เรื่องราวชีวิตของ Bella Baxter แสดงนำโดย Emma Stone ในภาพยนตร์ Poor Things ก็เหมือนกับการเต้นรำอันซับซ้อนระหว่าง ร่างกาย (Body) และจิตใจ (Mind)
เมื่อสมองของทารกหญิงถูกเปลี่ยนถ่ายและชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้งในหญิงสาววัย 25 ปี ซึ่งร่างนั้นคือมารดาที่กำลังอุ้มท้องเธออยู่ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจกระโดดสะพานเพื่อจบชีวิตของตนลง
เมื่อโชคชะตาพาร่างของหญิงสาวและความเชี่ยวชาญในการปลูกถ่ายอวัยวะของศัลยแพทย์ Godwin Baxter มาเจอกัน การค้นหาจิตวิญญาณ ตัวตน และความหมายของการอยู่ในร่างแม่ของเบลล่าจึงเริ่มต้นขึ้น
ความขัดแย้งทางกายภาพ รูปลักษณ์ภายนอก และความคิดในจิตใจของเธอเติบโตอย่างก้าวกระโดด สมองและจิตใจอันบริสุทธิ์ ปราศจากประวัติศาสตร์และกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่สังคมกล่อมเกลา ทั้งหมดนั้นทำให้เบลล่าเป็นเหมือนแฟรงเกนสไตน์ของสังคมอารยะในร่างหญิงงาม
เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับ Godwin แล้ว การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยตรรกะและเหตุผล (Objective) เป็นหลักการพื้นฐานที่ทำให้ระบบกระบวนความคิดของเขานั้นสะอาด การตัดทิ้งตรรกะทางความรู้สึกส่วนตัว (Subjective) ที่วุ่นวายและแปรผันออกไป ในทางหนึ่งมันช่วยเขาให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ในงานวิจัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ต่อผู้คนเลย เขาแค่แยกมันออกจากการทำงาน
ทั้งชีวิตของเขาจะทุ่มให้กับการศึกษากายวิภาคของมนุษย์และสัตว์ เขาเองก็เคยถูกพ่อแท้ ๆ ใช้ในงานทดลองอย่างที่เขาทำกับเบลล่า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาไขว้เขวในการจดบันทึกและประมวลผลการทดลองหลังการผ่าตัดของเบลล่า
ตามหลักการขั้นต้นการสังเกตตัวอย่าง การทดลองทางวิทยาศาสตร์ควรทำในสภาพแวดล้อมควบคุม ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นตัวแปร สถานที่ต่าง ๆ และสถาปัตยกรรมเปรียบเสมือน ‘ร่าง’ หรือ ‘Body’ ที่เป็นสิ่งกระตุ้นในงานทดลองไปโดยปริยาย
เริ่มต้นจากฉากภายในบ้าน Baxter ไปจนถึงฉากการเดินทางท่องเมืองในยุโรป ลงเรือจากลอนดอนไปลิสบอน อเล็กซานเดรีย และปารีส ประสบการณ์จากการเดินทางครั้งนี้พาเบลล่าก้าวผ่านวัยและปลดเปลือยเปลือกของร่างที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณเธอเอาไว้

ต้นฉบับนวนิยายสยองขวัญวิทยาศาสตร์ Poor Things โดย Alasdair Gray เขียนขึ้นในปี 1992 แต่งขึ้นจากเนื้อหาในหนังสืออัตชีวประวัติของ นายแพทย์ Archibald McCandless ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1909 และจดหมายของภรรยาของ Archibald ที่มีเนื้อหาหักล้างและไม่ตรงกันอยู่
ก่อนจะมาสู่เวอร์ชันของบทภาพยนตร์ในปี 2022 ของมือเขียนบทอย่าง Tony McNamara และผู้กำกับชาวกรีก Yorgos Lanthimos ผู้ขึ้นชื่อเรื่องของความแหกคอกในการเล่าเรื่อง ตัวละคร ลำดับภาพ และองค์ประกอบศิลป์
ในภาพยนตร์ลำดับที่ 8 เรื่องนี้ เขาได้ James Price และ Shona Heath มาช่วยสร้างโลกเหนือจริงให้กับหนังนี้ ซึ่งการกำกับศิลป์ของทั้งคู่นั้นได้นำ Poor Things ชนะรางวัลออสการ์ สาขาการออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โจทย์แรกที่ทั้งได้คู่ได้รับ คือการถ่ายทอดฟิสิกส์ของสภาพแวดล้อมในโลกที่เบลล่าอาศัยอยู่
ฉากของตัวบ้านเป็นเหมือนวงกตที่กักขังอิสรภาพของเธอ ตามตรรกะแล้ว การตกแต่งภายในของบ้านหลังนี้ออกแบบโดย Dr.Godwin พ่อของเธอ ความผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ของศัลยแพทย์กับศิลปะที่ปรากฏภายในตัวบ้าน ทำให้เขากลายเป็นสถาปนิกของบ้านตัวเอง

Baxter’s House, Budapest
บ้าน Baxter สร้างขึ้นและถ่ายทำในสตูดิโอในเมืองบูดาเปสต์ ฉากของเมืองเนรมิตขึ้นมาในสัดส่วน 1 : 1 มีตรอกซอกซอยที่นำทางไปสู่จัตุรัสกลางในเมือง ประตู บันได และระเบียงที่ใช้ได้จริง
บ้านแบ็กซ์เตอร์ทั้งหลังสร้างขึ้นเป็นชิ้นเดียว โดยแต่ละห้องเชื่อมต่อกัน ทำให้นักแสดงไหลเข้าฉากและเดินไปมาได้อย่างสมจริง เหมือนอยู่ในบ้านตุ๊กตาที่มีกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรียน ตกแต่งผสมสไตล์อาร์ตนูโวกับอาร์ตเดโคของเมืองลอนดอน ในช่วงทศวรรษ 1930 – 1950
อีกทั้งยังผสมผสานองค์ประกอบของเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปในฉาก อย่างกระจกโค้ง อุปกรณ์เครื่องแก้วในห้องแล็บ และที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุด คือเครื่องแต่งกายของตัวละคร
ในซีนแรก ๆ เสื้อผ้าของเบลล่าให้ความรู้สึกเหมือนเด็ก ๆ ที่ถูกพ่อแม่จับแต่งตัว และในตอนท้ายของแต่ละวัน ชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ หลุดหล่นไปทีละชิ้นในขณะวิ่งเล่นไปรอบบ้าน
เมื่อมองในภาพรวม หลายคนอาจมองว่าฉากของหนังคือแนว Victorian Steampunk แต่จริง ๆ แล้วนักออกแบบ James และ Shona ไม่ต้องการกำหนดสไตล์เฉพาะเจาะจงใด ๆ พวกเขาเพียงถ่ายทอดโลกของ Poor Things ขึ้นตามท้องเรื่อง และใช้ภาพวาดของศิลปินคลาสสิก เช่น Francis Bacon, Egon Schiele และ Hieronymus Bosch อ้างอิงในการออกแบบ
อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ในฉากของบ้านแบ็กซ์เตอร์ คือการผสมกันของพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน ความหรูหราของข้าวของเครื่องใช้ งานฝีมือเครื่องแต่งกายในยุคทองของสังคมอีลีตยุควิกตอเรียน ความ Sci-Fi ขององค์ประกอบในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ สัตว์ลูกผสมทดลองอย่างสุนัขในร่างไก่ หรือแพะที่มีหัวเป็นเป็ด ความดิบมันของเสื้อกาวน์ ชุดยูนิฟอร์มที่สวมใส่ โคมไฟผ่าตัด ศิลปะทางกายวิภาค และการแพทย์ที่แทรกซึมเข้าไปในงานสถาปัตยกรรมตกแต่งภายใน ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้


บ้าน 2 ชั้นเชื่อมต่อกันทางโถงกลาง มีพื้นที่กว้างขวางกว่าจำนวนสมาชิกผู้อยู่อาศัย มาพร้อมกับสวนอังกฤษขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของตัวบ้าน รูปทรงภายนอกมีความ Brutalist ที่นำรูปทรงของห้องต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน มีความดิบของผนังคอนกรีตสีชมพู-แดงอ่อน เหมือนสีผิวหนังมนุษย์ ตัดกับส่วนโค้งส่วนเว้าและลวดลายเหล็กดัดบนประตูหน้าต่างกระจก
บ้านของสถาปนิกและนักสะสม Sir John Soane ในกรุงลอนดอน เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบฉากที่อยู่อาศัยของ Baxter
บ้านหลังนั้นปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 2013 ด้วยพื้นที่จำกัดของบ้านใจกลางเมือง ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลายเป็นตู้เก็บของที่รวบรวมสิ่งแปลกปลอม (Cabinet of Curiosities) ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและวัตถุหายาก จัดเรียงห้อยและแขวนจัดแสดงไว้อย่างแออัด แต่ก็พิถีพิถัน
องค์ประกอบเหล่านี้เองที่นำไปสู่การตกแต่งภายในของบ้าน Baxter ที่แฝงไปด้วยประติมากรรมชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์และสัตว์ อย่างบนเพดานของห้องนั่งเล่น มีประติมากรรมนูนสูงของชิ้นส่วนหูที่ไขว้กันอยู่ มีรูปปั้นตาหูจมูกปากติดตามผนังห้อง มีเฟอร์นิเจอร์ที่มีชิ้นส่วนกรงเล็บเท้าและเขาสัตว์ต่างชนิดประกอบเข้าด้วยกัน
ความรู้สึกของการผ่าตัดอวัยวะ ในนัยหนึ่งเป็นศิลปะที่เจ้าของบ้านหลงใหลและตั้งใจจัดแสดงแก่ผู้มาเยือน ทั้งยังมีพื้นห้องที่เป็นเหมือนหมอนเมมโมรีโฟมนุ่มนิ่ม ซึ่งใช้แทนโซฟาได้ และเมื่อเดินบนพื้นผิวนั้นก็ทำให้รู้สึกเหมือนเคลื่อนไหวอยู่บนชิ้นส่วนภายในร่างกายที่ยวบไปยวบมา

ประตูที่มีหน้าต่างคล้ายตู้เสื้อผ้า นำทางไปยังห้องรับประทานอาหารที่มีผนังด้านหนึ่งแขวนเครื่องจานเซรามิกลายคราม การเล่นกับสัดส่วนของเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่กว่าสัดส่วนมนุษย์ อย่างเก้าอี้รับประทานอาหารของ Dr.Godwin ในห้องนั้น อาจทำให้เรารู้สึกตัวเล็กลงราวกับเป็นเด็กในบ้านยักษ์
ส่วนห้องนอนของเบลล่า การตกแต่งภายในพยายามจะสื่อถึงความอบอุ่นด้วยผนังบุนวมลายภูมิทัศน์ที่เรียงต่อกัน พื้นผิวอ่อนนุ่มน่าสัมผัส สื่อถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในขณะที่สมองของเธอค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพดานที่สลักด้วยลวดลายธรรมชาติของท้องทะเลอย่างปลาและโคมไฟปะการัง กระจกที่มีหู สื่อถึงอิสรภาพที่เบลล่าโหยหา และสภาพแวดล้อมของโลกภายนอกที่เธอไม่เคยได้สัมผัส
ความรู้สึกเหมือนว่า ‘บ้านไม่ใช่บ้าน’ คงไม่อาจแก้ได้ด้วยสัญลักษณ์ของวัสดุตกแต่งภายใน แต่ก็แสดงถึงความพยายามใส่ใจของตัวละครพ่อผู้สร้างเธอขึ้นมา เขาสร้างสภาพแวดล้อมของโลกภายนอกที่เธอไม่เคยได้เห็น เช่น ภาพป่าไม้ที่วาดต่อ ๆ กันไปบนผนังโถงทางเดิน


การก้าวผ่านวัยของเบลล่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอออกเดินทางไปผจญโลก ในขณะเดียวกัน ฉากภาพขาวดำในหนังก็ค่อย ๆ เผยให้ผู้ชมเห็นสีสันขึ้นมา สื่อถึงสภาวะจิตใจของเธอที่มีอิสระและเติบโตขึ้น
เมื่อเธอเริ่มเดินทางไปแต่ละเมือง ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องด้วยมุมกล้องแบบ Fisheye กล้องวงจรปิดที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นหนูทดลองที่กำลังถูกจ้องมอง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นมุมกล้องปกติ
ฉากในเรือสำราญเป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นใหม่และการบอกลาในเวลาเดียวกัน เบลล่าเริ่มสนใจการอ่านและปรัชญาชีวิต เรือออกแบบมาให้เป็นเหมือนสวนเรือนกระจกสไตล์วิกตอเรียนขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ รายละเอียดหรูหราของโครงสร้างเหล็กบานกระจกและหลังโค้งผสมผสานยุคอุตสาหกรรมกับศิลปะเข้าด้วยกัน
ฉากในเมืองลิสบอนเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของอิสรภาพ อย่างสถาปัตยกรรมล้ำสมัย บอลลูน และรถรางลอยฟ้า
ต่อมาในฉากของซ่อง The Brothel กลางจัตุรัสกรุงปารีสก็สอนเธอถึงคุณค่าของอิสรภาพและการตัดสินใจในการใช้ร่างกาย เธอไม่ได้สังเกตเห็นลวดลายของอวัยวะเพศชายที่อยู่บนหน้าต่างอาคารสไตล์บาโรกหลังนี้ด้วยซ้ำ มีต้นไม้สีแดงตัดกับพื้นหิมะขาวโพลนและความมืดทะมึนภายในอาคาร ซึ่งเป็นรายละเอียดที่บ่งบอกถึงการใช้งานอาคาร
ของหวานและความรุนแรงคือสิ่งที่เธอค้นพบในโลกความเป็นจริง พฤติกรรมของมนุษย์ มารยาททางสังคม มาตรฐานความงาม และบรรทัดฐานทางเพศ ยังไม่รวมถึงความวุ่นวายของประวัติศาสตร์ที่เธอไม่เคยรับรู้ และกฎเกณฑ์ทางสังคมที่วางกรอบให้ใคร ๆ ทำตาม
การเติบโตขึ้นของเธอในท้ายที่สุดคือการยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การกลับมาเกิดในร่างของแม่ตัวเอง การทำความเข้าใจความคิดของพ่อที่หมกมุ่นกับการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งช่วยชุบชีวิตเธอขึ้นมาใหม่ และการโอบรับความทรงจำในวัยเด็กอย่างประสบการณ์ในห้องผ่าตัด
ความหลงใหลในกายวิภาค การประกอบกันของร่างกายมนุษย์และสัตว์ในตอนท้าย แสดงให้เห็นความตระหนักรู้ถึงความซับซ้อนในการเป็นมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่บอกได้ทันทีว่าเบลล่าเติบโตขึ้นแล้ว คือการกลับมาใช้ชีวิตในบ้าน Baxter อีกครั้งหลังจากการเดินทางของเธอ และเธอได้มีความสุขกับ ‘บ้านที่เป็นบ้าน’ จริง ๆ เสียที
ข้อมูลอ้างอิง
- The photography is courtesy of Searchlight Pictures.
- www.dezeen.com/2024/02/14
- www.architecturaldigest.com
- www.christies.com/en/stories
