อีก 18 วันจะถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจมากที่สุด ณ ตอนนี้ คงเป็นข้อมูลของบรรดาผู้ลงสมัครเลือกตั้ง นโยบายของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะใช้คะแนนเสียงที่มีให้ใคร
แต่ยังมีข้อมูลที่เราคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ ‘กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต’ เช่น คนพิการ ทุพพลภาพ หรือคนสูงอายุ พวกเขาจะเข้าถึงการเลือกตั้งได้อย่างไร รวมไปถึง ‘กลุ่มคนไร้บ้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์’ ที่ก็นับเป็นหนึ่งในประชาชนคนไทย พวกเขามีสิทธิเข้าคูหาเลือกคนมาทำหน้าที่บริหารประเทศของพวกเขาหรือไม่
เราต่อสายตรงหา ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ Daybreaker Network เครือข่ายเพื่อสร้างการเรียนรู้สำหรับนักเคลื่อนไหวทางสังคม ในอดีตเขาเคยมีส่วนร่วมผลักดันเรื่องสิทธิคนพิการกับการเลือกตั้ง และจัดทำคู่มือการจัดการเลือกตั้งเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิการเลือกตั้งของคนไทยทุกคน
นี่อาจเป็นข้อมูลที่บางคนเอาไปใช้ต่อได้ หรืออาจไกลตัวสำหรับบางคน แต่กระบวนการเลือกตั้งเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่เราจะได้มีส่วนร่วมทางการเมือง และกระบวนการที่เราจะเล่าต่อไปนี้จะทำให้เห็นความสำคัญของการออกไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกคนมาทำงานบริหารประเทศ ซึ่งไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร เขาควรทำให้คนไทย ‘ทุกคน’ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ระบุคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือต้องมีสัญชาติไทยหรือได้รับสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน นับจากวันเลือกตั้ง
ส่วนคนที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช คนที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ คนที่ถูกขังโดยหมายศาลหรือคำสั่งตามกฎหมาย และคนที่วิกลจริต
กระบวนการเลือกตั้งของคนพิการแตกต่างจากกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปไหม
ไม่ต่างกัน คนพิการไปใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งที่ตัวเองมีชื่อได้เลย โดยมีส่วนพิเศษคือ กกต. (สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) จัดตั้งหน่วยเลือกตั้งพิเศษเพื่อคนพิการ คนสูงอายุ และทุพพลภาพได้ ตั้งเป็นหน่วยเลือกตั้งพิเศษในช่วงเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนเหล่านี้ เช่น ขนาดคูหาที่เหมาะสมให้วีลแชร์เข้าไปได้ มีบัตรทาบสำหรับคนพิการทางการมองเห็นใช้ทาบกับบัตรเลือกตั้ง มี กปน. (คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) คอยให้ความช่วยเหลือ
ถ้าคนพิการไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ได้ ก็ไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งได้ แต่ละหน่วยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามกฎหมายเช่นกัน
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 ระบุว่า ในการเลือกตั้งต้องมีการอำนวยความสะดวกให้คนพิการ ทุพพลภาพ และคนสูงอายุ ในการออกเสียงลงคะแนนด้วยตัวเอง ยกเว้นว่าลักษณะทางกายภาพทำให้คนคนนั้นทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งไม่ได้ ให้ญาติ บุคคลอื่น ๆ หรือ กปน. เข้าไปช่วยเหลือระหว่างที่อยู่ในคูหา หรือเป็นผู้ลงคะแนนแทนได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว
บัตรทาบคืออะไร
บัตรทาบคือบัตรที่มีอักษรเบรลล์ระบุข้อมูลในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้คนพิการทางการมองเห็นเข้าใจข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งได้ วิธีใช้ก็เอาบัตรนี้ไปทาบกับบัตรเลือกตั้ง แล้วทำเครื่องหมายลงในช่องที่ต้องการ
แต่วิธีนี้ก็มีปัญหาอยู่นะ เช่น คนตาบอดต้องขอความช่วยเหลือให้ช่วยทาบบัตรให้ ถ้าบางคนอ่านไม่ออก ไม่รู้วิธี อาจทาบบัตรผิดด้าน เจ้าตัวก็อาจลงคะแนนผิดช่อง หรือกลายเป็นบัตรเสียได้
สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
ตามมาตรา 92 ของ พรบ. ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ให้ญาติ บุคคลที่ไว้ใจ หรือ กปน. ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าไปลงคะแนนเสียงที่คูหาได้ เช่น ช่วยเข็นวีลแชร์ หรือบางคนลงคะแนนเสียงด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ให้ยื่นเรื่องกับ กปน. ที่ประจำแต่ละหน่วยเลือกตั้ง เพื่อขอให้คนที่ไว้ใจลงคะแนนเสียงให้แทน
สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้น่าจะมีผลกับคนพิการในกลุ่มการเคลื่อนไหว การมองเห็น หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว แล้วกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน มีอะไรช่วยเหลือพวกเขาบ้าง
จริง ๆ มีคนหูหนวกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารอย่างข้อมูลนโยบายของแต่ละพรรค ไม่ใช่ทุกพรรคจะมีล่ามภาษามือไว้สื่อสารด้วย หรือการสอบถามข้อมูลกับหน่วยงานรัฐยังยากสำหรับพวกเขา แม้ กกต. จะทำสื่อภาษามือแนะนำวิธีเลือกตั้งไว้ แต่พวกเขายังต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่านี้ หรือคนตาบอดก็ต้องใช้โปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอ แต่เอกสารบางฉบับของ กกต. อัปโหลดเป็นไฟล์ PDF จึงใช้โปรแกรมอ่านไม่ได้ มีปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลเหมือนกัน
เราเคยทำคู่มือแนะนำการจัดการเลือกตั้งฯ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น แต่จนถึงตอนนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
ในคู่มือแนะนำตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการสื่อสารกับคนพิการควรทำหรือไม่ทำอะไร การส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการออกแบบกระบวนการเลือกตั้งที่ควรคำนึง 3 เรื่อง คือการออกแบบอย่างสากล (Universal Design) มีเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) และให้ความช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Accommodation) จะทำให้เกิดวิธีเลือกตั้งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ส่งเสริมให้คนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ
พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) แบ่งความพิการได้ 7 ประเภท คือพิการทางการมองเห็น พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย พิการทางการเคลื่อนไหว พิการทางจิตใจ พิการทางสติปัญญา พิการทางการเรียนรู้ และพิการทางออทิสติก ซึ่งกลุ่มที่พิการทางการเคลื่อนไหวดูจะไม่มีปัญหาเรื่องการรับข้อมูลข่าวสาร แต่การเดินทางไปหน่วยเลือกตั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งคูหาบางแห่งไม่ได้มาตรฐาน เขาจะเข็นวีลแชร์เข้าไปไม่ได้ หรือบางคนสูญเสียแขน ใช้แขนไม่ได้ ต้องใช้วิธีอมปากกาก็มี หรือถ้าให้คนช่วยทำเครื่องหมายในบัตรให้ จะมั่นใจได้แค่ไหนว่าเขาเลือกให้ตามที่เราต้องการ
ผมคิดว่าระบบเลือกตั้งประเทศเราควรเปลี่ยนเป็นระบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย เช่น มีเครื่องลงคะแนนอัตโนมัติ (Voting Machine) คุณกดเครื่อง ฟัง แล้วก็กดลงคะแนน กดยืนยันการเลือกอีกครั้งจบ มีปรินต์ใบเพื่อยืนยันว่าใช้สิทธิเรียบร้อย
ผู้ป่วยจิตเวชก็มีสิทธิเลือกตั้ง
ผู้ป่วยจิตเวชก็อยู่ในสังคมร่วมกับเรา บางคนกินยารักษาจนโรคสงบก็ออกไปใช้ชีวิตได้ แต่บางคนอาจมีความไวต่อสภาพแวดล้อม เช่น อากาศร้อนเกิน เสียงดังเกินไป อาจกระตุ้นอาการ จึงต้องอาศัยความเข้าใจของคณะกรรมการประจำหน่วยในการให้ความช่วยเหลือ
การออกแบบระบบเลือกตั้งตาม UX (User Experience) จึงจำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อคนพิการหรือคนที่มีข้อจำกัด แต่เพื่อทุกคน เอาง่าย ๆ ว่าหน่วยเลือกตั้งหลายที่จะตั้งกลางแจ้ง ผมที่อยากพาลูกไปสัมผัสประสบการณ์เลือกตั้งด้วย แต่ก็กังวลว่าอากาศคงร้อน ลูกจะรอไหวไหม สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คนตัดสินใจไปมีประสบการณ์ร่วมทางการเมืองหรือประสบการณ์ทางประชาธิปไตย ทำให้คนรู้สึกว่าสิ่งนี้มีคุณค่าและความหมาย ไม่ใช่สร้างประสบการณ์ว่ารีบไปรีบกลับ หรือไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเลย
นอกจากคนที่มีข้อจำกัดแต่เดินทางมาที่คูหาได้ ยังมีกลุ่มคนที่เดินทางมาเลือกตั้งไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง คนที่กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล พวกเขาจะใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างไร
ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ ขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแล้ว เช่น พม่า อินโดนีเซีย ซึ่งตามกฎหมายบ้านเรา ทุกคนยังต้องเดินทางมาที่คูหาด้วยตัวเองเพื่อลงคะแนนเสียง แม้ว่าเขาจะทำด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องมาเพื่อยืนยันตัวตนว่าทำไม่ได้นะ จะมอบหมายให้ใครทำ เราถึงเห็นภาพคนถูกอุ้มขึ้นไปสถานที่เลือกตั้งที่อยู่ชั้น 2 หรือไปในที่ที่เข้าถึงลำบาก
ส่วนหนึ่งสิ่งนี้สร้างประสบการณ์ทางประชาธิปไตยให้กลายเป็นเรื่องที่คนรู้สึกว่ายากลำบาก
หากไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ ให้แจ้งเหตุจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองได้ที่เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน Smart Vote หรือส่งจดหมายลงทะเบียนถึงนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ภายในระยะ 7 วันก่อนและหลังเลือกตั้ง (ช่วงวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ และ 9 – 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)
คนไร้บ้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์ มีสิทธิเลือกตั้งไหม
ถ้าคนไร้บ้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์มีชื่อในทะเบียนบ้านก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แต่หลายคนประสบปัญหาว่าไม่มีบัตรประชาชน พิสูจน์ตัวตนไม่ได้ พวกเขาจึงเข้าไม่ถึงสิทธิตามกฎหมายหรือโอกาสที่ควรได้รับ มีเด็กหลายคนเกิดในไทยแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทย จึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งที่เขาก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง
ผมว่าเราอาจต้องกลับมาทบทวนว่า ควรหาวิธีให้คนเหล่านี้เลือกตั้งได้ เพราะเขาก็เป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และได้รับผลกระทบไม่ต่างจากคนอื่น ๆ
ในฐานะคนที่ผลักดันให้ทุกคนเข้าถึงการเลือกตั้ง มีความเปลี่ยนแปลงไหนที่เกิดขึ้นแล้วคุณรู้สึกชื่นใจไหม
หลังจากที่พวกเราทำคู่มือฉบับนั้น ทำให้เกิดกฎหมายที่อนุญาตให้มีผู้ช่วยในการเลือกตั้งได้ แต่คำถามคือ ทำไมมีแค่นี้ล่ะ
การเลือกตั้ง ถ้ามองให้ไกลกว่าแค่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครกับผู้ที่มีสิทธิลงคะแนน ยังมีคนอีกมากมายที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเยาวชนที่มาสร้างประสบการณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ หรือจะมาช่วยดู ช่วยอำนวยความสะดวกในหน่วยเลือกตั้ง อย่างที่ฟิลิปปินส์ เครือข่ายเยาวชนเขาเข้มแข็งมาก มีอาสาสมัครประจำหน่วยเลือกตั้งได้ 5 – 10 คน รวมทั้งประเทศได้เกือบ 500,000 คน ถ้าประเทศเราทำแบบนั้นได้คงดี
———————————————
ผู้เขียนไม่เชื่อว่าจะมีระบบการเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เชื่อว่าสักวันจะมีระบบเลือกตั้งที่โอบรับความหลากหลายของผู้คน และสนับสนุนให้คนออกมาใช้เสียงตัวเอง รวมไปถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งจะติดตัวคนคนนั้นไปตลอดชีวิต
เพราะการเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างแยกไม่ได้ และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราควรออกไปใช้สิทธิเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็ให้ในอีก 4 ปีข้างหน้าเราจะได้ระบบแก้ปัญหาที่ดีและเพิ่มจำนวนคนให้เข้าถึงการเลือกตั้งได้อีก
