว่า ‘พระที่นั่งทรงผนวช’

พระพุทธรูป พระเสลี่ยง และพระแท่นบรรทม

พอเราเดินผ่านประตูวัดเบญจมบพิตรไปแล้ว ข้ามสะพานพระรูปที่อยู่ทางด้านซ้ายก่อนถึงพระอุโบสถ จะพบกับพระที่นั่งทรงผนวช พระที่นั่งในผังตรีมุขที่มีหน้าบันเป็นรูปพระเกี้ยวอันเป็นตราประจำพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 5 และมีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านข้างมุขทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งประตูด้านที่ใกล้กับสะพานพระรูปนี่แหละที่เปิดต้อนรับเรา

เมื่อเดินข้ามประตูที่บนบานประดับด้วยรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก็จะพบกับบรรยากาศด้านในที่มีพระพุทธรูปศิลปะล้านนาที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บริเวณกึ่งกลางอาคารเสมือนเป็นประธานของอาคารหลังนี้ไปแล้ว และแม้จะไม่มีชื่อ แต่พระพุทธรูปองค์นี้ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศิลปะล้านนาจำนวนมากที่ปัจจุบันอยู่ที่วัดเบญจมบพิตร ซึ่งถือเป็นศิลปะที่ในช่วงเวลานั้นยกย่องกันว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ขนาดที่มีการพระราชทานพระพุทธรูปศิลปะล้านนาไปยังต่างประเทศ เช่น ที่วัดนิตไตจิ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ภายในพระที่นั่งทรงผนวชยังมีของน่าชมอีกหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 5 ทำจากหินอ่อน บรรดาเครื่องลายครามในตู้กระจก รวมถึงพระแท่นบรรทมที่รัชกาลที่ 5 เคยใช้บรรทม การันตีจากตราพระเกี้ยวบนพนักของพระแท่น และพระเสลี่ยงน้อย พระเสลี่ยงที่เดิมที่เป็นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ต้นราชสกุลอาภรณ์กุล ก่อนตกเป็นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ต้นราชสกุลมาลากุล ผู้เป็นโสทรานุชา (น้องร่วมบิดามารดา) ของเจ้าฟ้าอาภรณ์ และเป็นของในหลวงรัชกาลที่ 5 ต่อมา ก่อนที่พระองค์จะได้ทรงอุทิศพระเสลี่ยงน้อยนี้เป็นธรรมาสน์แก่วัดเบญจมบพิตรเมื่อ พ.ศ. 2442 และจะต้องเคยอยู่ในพระอุโบสถก่อนมาอยู่ที่นี่แน่ ๆ เพราะบนพนักงาช้างของพระเสลี่ยงนี้มีจารึกเล่าประวัติของพระเสลี่ยง รวมถึงประวัติการอุทิศเอาไว้อย่างละเอียดเลย

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

พระประวัติบนฝาผนัง

แน่นอนว่าไฮไลต์สำคัญของพระที่นั่งองค์นี้อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนอยู่โดยรอบบนผนังทุกด้าน รวม 20 ภาพ 20 ตอนด้วยกัน โดย 20 ตอนนี้เล่าประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการเขียนจิตรกรรมฝาผนัง จากที่แต่เดิมเขียนแต่เรื่องราวเนื่องในพุทธศาสนา โดยที่ภายในพระที่นั่งทรงผนวชนี้ เรื่องราวในจิตรกรรมเริ่มตั้งแต่พระราชพิธีโสกันต์เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2408 ไปเรื่อย ๆ จนสุดพื้นที่ผนัง และแน่นอนว่าผนังสุดท้ายไม่ใช่เหตุการณ์สวรรคต เพราะภาพทั้งหมดเขียนเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น ภาพทั้งหมดต้องเขียนเสร็จในขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ผนังสุดท้ายของอาคารจึงเป็นภาพเมื่อครั้งที่พระที่นั่งทรงผนวชยังอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ก่อนที่จะย้ายมายังวัดเบญจมบพิตรนั่นเอง 

ที่นี้ เรารู้แล้วว่าผนังแรกกับผนังสุดท้ายเขียนเรื่องอะไร แต่อีก 18 ผนังล่ะจะเขียนเรื่องอะไร เพราะไม่มีทางที่ช่างเขียนจะใส่ทุกเหตุการณ์ตอนตลอดเวลา 35 ปีนับตั้งแต่พระราชพิธีโสกันต์มาจนถึงการถวายพระที่นั่งทรงผนวชลงบนผนังได้อยู่แล้ว จึงเลือกฉากสำคัญ ๆ แบบที่เรียกว่าคัดมาแล้วมาบรรจุลงบนฝาผนัง ทว่าความน่าสนใจของจิตรกรรมฝาผนังในอาคารหลังนี้อยู่ที่ความสมจริง ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ที่เริ่มเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ 4 พร้อมกับแนวคิดสัจนิยม แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ต้องบอกว่าความสมจริงบนฝาผนังนั้นต้องเรียกว่าไปไกลอีกขั้น เพราะงานนี้ลอกเหมือนมาทั้งหน้าตาอาคาร บริบทแวดล้อม รวมไปถึงรูปคนที่ถ้าเราเคยเห็นภาพถ่ายของบุคคลเหล่านี้มาก่อนแล้ว มาดูบนฝาผนังก็จะต้องร้องอ๋อแน่นอน

อีกเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้คือชื่อของผนังแต่ละด้านทั้ง 20 ด้าน แต่ละชื่อสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่ปรากฏบนฝาผนัง ชื่อที่ตั้งมีทั้งที่มาแบบตรง ๆเลย เช่น ‘โสกันต์’ เป็นผนังแรกที่เล่าเหตุการณ์พระราชพิธีโสกันต์ของรัชกาลที่ 5 หรือผนังสุดท้ายอย่าง ‘ย้ายมาที่นี่’ ที่เล่าเหตุการณ์การย้ายพระที่นั่งทรงผนวชมายังวัดเบญจมบพิตร หรือชื่อที่ตั้งอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เช่น ‘ธรณีร่ำไห้’ (ไม่ใช่ธรณีกรรแสงนะครับ) ที่เล่าเหตุการณ์การสวรรคตของรัชกาลที่ 4 หรือ ‘ทูตทูลสาส์นตรา’ เล่าเหตุการณ์การเจริญสัมพันธไมตรีของรัชกาลที่ 5 กับนานาประเทศ 

ผนังที่ไม่ควรพลาดควรประการทั้งปวง (ตามความเห็นของผม)

ใจจริงผมอยากนำเสนอผนังทั้ง 20 ผนังลงไปให้หมด แต่ถ้าทำแบบนั้นจะกลายเป็นบทความวิชาการไปซะก่อน ผมเลยขอเสนอผนังที่น่าสนใจที่ไม่ควรพลาด เอาสัก 1 ใน 3 ของทั้งหมด หรือก็คือ 7 ผนังแล้วกันนะครับ

เริ่มจากผนังที่ 2 อย่าง ‘บรรพชา’ เล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงเข้าพระราชพิธีบรรพชาเป็นสามเณร ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ในฉากนี้เลยแสดงภาพวัดพระแก้วในสมัยรัชกาลที่ 4 อาคารหลังไหนที่มีในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็จะปรากฏอยู่ในฉากนี้ทั้งหมด ทั้งพระอุโบสถ ศาลาราย หรืออาคารที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลนี้อย่างพุทธปรางค์ปราสาทหรือปราสาทพระเทพบิดรก็ยังอยู่ ที่สำคัญ ในฉากนี้ยังแอบใส่ภาพรัชกาลที่ 4 ประทับนั่งหันหลังอยู่ภายในพระที่นั่งไชยชุมพลทอดพระเนตรกระบวนแห่ด้วย

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

ต่อกันที่ผนังใกล้ ๆ กันอย่างผนังที่ 4 ‘หว้ากอ’ ที่ถือเป็นแห่งเดียวในบรรดาจิตรกรรมฝาผนังรุ่นเก่าที่แสดงภาพเหตุการณ์การทอดพระเนตรสุริยปราคาที่หว้ากอได้สมจริงที่สุด เพราะถึงแม้จะพบเหตุการณ์นี้ในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามและวัดเสนาสนาราม แต่ทั้ง 2 ที่ใช้ฉากหลังเป็นพระบรมมหาราชวังที่พระที่นั่งทรงผนวชนี้แสดงเหตุการณ์ตอนดังกล่าวบนพื้นหลังที่เป็นที่ อำเภอหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จริง ๆ เริ่มตั้งแต่การเตรียมการเสด็จทรงชลมารคโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ไปจนถึงพลับพลาที่ทรงประทับทอดพระเนตร ซึ่งหน้าตาเหมือนในภาพถ่ายเก่าเป๊ะ ๆ ก็มีให้ชมด้วย

ถัดไปผมเลือกเป็นผนังที่อยู่ติดกันอย่าง ‘ธรณีร่ำไห้’ แสดงเหตุการณ์หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต ภาพหลักบนผนังนี้คือภาพของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐานพระบรมศพในพระโกศตามประเพณีที่ทำกันเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 9 แต่ที่สำคัญมากกว่าความสมจริงของพระที่นั่งหรืออาคารในภาพ คือบรรดาผู้คนในเมืองที่ล้วนแต่งกายด้วยชุดสีขาวและโกนศีรษะกันโดยถ้วนทั่ว สิ่งนี้ถือเป็นรูปแบบของการไว้ทุกข์ตามประเพณีแต่โบราณที่ปัจจุบันหลงเหลือแต่คำบอกเล่าเท่านั้น ภาพนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องการันตีว่าคำบอกเล่านี้ไม่ได้พูดขึ้นมาลอย ๆ แต่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

ไปต่อกันที่ผนังที่ 9 ‘ภิรมย์ปรางปรา’ เล่าถึงเหตุการณ์ในคราวที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขดัดแปลงบรรดาพระที่นั่งต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง ก่อนจะโปรดให้มีการจัดพระราชพิธีเพื่อเฉลิมฉลองหลังจากการดัดแปลงเสร็จสิ้นแล้ว และจุดที่น่าสนใจของผนังนี้คือการเฉลิมฉลองที่ว่านี่แหละครับ เพราะมีการแสดงมหรสพทั้งการเล่นละครนอก การเล่นโขนชักรอกที่แทบจะสูญหายไปแล้ว หรือการเล่นไม้สูง ที่มีผู้คนแต่งกายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ในยุคนั้นมาชมการแสดงเหล่านี้ รวมถึงบรรดาพ่อค้าที่แบกสาแหรกหรือตั้งร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม โดยบรรดาพ่อค้าล้วนแต่เป็นคนจีนทั้งสิ้น

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

มากันที่ผนังที่ 12 ‘ทูลทูตสาส์นตรา’ ถือเป็นอีกหนึ่งผนังใหญ่ที่ช่างดูให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะมีการใส่รายละเอียด อาจด้วยเพราะนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลที่ 5 แสดงเหตุการณ์ที่บรรดาทูตานุทูตจากประเทศต่าง ๆ เดินทางมายังสยามเพื่อดูว่าบ้านเมืองยังปกติดีไหม และถวายพระพรแก่ในหลวงพระองค์ใหม่ 

แม้ฉากหลังจะผิดไปจากความเป็นจริงไปบ้าง เพราะการรับทูตควรเกิดขึ้นที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แต่ในฉากนี้กลับเลือกเก๋งวรนาฏนารีเสพย์แทน เนื่องจากถ้าใช้พระที่นั่งอมรินทรฯ ก็คงจะยากเกินไปสำหรับช่างในเวลานั้นที่จะแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านในอาคาร ส่วนภาพของในหลวงรัชกาลที่ 5 และคณะทูตที่น่าจะมาจากออสเตรียนั้นวาดออกมาได้ใกล้เคียงมาก ๆ แถมยังมีรายละเอียดของกระบวนทหารรับราชทูตด้วย 

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

เราข้ามไปที่ผนังที่ 15 ภายใต้ชื่อ ‘ประเทศราชนานา’ เล่าถึงเหตุการณ์การเสด็จประพาสต่างประเทศ ทั้งการเสด็จไปเกาะหมาก aka เกาะปีนัง แสดงภาพเกาะที่เต็มไปด้วยอาคารและผู้คนอย่างตะวันตก พร้อมกับรถไฟที่กำลังวิ่งไปตามรางพร้อมฉากหลังที่เป็นวิวทิวทัศน์ของภูเขา และการเสด็จไปยังประเทศพม่า แสดงด้วยภาพวัดที่ดูผสม ๆ จะพม่าก็ไม่ใช่ ตะวันตกก็ไม่เชิง แต่บรรดาผู้คนบนเกาะเป็นคนพม่าแน่ ๆ ดูได้จากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคนในฉากได้อยู่

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช
พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

และผนังสุดท้ายที่ผมเลือกมาก็คือผนังที่ 19 ‘สังหารกุมภา’ หลายคนอ่านชื่อนี้แล้วอาจจะกำลังเกาหัวว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 ไปเกี่ยวอะไรกับการสังหารจระเข้ (ซึ่งไม่รู้ว่า PETA จะดราม่าไหมถ้ามาเห็นฉากนี้) 

ต้องเกริ่นแบบนี้ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารหรือจดหมายเหตุใด ๆ เป็นแต่เพียงคำบอกเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยก่อนมีจระเข้ยักษ์ดุร้ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำบางปะกงในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จระเข้ตัวนี้สร้างความลำบากแก่ผู้คนในสมัยโน้นที่เดินทางสัญจรด้วยเรือแบบสุด ๆ จนต้องกราบบังคมทูลเชิญรัชกาลที่ 5 ให้มาปราบด้วยพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งปราบได้สำเร็จจริง ๆ และการที่นำมาวาดลงบนฝาผนังก็อาจช่วยเรายืนยันได้ประมาณหนึ่งว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเคยเกิดขึ้นจริงก็ได้

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

ภาพเหมือนราวภาพถ่าย

ถัดจากเรื่องเล่า คราวนี้เรามาดูอีกหนึ่งความสมจริงในจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้อย่างภาพเหมือนบุคคลกันบ้าง เพราะต้องบอกเลยว่า ภาพจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 นี่สมจริงแบบสุด ๆ ไปเลย แถมความสมจริงบนฝาผนังที่พระที่นั่งทรงผนวชก็ไม่ได้จำกัดแค่รูปเหมือนของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น ยังมีภาพเหมือนขุนนางหลายคนด้วย ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ก้าวไปอีกขั้นของจิตรกรรมฝาผนัง

อย่างภาพของรัชกาลที่ 4 ในฉากหว้ากอ แม้อิริยาบถจะต่างจากที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามหรือวัดเสนาสนาราม เพราะที่นี่ท่านกำลังเตรียมออกเดินทาง แต่พระพักตร์รวมถึงเครื่องทรงของพระองค์ท่านนั้นเหมือนพระองค์จริง ๆ เป็นอย่างมาก หรือภาพของรัชกาลที่ 5 ก็มีตั้งแต่ที่พระองค์ยังทรงผนวชครองจีวรอยู่ รวมไปถึงภาพหลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ซึ่งก็จะเป็นภาพแบบที่เป็นภาพจำของใครหลายคนเวลานึกถึงพระองค์ ยิ่งภาพใหญ่เท่าไหร่ รายละเอียดยิ่งเหมือนจริงมากเท่านั้น แต่ถ้าภาพเล็กก็อาจจะชัดตรงกิมมิกประจำพระองค์ ซึ่งผมเชื่อว่าใครเห็นก็ต้องดูออกทันทีแน่นอน

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช
พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

นอกเหนือจากภาพของพระมหากษัตริย์แล้ว ที่นี่ยังมีภาพของบุคคลสำคัญคนอื่น ๆ เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และขุนนางคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ปรากฏตัวในฉากหว้ากอที่มีใบหน้าเหมือนกับตัวจริงอย่างกับภาพถ่าย รวมถึงภาพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ก็ปรากฏบนฝาผนังด้วยเช่นกัน แต่ในกรณีของเจ้าฟ้ามหามาลา ท่านมาแบบแนบเนียนสุด ๆ ในฉากสมโภชช้างเผือก โดยปรากฏมาเพียงแค่พระพักตร์เท่านั้น ซึ่งเหตุที่ท่านปรากฏในฉากนี้อาจมาจากการที่พระองค์เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคชบาลหรือช้างด้วย

พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช
พระที่นั่งทรงผนวชของ ร.5 ณ วัดเบญจมบพิตร ที่เปิดให้เข้าชมแค่ปีละครั้งในวันปิยมหาราช

1 ครั้งใน 1 ปีที่ไม่ควรพลาด

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าวันปิยมหาราชนี้จะไปไหนดี ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันเลยว่า ถ้าได้มาชมพระที่นั่งทรงผนวชนี้ด้วยตาตัวเองแล้วล่ะก็ จะไม่มีทางผิดหวังแน่นอน เพราะนอกจากทั้งหมดที่ผมเล่ามา อาคารหลังนี้ยังมีทั้งความลับและสิ่งน่าสนใจอีกหลายอย่างที่ผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะประสบการณ์ที่บอกเล่าผ่านตัวอักษรไม่มีทางเทียบได้เลยกับประสบการณ์ที่เราได้เห็น ได้สัมผัสด้วยตัวเอง (แต่อย่าไปแตะภาพจิตรกรรมฝาผนังนะครับ เดี๋ยวหลุดร่วงลงมาแล้วจะยุ่ง)

แถมถ้าไม่มาในปีนี้ ก็ต้องรออีกถึง 365 หรือ 366 วันกว่าพระที่นั่งทรงผนวชจะเปิดให้ชมอีกรอบ ดังนั้น ถ้าไม่อยากรอหรือไม่อยากตกเทรนด์พิเศษวันปิยมหาราชนี้ ก็ขอเชิญทุกท่านที่วัดเบญจมบพิตรฯ ครับ ไม่แน่อาจจะเจอเรื่องน่าสนใจที่คาดไม่ถึงก็ได้ ใครจะไปรู้

เกร็ดแถมท้าย

  1. การเดินทางไปยังวัดเบญจมบพิตรฯ มีหลายทาง การขับรถส่วนตัวก็สะดวก แต่วันนั้นคนอาจจะเยอะ เลยอยากแนะนำให้นั่งรถสาธารณะดีกว่า เพราะมีรถเมล์หลายสาย เช่น 70 หรือ 72 แต่ถ้าจะนั่งรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT อาจจะไกลสักหน่อย ไม่ว่าจะจากสถานีพญาไทหรือสถานีสามยอดก็ถือว่าไกลเอาเรื่อง แต่น่าจะหาต่อแท็กซี่มาได้อยู่
  2. นอกเหนือจากพระที่นั่งทรงผนวชแล้ว ในวันเดียวกัน พระที่นั่งวิหารสมเด็จที่เป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดที่จัดแสดงทั้งพระพุทธรูป ตู้ลายทอง และอีกหลายอย่างก็จะเปิดในวันนี้เหมือนกัน ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะเล่าให้ฟังนะครับ
  3. ไหน ๆ ก็มาถึงวัดเบญจมบพิตรฯ แล้ว อย่าลืมไปกราบพระพุทธชินราชจำลองภายในพระอุโบสถ บรรดาพระพุทธรูปในระเบียงคดที่มีทั้งพระพุทธรูปที่รวบรวมจากที่อื่นและพระพุทธรูปที่สร้างจำลองจากพระพุทธรูปองค์จริง หรือสะพานทั้ง 3 ที่สร้างขึ้นจากเงินที่ได้จากการขายงาช้าง ถ้วยชาพื้นสีลายทองและพระรูปกะไหล่ทองด้วยนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ