Interstellar (ทะยานดาวกู้โลก) คือภาพยนตร์ไซไฟระดับตำนานที่จะพาเราทะลุดวงดาวไปกับฉากอวกาศข้ามกาแล็กซี เป็นผลงานกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) จากปี 2014 ในวันที่ 27 กันยายนที่จะถึงนี้ (ฝั่งตะวันตก) เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี Interstellar ก็จะกลับมารีรันอีกครั้ง ด้วยฟิล์มขนาด 70 มม. ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่โนแลนชื่นชอบและใช้ในการถ่ายทำ คุณภาพตามชื่อย่อ Image Maximum ของมันที่การันตีความชัดเจน-คมชัดของภาพ พร้อมพาผู้ชมทะยานออกสำรวจดาวเคราะห์ผ่านกาแล็กซี รูหนอน (Wormhole) และหลุมดำอีกครั้ง
ในวันที่โลกกำลังถึงกาลอวสาน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พายุฝุ่นและภัยธรรมชาติคุกคามชีวิตมนุษย์ ทำลายระบบนิเวศ อาหารขาดแคลน อากาศหายใจลดน้อยลง โรคระบาดใหม่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่คุกคามมนุษย์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อพืชและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกัน มนุษยชาติจึงต้องออกเดินทางค้นหาบ้านใหม่ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น เพื่อสานต่อภารกิจกู้โลก ซึ่งนำทีมสำรวจโดย Joseph Cooper อดีตนักบินอวกาศและวิศวกรของนาซา (NASA)
ฉากโลกดิสโทเปียใน Interstellar ค่อย ๆ ทะยานออกสู่จักรวาลที่มืดมิดอันไร้ขอบเขตแผ่ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ดาวเคราะห์น้อยใหญ่ส่องแสงลอยตัวอย่างเคว้งคว้างกลางห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ชวนให้เรารู้สึกตัวเล็กจ้อย ล่องลอยอยู่ในยานอวกาศ โคจรไปตามแรงโน้มถ่วง
เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปตามระบบฟิสิกส์ของดาวเคราะห์แต่ละดวง สะท้อนให้เราจินตนาการถึงชีวิตที่ต้องปรับตัวไปตามเงื่อนไข รวมถึงสถาปัตยกรรมและที่อยู่อาศัยซึ่งต้องออกแบบให้คล้อยตามและสอดคล้องรับกับสภาพบริบทของโลกนั้น ๆ ในช่วงเวลาวิกฤตที่สุด การออกแบบหรือวางแผนสิ่งต่าง ๆ มักย้อนกลับไปสู่พื้นฐานอันเรียบง่ายที่สุดสำหรับการดำรงชีวิต อย่างปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่พักอาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค
สิ่งที่หนังไซไฟนำเสนอเชื่อมโยงไปถึงการออกแบบในอนาคต ซึ่งปรับตัวตามวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำยุค ยานอวกาศเป็นที่อยู่อาศัยเคลื่อนที่ในขณะเดินทาง ข้อจำกัดทางเทคนิคและพื้นที่สร้างสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่แตกต่างออกไป

จาก 12 ดาวเคราะห์ที่มีการส่งนักบินอวกาศออกไปสำรวจในภารกิจลาซารัส (Lazarus Mission) มีเพียงดาวเคราะห์ 3 ดวงที่ส่งสัญญาณกลับมา ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่ามีความน่าจะเป็นในการตั้งอาณานิคมหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์
ดาวเคราะห์มิลเลอร์ (Miller’s Planet) เป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ทีมสำรวจลงจอดหลังผ่านรูหนอน พื้นผิวของดาวดวงนี้ปกคลุมด้วยมหาสมุทรที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์นี้มากกว่า 130% ของโลก เนื่องมาจากการโคจรรอบหลุมดำขนาดใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น เวลาบนดาวนี้จะถูกขยาย 1 ชั่วโมงบนดาวดวงนี้เทียบเท่ากับ 7 ปีบนโลก ทุกวินาทีที่ผ่านไปนั้นจึงมีค่ามหาศาล สิ่งที่น่ากลัวของดาวดวงนี้คือคลื่นยักษ์มหึมาสูงตระหง่าน ซึ่งเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกัน
หลังจากค้นพบว่าดาวมิลเลอร์อยู่อาศัยไม่ได้ ทีมสำรวจเดินทางต่อมายังดาวเคราะห์แมนน์ (Mann’s Planet) ซึ่งเป็นดาวเคราะห์เยือกแข็ง พื้นผิวปกคลุมด้วยหิมะที่แม้แต่เมฆก็ยังถูกแช่แข็ง ยานสำรวจลงจอดบนภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ทอดยาวออกไปสุดสายตา ชั้นบรรยากาศปกคลุมด้วยเงาของชั้นก้อนเมฆหนาทึบ อากาศมีการปะทุของก๊าซพิษ ความหนาวเย็นอย่างทารุณที่ไม่มีวันจะรองรับชีวิตมนุษย์ได้
จุดหมายปลายทางสุดท้าย คือดาวเคราะห์เอ็ดมันด์ (Edmunds’ Planet) มีภูมิประเทศเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ แห้งแล้ง แต่มีชั้นบรรยากาศที่หายใจได้โดยไม่ต้องสวมหมวกนักบินอวกาศ ด้วยความเป็นไปได้ในการทำเกษตรกรรม ทำให้ดาวดวงนี้อาจกลายเป็นอาณานิคมพลัดถิ่นของมนุษยชาติ แต่เราก็มีโอกาสเห็นสภาพแวดล้อมของดาวดวงนี้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น

Endurance คือชื่อยานอวกาศที่คูเปอร์และทีมใช้เดินทางผ่านรูหนอนใกล้ดาวเสาร์ เพื่อเชื่อมออกไปสำรวจดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่อยู่อีกกาแล็กซี ยานนี้สร้างด้วยการประกอบชิ้นส่วนทั้งหมด 12 โมดูลเข้าด้วยกัน หมุนเป็นวงแหวนที่มีขนาดศูนย์กลางวงกลมอยู่ที่ 65 เมตร หมุนด้วยความเร็ว 5.5 รอบต่อนาที ซึ่งการหมุนนี้ก็เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงจำลองแรงโน้มถ่วงของโลก
ทั้ง 12 โมดูลเชื่อมต่อกันด้วยอุโมงค์ โดยแต่ละโมดูลออกแบบมาตามฟังก์ชันที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น 4 โมดูลสำหรับการขับเคลื่อนหลัก ติดตั้งเครื่องยนต์พลาสมาประสิทธิภาพสูง อีก 4 โมดูลเป็นที่เก็บสัมภาระเพื่อขนลงสู่ดาวเคราะห์ 2 โมดูลเป็นที่พักของลูกเรือ รองรับได้สูงสุด 12 คน มีระบบหมุนเวียนอากาศและน้ำ อีก 1 โมดูลเป็นห้องจำศีลไฮเปอร์สลีปสำหรับการแช่แข็งลูกเรือ และโมดูลสุดท้ายเชื่อมต่อกับแกนกลางของยาน เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการ แหล่งจ่ายพลังงาน อุปกรณ์สื่อสาร ระบบนำทางของยาน ระบบช่วยชีวิต และห้องเชื่อมต่อยานอวกาศขนาดเล็ก
ในด้านสถาปัตยกรรม ยานนี้ออกแบบมาด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับฟังก์ชันการใช้งานและสัดส่วนมนุษย์ หรืออาจเรียกได้ว่ามินิมอลถึงแก่น เพราะไหนจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักของโครงสร้างชิ้นส่วนต่าง ๆ การเรียงโมดูลต่าง ๆ จัดเรียงสลับฟังก์ชันกันไปเป็นวงแหวนเพื่อสร้างความสมดุลในโครงสร้างขณะหมุนรับการใช้ชีวิตในอวกาศที่แรงโน้มถ่วงน้อย

Gargantua (กาแกนทัว) เป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่อยู่ใกล้กับดาวเคราะห์ทั้ง 3 ดวงที่เป็นเป้าหมายในการสำรวจของทีมคูเปอร์ มีระยะห่างจากโลกอยู่ 1 หมื่นล้านปีแสง อย่างที่กล่าวไว้ แรงโน้มถ่วงของมันก่อให้เกิดปรากฏการณ์การยืดเวลาที่รุนแรง อย่างการสำรวจดาวเคราะห์ของมิลเลอร์ ทำให้ทีมสำรวจเสียเวลาไปถึง 23 ปีจากการยืดเวลาที่เกิดขึ้นใกล้หลุมดำ
การออกแบบฉาก CGI ของหลุมดำกาแกนทัวในภาพยนตร์ Interstellar อ้างอิงจากการคำนวณทางฟิสิกส์ที่แม่นยำ โดยมี คิป ธอร์น (Kip Thorne) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ให้กับภาพยนตร์ เขาใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพของ ไอน์สไตน์ ในการคำนวณและจำลองภาพของหลุมดำขึ้นมาให้สมจริงที่สุดเท่าที่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะอธิบายได้ การกระจายของแสงและแรงโน้มถ่วงที่แผ่กระจายออกมาจากหลุมดำทำให้เกิดภาพที่เห็นเป็นแสงที่โค้งรอบ ๆ หลุมดำ จนเกิดเป็นลักษณะวงแหวนที่ดูผิดปกติ
หลังจากภาพยนตร์ Interstellar ออกฉาย Thorne ตีพิมพ์หนังสือชื่อ The Science of Interstellar ซึ่งเขาอธิบายแนวคิดทางฟิสิกส์ที่นำมาใช้ในภาพยนตร์ หนังสือเล่มนี้อธิบายถึงการคำนวณที่ซับซ้อน เช่น การทำงานของรูหนอน หลุมดำ และการขยายเวลาที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงอย่างละเอียด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจว่าทฤษฎีฟิสิกส์เหล่านี้นำไปปรับใช้กับเหตุการณ์ในภาพยนตร์ได้อย่างไร

ฉากฟาร์มบ้านคูเปอร์ (Cooper’s Farmhouse) เป็นบ้านไร่ที่พบได้ในชนบทของสหรัฐฯ แบบคลาสสิก ล้อมรอบด้วยทุ่งข้าวโพด ตั้งอยู่บนโลกที่กำลังจะล่มสลาย ตัวบ้านเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงความรักกับความผูกพันระหว่างคูเปอร์และลูก ๆ ของเขา โดยเฉพาะชั้นหนังสือในห้องของ เมิร์ฟ (Murph) ลูกสาวของเขา ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารผ่านกาลเวลา เชื่อมต่อระหว่างโลกที่คูเปอร์รู้จักกับโลกในมิติที่เหนือกว่า เทสเซอแรกต์ (Tesseract) พื้นที่โครงสร้าง 5 มิติซ่อนอยู่ในห้วงลึกภายในหลุมดำ การเชื่อมต่อระหว่างบ้านของคูเปอร์และเทสเซอแรกต์ทำให้เกิดการสื่อสารผ่านกาลเวลาที่ทั้งซับซ้อนและลึกซึ้ง โดยที่คูเปอร์ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นสื่อในการส่งข้อมูลผ่านกาลเวลา
เราคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตใน 3 มิติ (ความกว้าง ความยาว และความสูง) แต่ในเทสเซอแรกต์ คูเปอร์มองเห็นได้ทุกช่วงเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เขาเข้าไปอยู่ในมิติที่ 4 รวมถึงการมีอิทธิพลต่อแรงโน้มถ่วงภายในกรอบเวลาเหล่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่อิงจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ส่วนในมิติที่ 5 คือ Space and Time ซึ่งคูเปอร์ทำปฏิสัมพันธ์กับเวลาและแรงโน้มถ่วง เพื่อเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตนั่นเอง

ฉากขนาดใหญ่ของมิติเหนือกาลเวลาหลังชั้นวางหนังสือ ‘เทสเซอแรกต์’ สร้างขึ้นในขนาดจริง 1 : 1 เพื่อการถ่ายทำ ทำให้นักแสดงเคลื่อนไหวและโต้ตอบกับฉากได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยลดการใช้เอฟเฟกต์ดิจิทัล (CGI) ให้น้อยที่สุด โดยเน้นการออกแบบแสงและการจัดวางชั้นหนังสืออย่างพิถีพิถัน ปรับสเกลชั้นวางและผนังของตู้หนังสือจากโครงสร้าง 3 มิติไปสู่โครงสร้าง 4 มิติที่ซับซ้อน
ลองนึกถึงภาพกล่องลูกบาศก์ 2 กล่องที่มีขนาดต่างกันซ้อนทับกันอยู่ โดยกล่องเล็กจะสเกลเล็กลงในขอบเขตของกล่องใหญ่ รูปทรงเรขาคณิตที่นำเสนอในฉากนี้คล้ายกับภาพวาดลวงตาในมิติที่ 4 ซึ่งผู้ชมสัมผัสและเคลื่อนที่ผ่านเส้นตั้งและเส้นนอนของชั้นหนังสือได้ เส้นเหล่านี้สร้างขึ้นแบบ Deconstruct และทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับว่าชั้นหนังสือกลายเป็นห้องสมุดที่มีชั้นหนังสือเรียงรายไปทุกทิศทางและเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ ของช่วงเวลา
การออกแบบฉากนี้ไม่เพียงเชื่อมโยงกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและท้าทายความเข้าใจของมนุษย์ แต่ยังถ่ายทอดสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างพ่อและลูก คำมั่นสัญญาที่พวกเขามีให้ต่อกันทะลุมิติ จึงต้องขอยกให้ฉากนี้เป็นงานศิลปะทางภาพยนตร์ที่ตรึงใจผู้ชมหลาย ๆ คน

ฉากหนังไซไฟมักนำเสนอและคาดการณ์ผ่านเหตุการณ์อันเลวร้าย จุดจบของโลก หรือการหนีตายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่
ใน Interstellar การอยู่รอดของมนุษยชาติผ่านการเดินทางสำรวจดาวเคราะห์ดวงใหม่เพื่อเตรียมอพยพและตั้งอาณานิคมใหม่ ฉากของความแปรปรวนอันรุนแรงของสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ‘Extreme Environment’ ที่เปลี่ยนไปตามระบบฟิสิกส์ที่แปรปรวน สร้างสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
ดังที่เราเห็นในฉากของโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไปหลายปีแสง ความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมเพียงน้อยนิดก็มากพอที่จะเปลี่ยนบริบทการดำรงชีวิตของมนุษย์จากหน้ามือเป็นหลังมือ อุณหภูมิต่ำเยือกแข็งหรือสูงร้อนระอุกำหนดความเป็นอยู่ของพวกเราได้ สภาพที่อยู่อาศัยที่ต้องปรับเปลี่ยนไป เทคโนโลยียังชีพเหมือนกับชุดนักอวกาศถูกติดตั้งเพื่อปรับสมดุลเพื่อให้ร่างกายมนุษย์อยู่อาศัยได้ สถานีและยานอวกาศคือหน้าตาของสถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ถูกกำหนดตามโครงสร้างซึ่งยึดโยงกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเดินทางและดำรงอยู่ของชีวิต สะท้อนผ่านรูปทรงเรขาคณิตอันบริสุทธิ์มักนำมาใช้ในงานออกแบบชิ้นส่วนยานอวกาศในภาพยนตร์ไซไฟ
หลายครั้งที่มองงานออกแบบฉากในภาพยนตร์ไซไฟ มักจะสะท้อนให้เห็นมิติที่กว้างออกไปของการเรียน การทำงาน และการออกแบบสถาปัตยกรรม ที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าผลสัมฤทธิ์ของงานสถาปัตยกรรมจะต้องขีดเส้นใต้ไว้แค่การออกแบบและก่อสร้างอาคาร แต่ขยายความเป็นได้และขอบเขตของบทบาทสายอาชีพสถาปนิก เช่น นักวางแผนยุทธศาสตร์เมือง ผู้มีส่วนในการวางแผนโครงการพัฒนาเมืองในอนาคต คอนเซปต์อาร์ติสต์ ผู้ออกแบบเกมโครงต้นฉบับของฉากในหนังหรือด่านในเกมต่าง ๆ หรือจะเป็นนักเขียน ผู้เล่าเรื่องปลูกเมล็ดความคิดและนำเสนอไอเดียเป็นต้น
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเรียนและการประกอบวิชาชีพสถาปนิกคือการคาดการณ์ถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในอนาคต มันเป็นเครื่องมือที่สำคัญในงานสถาปัตยกรรมที่จะทำให้งานของคุณมีจุดมุ่งหมายที่กว้างออกไป
แนวคิดและการคาดการณ์ (Speculation) เหมือนที่ครั้งหนึ่งการเห็นรถไร้คนขับในภาพยนตร์เป็นเรื่องเหนือจริง แต่ในปัจจุบันไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ รถยนต์กับระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองนั้นเกิดขึ้นแล้ว และกำลังพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ แล้วรถยนต์ไร้คนขับในอนาคตจะเปลี่ยนหน้าตาของเมืองไปในทิศทางไหน แล้วบทบาทของสถาปนิกอยู่ที่ใด ในขณะที่บทสนทนากำลังเกิดขึ้นในบอร์ดห้องประชุมของบริษัทใหญ่

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
- Nolan, C. (2014). Interstellar. Paramount Pictures.
- www.thisiscolossal.com/2015/06/interstellar-tesseract-set
- interstellarfilm.fandom.com/wiki/Endurance
- pubs.aip.org/aapt/ajp/article
