‘Volvo’ คือผู้นำด้านความปลอดภัยในรถยนต์
จุดเปลี่ยนสำคัญ คือการสร้างเข็มขัดนิรภัยในรถ
ปี 1959 นีลส์ โบห์ลิน (Nils Bohlin) วิศวกรของบริษัท Volvo คิดค้นและติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ซึ่งตรึงไหล่ อก และสะโพก ได้แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของนวัตกรรมความปลอดภัยในโลกยานยนต์
สิ่งที่ Volvo ทำหลังจากนั้นไม่ใช่การจดสิทธิบัตรคิดค้นแล้วเก็บนวัตกรรมนี้ไว้ใช้เพียงเจ้าเดียว แต่พวกเขาให้สิทธิ์รถยนต์ทุกแบรนด์เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ เนื่องจากทราบดีว่าเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดจะเพิ่มความปลอดภัยและช่วยชีวิตคนได้มากขนาดไหน
นี่คือสิ่งที่แสดงออกถึงเจตนารมณ์ของแบรนด์ และเป็นการตอกย้ำในจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ Volvo เป็นรถยนต์เพื่อชีวิตทุกชีวิต

ในงาน Motor Expo 2024 ที่ผ่านพ้นไป ทางผู้จัดตั้งธีมของงานเอาไว้ว่า Innovative Spirit…Futuristic Vehicles
คำว่า Futuristic Vehicles หรือ ยานพาหนะแห่งอนาคต นั้น ตรงกับสิ่งที่ทาง Volvo พยายามจะตีโจทย์ผ่านคอนเซปต์หลักของแบรนด์ที่มีมาเนิ่นนานอย่าง Personal, Safety และ Sustainability การออกแบบบูทงาน Motor Expo จึงถูกกลั่นออกมาจากดีเอ็นเอความเป็นสวีดิชแบรนด์ที่รักษ์โลกผ่านดีไซน์มินิมอลแต่ครอบไปด้วยคอนเซปต์แน่น ๆ จนเป็นที่พูดถึงในหมู่คนที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชม
รายละเอียดและการออกแบบเป็นไปในสไตล์สแกนดิเนเวียน คือน้อยแต่มาก ทุกรายละเอียดบ่งบอกเรื่องราวของแบรนด์ได้เป็นฉาก ๆ นอกจากนั้น อีกหนึ่งหมัดเด็ดคือการออกแบบบูทโดยใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าและเบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าจดจำให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชม
เมื่อเข้ามาในบูท เราจะได้รับการต้อนรับด้วยกาแฟซึ่งท็อปด้วยน้ำอ้อยที่เย็นเฉียบจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง รวมถึง Smörgåstårta (Swedish Sandwich Cake) แซนด์วิชซึ่งนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็นมาใช้ตกแต่งให้เกิดประโยชน์และความสวยงาม ก่อนจะค่อย ๆ ซึมซับถึงคอนเซปต์ที่ Volvo พยายามสร้างขึ้นมาให้กับทุกคน

ความยั่งยืนแบบ Volvo
ฟาง-นิชานันท์ ปัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงไอเดียเริ่มต้นในการสร้างสรรค์บูทนี้ขึ้นมาภายใต้โจทย์ 3 ข้อ นั่นก็คือ Personal, Safety และ Sustainability
Personal คือตัวตนของแบรนด์ ต้องไม่ทิ้งดีเอ็นเอความเป็น Volvo ซึ่งเป็นนวัตกรรมยานยนต์ที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม
Safety คือความปลอดภัยต่อทุกคนที่มาในบูท นอกจากเทคโนโลนีรถยนต์ที่สร้างความปลอดภัย ผู้ที่เข้ามาในบูทก็ต้องรู้สึกถึงความปลอดภัยด้วย การจัดวางเน้นความสบายตา ไม่มีขั้นบันไดและการออกแบบที่ทำให้ผู้มาเยี่ยมชมเผลอชนหรือหกล้ม นอกจากนั้นยังต้องมีพื้นที่เพื่อใช้ถ่ายทอดเรื่องราวความปลอดภัยของรถยนต์ผ่านการเล่าเรื่องทีมพนักงานขายและ Video Wall
ในส่วนของ Sustainability วัตถุดิบทุกอย่างในบูทจะถูกนำมาใช้ซ้ำในงานครั้งต่อ ๆ ไปได้อีก พื้นผิวของบูททำจากวัตถุดิบที่เรียกว่า Viva Board เป็นวัสดุทำจากเศษไม้ผสมกับปูนเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เหมาะกับการรับน้ำหนักรถ เมื่อใช้งานซ้ำแล้วพื้นนี้นำไปบริจาคผ่านมูลนิธิเพื่อนำไปใช้สร้างที่อยู่อาศัยให้กับสถานที่หรือผู้ที่ขาดแคลนต่อได้

โครงเหล็กของบูทเป็นเหมือนกับชิ้นกระดูกที่แยกออกจากกันและนำมาต่อเข้ากันใหม่ในรูปแบบที่แตกต่างได้ โครงทุกโครงนำมาใช้ซ้ำได้ในวาระที่ต่างกัน ไม่ต้องผลิตใหม่
วัตถุดิบผ้าทุกชิ้นที่ใช้ในงานทำจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมดเช่นเดียวกับผ้าที่ใช้ในรถ Volvo หลาย ๆ รุ่น ซึ่งลดการใช้ทรัพยากรใหม่ได้ถึง 58% และยังนำไปประยุกต์ใช้ต่อหรือถูกนำมาเวิร์กช็อปสร้างสรรค์เป็นกระเป๋า ถุงผ้า และของใช้อื่น ๆ หลังจบงาน เพื่อให้ทุกสิ่งมีคุณค่าและไม่เหลือทิ้งไว้เป็นขยะ
เฟอร์นิเจอร์ในบูทก็เป็นวัตถุดิบที่ทำใหม่โดยใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งหมด อย่างการนำไม้ที่ใช้แล้วมาอัดและขึ้นรูปใหม่ทั้งหมดเพื่อทำโต๊ะ ขาเก้าอี้ที่ทำจากเหล็กก็มีความคงทนและนำไปใช้ต่อได้อีกหลายครั้ง ส่วนโครงเหล็กที่มีความคงทนยังคงนำไปใช้ซ้ำในงานอื่น ๆ ต่อไปได้อีกหลายครั้ง
ที่น่าสนใจอีกหนึ่งจุด คือ Volvo ไม่มีการนำ Inkjet Printer มาใช้เลย เพราะกระดาษแผ่นหนึ่งที่พิมพ์ออกมาต้องกลายเป็นขยะทันทีเมื่อจบงาน Volvo จึงนำภาพวิดีโอและวิชวลทุกอย่างขึ้นจอ LED ที่เปลี่ยนภาพหรือข้อความได้ตลอดเวลาแทน เพื่อลดทั้งขยะและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อาจเกิดขึ้น
จากความตั้งใจในการออกแบบงานที่ยั่งยืนของบริษัท ส่งผลให้ตลอด 12 วันของการจัดแสดง บูทของ Volvo ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 91 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งหากเปรียบเทียบ 1 ตันของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยไปยังชั้นบรรยากาศ กำจัดหรือดูดซับไว้ได้โดยการปลูกต้นไม้ยืนต้นถึงจำนวนประมาณ 100 ต้นต่อปี (1 ต้นดูดซับได้ 9 – 15 กิโลกรัมต่อปี)
และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) Volvo จึงได้มีการดำเนินการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) โดยให้การสนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย จากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งเป็นการกระตุ้นและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศไทย
การจัดแสดงบูทในงานนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศและกลับคืนสู่โลกเพื่อลดปัญหามลพิษกับภาวะโลกร้อน รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมของธรรมชาติให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น
นิชานันท์ย้ำว่า Volvo อยากทำเรื่องเล็ก ๆ ที่คนอาจมองข้ามให้เป็นเรื่องสำคัญที่เปลี่ยนโลกได้
เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง Nils Bohlin วิศวกรของ Volvo เคยได้คิดค้นและติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด เพื่อช่วยชีวิตคนนับล้านนั่นเอง

ความปลอดภัยเกี่ยวอะไรกับความยั่งยืน
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Volvo เน้นย้ำถึงคอนเซปต์ความยั่งยืนและการคำนึงถึงธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมนั้นมักอยู่ในวิถีชีวิตของชาวสแกนดิเนเวียนทุกประเทศอยู่แล้ว รวมถึงเป็นดีเอ็นเอของบริษัทมายาวนาน แนวคิดนี้ถ่ายทอดลงไปถึงวิธีคิดของพนักงาน บรรยากาศในการทำงาน รวมถึงการออกแบบรถ ซึ่งมักเลือกใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
บางคนอาจจะเข้าใจว่าวัสดุที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้เป็นขยะหรือเปล่า จะดูไม่พรีเมียมหรือเปล่า แต่กระบวนการที่ Volvo นำมาใช้เป็นนวัตกรรมที่ทำให้นำสิ่งของเหล่านั้นกลับมาใช้ได้และมีคุณภาพดีราวกับของใหม่ ไปจนถึงมีดีไซน์สวยงาม
เมื่อเคยคำนึงว่าทุกชีวิตต้องปลอดภัยใน Volvo แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่แบรนด์จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้าง
นิชานันท์อ้างอิงถึงสโลแกนที่อยู่คู่กับ Volvo มานานแสนนาน นั่นก็คือ ‘Volvo … For Life’ หรือ ‘ทุกชีวิตปลอดภัยใน Volvo’
เป็นเรื่องจริงที่แต่ก่อนเราคิดถึงความปลอดภัยในรถ เราเน้นไปที่รถเป็นหลัก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เราเองก็ต้องเปลี่ยนตาม
เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต รถก็คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต Volvo จึงอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของทุกคน เมื่อคนขับปลอดภัย ผู้โดยสารปลอดภัย เพื่อนร่วมทางปลอดภัย ธรรมชาติปลอดภัย โลกของเราก็จะปลอดภัย เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง เราใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น ทั้งหมดนี้
คือการมองไปถึงอนาคตที่ปลอดภัยและน่าอยู่ขึ้น และเป็นการสร้างแบรนด์ระยะยาวเกือบร้อยปีของ Volvo รวมถึงการเพิ่มโฟกัสจากความปลอดภัยในยานยนต์มาเป็นความปลอดภัยของทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นวัตถุประสงค์หลักของแบรนด์ในอนาคต

ผู้นำรถไฟฟ้าพรีเมียม
ปัจจุบัน บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้ารถไฟฟ้ากว่า 80% โดยอีก 20% เป็นรถ Plug-in Hybrid ที่ใช้ 2 ระบบพลังงาน ทางบริษัทแม่มองว่าประเทศไทยคือตลาดหลักของรถไฟฟ้า รถรุ่นใหม่อย่าง EX90 ก็นำมาโชว์และวางขายในไทยเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัดส่วนการขายรถไฟฟ้าในไทยก็สูงมาก เป็นรองเพียงแค่ประเทศนอร์เวย์
นั่นเป็นการตอกย้ำถึงความต้องการที่จะเป็นผู้นำด้านรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม รวมถึงการได้ฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
จริงอยู่ที่การรักษาสิ่งแวดล้อมมักไม่ใช่ปัจจัยแรก ๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่กลุ่ม Gen Z หรือกลุ่มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมก็เริ่มมีการชูประเด็นนี้ขึ้นมาในเวลาที่ต้องเลือกซื้อรถกันบ้างแล้ว
มีดารานักแสดงที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก ๆ มาคุยกับทางแบรนด์ โดยนักแสดงท่านนั้นบอกเลยว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมคือปัจจัยแรกในการเลือกซื้อรถสำหรับเขา ต่อให้คนรอบข้างจะบอกว่ารถแบบนี้ราคาตกเร็วเมื่อขายต่อก็ตาม แต่คนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมักเลือกสิ่งที่ใช้ได้ยาวนานและคุ้มค่า ประเด็นรถราคาตกจึงตกไป

นิชานันท์ปิดท้ายเอาไว้ว่า คาแรกเตอร์ของ Volvo ไม่ต้องตะโกนบอกใครต่อใครถึงสิ่งที่ตัวแบรนด์เป็น แต่ Volvo จะพยายามเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้คนไทยผ่าน Emotional Connection เป็นหลัก แบรนด์ต้องพยายามเล่าเรื่องราวในอดีตรวมถึงนวัตกรรมแห่งอนาคตของสแกนดิเนเวียนดีไซน์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทยให้ได้
นั่นคือข้อดีของการมี Volvo Studio ที่ EMSPHERE กับ ICONSIAM ซึ่งผู้สนใจมาสัมผัสกับความเป็นสวีดิชดีไซน์และไลฟ์สไตล์แบบ Volvo ได้ มีการโชว์รถ มีคาเฟ่ และโชว์งานศิลปะสไตล์สแกนกิเนเวียน หรือจะมามาแฮงก์เอาต์กับเพื่อน ๆ และครอบครัวในสตูดิโอก็ได้ และในปีหน้าจะเริ่มจัดงานอีเวนต์ในเทศกาลสำคัญของคนไทย โดยนำคอนเซปต์แบบสวีดิชมาเข้าร่วมให้มากยิ่งขึ้นด้วย
กิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อทำลายกำแพงระยะห่างทางอารมณ์และความผูกพันระหว่างแบรนด์ต่างประเทศกับผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งหาก Volvo ทำสำเร็จ ประโยคคลาสสิกที่บอกกับเราว่า ‘ทุกชีวิตปลอดภัยใน Volvo’ ก็จะอยู่คู่กับคนไทยไปอีกนานแสนนาน

