19 พฤศจิกายน 2024
4 K

Silo (ไซโล) อาจไม่ใช่ซีรีส์โทรทัศน์หรือภาพยนตร์เรื่องแรกที่บอกเล่าเรื่องราวการเอาตัวรอดของมนุษยชาติหลังผ่านมหาภัยพิบัติที่ไม่ทราบสาเหตุ พิษในอากาศทำให้อยู่อาศัยในโลกภายนอกไม่ได้ แต่โลกดิสโทเปียและสถาปัตยกรรมในไซโลถ่ายทอดปริศนาการอยู่อาศัยร่วมกันของกลุ่มคนในโครงสร้างหลุมใต้ดินขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับประชากรจำนวนมาก ซึ่งอาจเทียบเท่าตำบลหรือเมืองเล็ก ๆ ทั้งเมืองเลยทีเดียว 

การอยู่ร่วมกันภายใต้พื้นที่จำกัดนี้เผยให้เห็นถึงความแตกต่างทางชนชั้น บทบาทหน้าที่ของพลเมือง และเกมการเมืองที่ซ่อนอยู่ ในนัยหนึ่ง สถาปัตยกรรมของไซโลให้ความรู้สึกปลอดภัย แต่ก็ชวนให้นึกถึงกรงขังที่จองจำผู้คนไว้ภายใน โดยมีโลกภายนอกเป็นสิ่งอันตรายและต้องห้าม 

พร้อมคำเตือนที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า… “ไม่มีใครรอดชีวิตหากออกไปจากไซโล”

ซีรีส์โทรทัศน์ Silo บน Apple TV+ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 กำกับโดย Morten Tyldum และทิ้งปริศนาชวนติดตามไว้ให้ผู้ชมได้ขบคิดไม่น้อย จนมาถึงตอนนี้ ซีซัน 2 ของซีรีส์กำลังกลับมาให้รับชมอีกครั้ง โดยเริ่มสตรีมในวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เรื่องราวใน Silo ดำเนินเรื่องผ่านวิศวกรหญิงที่ชื่อ จูเลียตต์ รับบทโดย Rebecca Ferguson ซึ่งเริ่มต้นเปิดเผยความลับอันน่าตกใจและความจริงเกี่ยวกับหลุมใต้ดินนี้

ต้นฉบับของซีรีส์อ้างอิงและดัดแปลงมาจากนวนิยายไตรภาคของ Hugh Howey 3 เล่มที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2011 – 2013 

เล่มแรก Wool บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยในไซโล โดยชื่อหนังสือเล่นกับสำนวน ‘To Pull the Wool Over their Eyes’ หมายถึง การหลอกลวงให้ผู้อื่นเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริง เปรียบเสมือนหมาป่าสวมใส่ชุดขนแกะ ต่อมาเล่ม 2 Shift เจาะลึกถึงอดีตและการสร้างไซโล และเล่มสุดท้าย Dust เป็นบทสรุปของเรื่องราวเกี่ยวกับการค้นหาความจริง กับการตัดสินใจว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรในโลกที่พวกเขารู้จักและโลกที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

สำหรับผู้กำกับ Tyldum และ Gavin Bocquet ผู้อำนวยการผลิต พวกเขาต้องสร้างฉากสถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือนตัวละครตัวหนึ่ง สร้างความสมจริงของเมืองที่มีพลวัตตามกาลเวลาในตัวมันเอง เหมือนกับเมืองเก่าที่ใช้งานและซ่อมแซมกันมาหลายร้อยปี 

พวกเขาใช้เวลากว่า 10 เดือนในการออกแบบรายละเอียดของเมือง Silo บล็อกของเมืองเก่าบาร์เซโลนาในประเทศสเปนถูกนำมาใช้เป็นกรณีศึกษาเรื่องการผสมผสานอาคารเก่าและใหม่ การเลือกใช้ ‘สถาปัตยกรรมกล้าแสดงออก’ เน้นโชว์ความดิบของวัสดุ การโชว์ผิวปูนเปลือย โครงสร้างที่หนาและใหญ่ตามฟังก์ชันการใช้งาน อย่างสถาปัตยกรรมบรูทัลลิสต์ (Brutalist) ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงปี 1950 – 1975 ในประเทศอังกฤษ สร้างบรรยากาศที่ทรงพลังสอดคล้องกับความดิสโทเปียของซีรีส์ ความ Retro Futuristic แบบ Future Nostalgia ที่แฝงเข้าไปในองค์ประกอบของฉาก อย่างความขัดแย้งโลกเก่าและอนาคต ระหว่างคอมพิวเตอร์ตกรุ่นหน้าจอหนาเตอะกับจอระบบเสมือนจริง (Virtual Reality) สุดไฮเทค ความบิดเบือนของสังคมที่สะท้อนผ่านฉากในไซโล ล้วนแฝงไปด้วยความขัดแย้งการดำรงอยู่ของมนุษย์

ฉากขนาดใหญ่ช่วงหนึ่งของ Silo สร้างขึ้นด้วยโครงเหล็กเพื่อการถ่ายทำและรับน้ำหนักของนักแสดงจำนวนมาก ในเขตอุตสาหกรรมทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ทีมงานใช้พื้นที่ถ่ายทำทั้งหมด 8 แห่งและสร้างฉากย่อยถึง 75 ฉาก ฉากที่มีความสูงถึง 12 เมตร ประกอบด้วยฉากของพื้นและห้องของชั้นต่าง ๆ ทางเดิน ตรอกซอกซอย และบันไดวนส่วนกลางขนาดใหญ่ที่นักแสดงเดินหลงในฉากกันได้จริง ๆ

หลังมหาภัยพิบัติ ประชากรอาศัยอยู่ในไซโลนานกว่า 140 ปี ฉากสถาปัตยกรรมของเมืองใต้ดินนี้มีระบบนิเวศที่ยั่งยืนด้วยตัวเอง (Self-sufficient) ในการผลิตพลังงาน การเกษตร อาหาร น้ำดื่ม และระบบกรองอากาศที่มากพอสำหรับจำนวนประชากรกว่า 10,000 คน 144 ชั้นคือความลึกของบังเกอร์ใต้ดินแห่งนี้ และหากความสูงเฉลี่ยของแต่ละชั้นอยู่ที่ 3.5 เมตร ก็จะทำให้ไซโลมีความสูงโดยประมาณอยู่ที่ 504 เมตร 

เพื่อให้เห็นสัดส่วนชัดเจนมากขึ้น ตึก คิง เพาเวอร์​ มหานคร กลางใจเมืองกรุงเทพฯ นั้นมีความสูงอยู่ที่ 314 เมตร นั่นยังไม่นับรวมความลึกของถ้ำและอุโมงค์เก่าใต้ไซโลที่มีซากเครื่องจักรขุดเจาะก่อสร้างไซโลขนาดมหึมาฝังอยู่อีกด้วย ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ว่างเปล่าใต้ไซโลนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 167 เมตร หมายถึงมีขนาดใหญ่กว่าบล็อกสี่เหลี่ยมจัตุรัสในเมืองบาร์เซโลนาที่มีความด้านละ 113.3 เมตรเสียอีก

แม้ในแวบแรก ไซโลอาจดูใหญ่โตเกินความจำเป็น แต่หากพิจารณาถึงความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่จำเป็นสำหรับการหล่อเลี้ยงประชากรจำนวนหมื่นกว่าคนแล้ว เราอาจจะพบว่าไซโลแห่งนี้เล็กกว่าที่คิดก็เป็นได้ เนื่องจากไซโลอาศัยอยู่ในระบบนิเวศแบบปิด (Off-grid) แปลว่าทุกอย่างต้องผลิตโดยพึ่งพาตนเอง 

เพียงแค่การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อคน 1 คนที่กินมังสวิรัติ ต้องใช้พื้นที่ประมาณ 200 – 500 ตารางเมตรต่อคนต่อปีแล้ว และถ้าบริโภคเนื้อสัตว์ด้วย พื้นที่ในการทำเกษตรและปศุสัตว์อาจเพิ่มเป็น 1,000 – 2,000 ตารางเมตรต่อคนต่อปีเลยทีเดียว เพราะอย่าลืมว่าคุณต้องเพิ่มพื้นที่ในการผลิตอาหารสัตว์ด้วย 

ในไซโล การทำฟาร์มแนวตั้งทำให้ลดพื้นที่ในส่วนนี้ไปได้เยอะ อย่างไรก็ตาม อาหารเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในระบบนิเวศของไซโล ยังมีเรื่องการจัดการขยะและการผลิตพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งานอีก

ตามนิยามของมัน คำว่า ‘ไซโล’ คือโครงสร้างอาคารทรงกระบอกกลมหรือเหลี่ยมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาธัญพืช ข้าว อาหารสัตว์ ปุ๋ย และในที่นี้อาจรวมถึงมนุษย์! 

รูปทรงกระบอกกลมของไซโลถูกนำมาใช้ในการออกแบบฉากของหลุมหลบภัยนี้ ทั้ง 144 ชั้นในไซโลเชื่อมต่อกันด้วยบันไดวนที่ทอดยาวเหมือนเกลียวหอย บันไดตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของโถงวงกลมขนาดใหญ่ แต่ละระดับเชื่อมต่อกันในแนวดิ่ง แต่ละขั้นบันไดเติมเต็มด้วยเรื่องราวของผู้ที่เดินขึ้น-ลง 

สิ่งที่แตกต่างกันคงอยู่ที่มุมมองของระดับที่อาศัยอยู่ระหว่างชั้นบนกับชั้นใต้ดิน ระหว่างการเดินขึ้นหรือเดินลง ภาพของท้องบันไดที่ทอดยาวไปอาจดูหดหู่เมื่อคุณมองจากจุดที่อยู่ลึกมาก ๆ ต่างกันกับด้านบนเพดานของไซโลที่สว่างไสวด้วยแผงไฟและโคมไฟทรงกลมขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ สร้างจังหวะเวลาเทียมที่ช่วยกำหนดเวลาของกลางวันและกลางคืนให้ผู้อยู่อาศัย ยิ่งสูงขึ้นไป แสงสว่างก็ยิ่งส่องสว่างมากขึ้น กลับกัน เมื่อคุณค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ระดับล่าง ๆ ความมืดและเงาของแต่ละชั้นก็ค่อย ๆ ซ้อนทับกันไปเรื่อย ๆ 

โซนของไซโลแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักไล่จากบนลงล่าง 

จากชั้น 1 เขตส่วนบน หรือ Up Top เป็นที่ตั้งของห้องแอร์ล็อกที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก และโถงโรงอาหารขนาดใหญ่ที่มีหน้าต่างให้ชมวิวโลกภายนอกอันเต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษในอากาศและต้นไม้ที่แห้งตาย เชื่อมจากชั้น 1 ลงมาเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอและคุกจองจำสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎ เรื่อยลงมาเป็นที่อยู่อาศัยอะพาร์ตเมนต์ส่วนบนสำหรับผู้มีอำนาจ เช่น นายกเทศมนตรี และยังเป็นที่ของอาคารหน่วยราชการของฝ่ายตุลาการและแผนกไอที ซึ่งเป็นเหมือนสมองของไซโลในการควบคุมระบบกลไกอัตโนมัติต่าง ๆ

จากชั้นที่ 50 ลงมาจะเข้าสู่เขตกลาง หรือ The Mids ของไซโล เป็นโซนของการอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนรวม และสาธารณูปโภคส่วนกลาง อย่างลานกว้าง สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น และอื่น ๆ นอกจากนี้ ในโซนนี้ยังเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตอาหาร พื้นที่การเกษตร โรงปลูกผักแนวตั้ง ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่สีเขียวของฟาร์มยังมอบทิวทัศน์เขียวขจีให้แก่ผู้อยู่อาศัยในละแวกชั้นใกล้เคียงอีกด้วย

นอกจากการผลิตแล้ว การย่อยสลายและรีไซเคิลขยะและสิ่งของต่างในไซโลก็เป็นจุดสำคัญ ลูปของวงจรหมุนเวียน การรวบรวมวัสดุเหลือใช้ผ่านช่องท่อทิ้งขยะ โดยผู้แต่ละชั้นโยนของทิ้งส่งลงมายังสถานีรีไซเคิลและซ่อมแซมได้ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 12 จุด กระจายตัวตามช่วงชั้น ช่างซ่อมแซมในสถานีไม่เพียงเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรใหม่ แต่ยังประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ใหม่ ๆ อย่างเลนส์หรือแว่นขยายขึ้นมาใช้งานได้อีก

ลึกลงไปในส่วนล่างที่เรียกว่า The Deep Down เป็นโลกที่แตกต่างออกไปจากชั้นบนของไซโล บริเวณนี้ผสมผสานระหว่างที่อยู่อาศัยที่หนาแน่นขึ้น ตลาด ร้านค้า และโรงแรม ลงมาถึงชั้น 144 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของไซโล นั่นคือแหล่งผลิตพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองนี้ เครื่องปั่นไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่เก็บน้ำ และเครื่องกรองน้ำทำงานตลอดเวลา ส่งเสียงกึกก้องและปล่อยความร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง กลิ่นน้ำมันที่อบอวลไปทั่ว เหล่านี้เป็นสภาพแวดล้อมที่คนงาน วิศวกร และผู้อยู่อาศัยในระยะใกล้เคียงต้องเผชิญทุกวัน

Silo’s Floorplan (Fan Art)

แปลนบางส่วนของไซโลเป็นแปลนวงกลมที่ออกแบบและแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ได้หลายรูปแบบตามฟังก์ชันการใช้งานของแต่ละชั้น อย่างชั้น 1 ที่ไม่มีบันไดส่วนกลาง เพราะไม่ต้องเชื่อมต่อกับภายนอก จึงใช้พื้นที่โรงงานได้เต็มพื้นที่ แปลนของชั้นที่อาจเป็นแปลนของออฟฟิศหรือส่วนงานราชการ สังเกตจากห้องที่แบ่งไปตามรัศมีวงกลม

ในส่วนของที่อยู่อาศัย เราอ้างอิงได้จากแปลนของชั้น 23 ห้องแบ่งแบบ Modular Grid ที่ภายในห้องพักมีผนัง ขนาด และการแบ่งพื้นที่ที่คล้ายกัน จนเดินเข้าไปในห้องของเพื่อนบ้านแล้วรู้ตำแหน่งห้องครัวและห้องน้ำได้โดยไม่ต้องถามเจ้าของห้อง 

อย่างไรก็ตาม แต่ละห้องพักของประชากรในไซโลมีความแตกต่างกันผ่านการตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์ตามตัวตนของผู้อยู่อาศัย การตกแต่งฉากภายในห้องสะท้อนสไตล์ยุคกลางศตวรรษที่ 20 โดยเน้นประโยชน์ใช้สอย ผสมผสานกับการตกแต่งแบบ Art Deco นำองค์ประกอบเส้นตรงและเส้นโค้งของรูปทรงเรขาคณิตมาใช้ในการออกแบบ โทนสีภายในเน้นไปที่สีเอิร์ทโทนแบบย้อนยุค ตัดกับโคมไฟผนังทรงกลมที่ปล่อยแสงวอร์มไลต์นุ่มนวล

อีกอย่างหนึ่งน่าสนใจในโลกของไซโล คือวัตถุในอดีตหลายอย่างถูกพบเจอเพียงไม่กี่ชิ้น สิ่งของทั่วไปที่เราคุ้นเคยอย่างนาฬิกาข้อมือ แว่นขยาย ฮาร์ดดิสก์ หนังสือ และแผนที่ กลายเป็นของหายากและเป็นสิ่งต้องห้าม การกำจัดเสรีภาพในการศึกษาเพื่อหวังให้ผู้คนเลิกสงสัยเกี่ยวกับสภาพของโลกภายนอก อย่างไรก็ตาม มีของบางส่วนที่ทางการอนุญาตให้ครอบครองได้ ซึ่งของเหล่านั้นจะนำมาตั้งโชว์ไว้ในบ้านเพื่ออวดแขกผู้มาเยือน

ปริศนาที่ยังคงเป็นปริศนา คืออะไรคือจุดกำเนิดของไซโล มีจำนวนไซโลอยู่ทั้งหมดเท่าใหร่ แต่ละไซโลมีระบบนิเวศและกฎปฏิบัติเหมือนกันหรือไม่ เป็นไปได้ไหมที่ไซโลจะเชื่อมต่อและแบ่งปันทรัพยากรแก่กันได้ ทำไมสิ่งของจากอดีตหรือ Relics ที่ถูกขุดพบ เช่น เครื่องคิดเลขหรือหนังสือท่องเที่ยว จึงกลายเป็นของต้องห้าม

สถาปัตยกรรมที่สะท้อนความซับซ้อนและความขัดแย้งของสังคมท้าทายให้เราตั้งคำถาม ระหว่างหลุมภัยหรือที่คุมขัง ระหว่างเสรีภาพกับการควบคุม ระหว่างความหวังหรือความฝัน ระหว่างความฉลาดกับความเปราะบางของมนุษย์ ระหว่างการมีอยู่ของชีวิตกับความตาย 

ท้ายที่สุด ใครคือสถาปนิกของไซโล แล้วทำไมไซโลถึงไม่มีลิฟต์ สิ่งเหล่านี้ก่อความคิดให้ตอกย้ำว่าสถาปัตยกรรม ที่อยู่อาศัย และเมืองนั้น ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังของชีวิตเรา แต่มันปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต อารมณ์ และพฤติกรรมของเราได้อย่างง่ายดาย อย่างการเดินบันไดวนจากชั้น 1 ลงไปถึงชั้น 144 นั้นใช้เวลาร่วมวัน ถึงขนาดต้องลาหยุดงานกันเลยทีเดียว

ท้ายที่สุด คำถามที่สำคัญกว่า คืออะไรคือสังคมสงบสุขที่พวกเขาเหล่านั้นพยายามรักษาไว้ เมื่อความจริงกลายเป็นสิ่งต้องห้าม

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาภาพประกอบ
  • The photography is courtesy of Apple TV+
  • “Silo” Director/Executive Producer Morten Tyldum on Helming Rebecca Ferguson’s Sci-Fi Mystery – The Credits
  • screenrant.com/silo-show-production-designer-gavin-bocquet-interview
  • silo.fandom.com/wiki/The_Silo
  • www.polygon.com/23710614/silo-apple-tv-staircase-design-show
  • www.artstation.com/artwork

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ