15 ตุลาคม 2025
320

ยอมรับแต่โดยดี ว่าการศึกษาของบ้านเรายังมีหลายเรื่องที่ไม่เปิดกว้าง อย่างเช่นเรื่องโอกาส

และหลายปัญหานั้น จำเป็นต้องใช้ ‘ทางลัด’ ในการหาทางออก

‘Visionary Stage’ คือทางลัดหรือ Fast Track ให้นักศึกษาคณะแฟชั่นในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้มีโอกาสนำเสนอผลงานบนรันเวย์จริง โเวทีนี้เป็นช่วงพิเศษใน Bangkok International Fashion Week งานแฟชั่นโชว์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดโดยสยามเซ็นเตอร์ ในเครือ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ที่คนในวงการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์รู้จักดี 

เวทีนี้นำงานของนักศึกษาจากคณะแฟชั่นที่คัดสรรแล้ว มาโชว์บนเวทีเหมือนงานของนักออกแบบมืออาชีพ Bangkok International Fashion Week คืองานที่อยู่ในปฏิทินโลกแฟชั่น คนจากหลากหลายประเทศจดจำ สนใจ และมาเข้าร่วมต่อเนื่อง การได้นำงานของนักศึกษามาอยู่บนเวทีนี้จึงเป็นประโยชน์มหาศาล 

แต่งานนี้ทำลวก ๆ ไม่ได้ 

ถ้าไม่หีบห่อ ดูแล ฟูมฟักให้ดี ก็เหมือนส่งน้องไปตายหน้าเวที สยามเซ็นเตอร์ ทำ Visionary Stage อย่างดีมา 20 ปี พวกเขาสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ และวิธีการที่จะทำให้นักศึกษามีที่ยืนและอนาคตผ่านการให้โอกาสครั้งสำคัญ 

เราคุยกับ เอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังเวทีนี้มาหลายปี รวมถึงปีล่าสุดที่เกิดขึ้นช่วงเดือนตุลาคม 

คำว่า ‘ให้โอกาส’ ใครก็พูดได้ แต่สยามเซ็นเตอร์ทำให้เห็นว่า การให้โอกาสที่ดีและตั้งใจ เขาทำกันอย่างไร

พื้นที่แห่งโอกาส

วงการแฟชั่นไทยโตได้ด้วยแบรนด์

แม้บ้านเราจะมีต้นทุนมากมาย ทั้งทรัพยากรและวัฒนธรรม แต่คนที่จะทำให้เกิดเป็นงานจริงคือแบรนด์ ในวงการก็ไม่ได้มีแต่แบรนด์ใหญ่ ยังมีสินค้าจากผู้ประกอบการและนักออกแบบอีกมากมายที่ขับเคลื่อนโลกนี้อยู่

แบรนด์ต้องการลายใหม่ วิธีใหม่ ดีไซน์ใหม่ เพื่อเอาไปโชว์และแข่งขันในตลาดโลก คนที่เป็นหัวใจคือนักออกแบบหรือดีไซเนอร์ ซึ่งต้องมีการหมุนเวียน ผลัดเปลี่ยน เพื่อให้แบรนด์นั้นมีชีวิตและสดใหม่อยู่เสมอ

นี่คือเหตุผลที่ Young Designer สำคัญกับวงการแฟชั่นมาก ถ้าไม่มีพวกเขา วงการแฟชั่นคงล่มสลายเพราะไม่มีอะไรใหม่ แม้ว่าเราจะเป็นนักออกแบบหลายคนถูกยกให้เป็น Heritage ของแบรนด์ที่อยู่สูงจนจับต้องไม่ได้ แต่ในระยะยาว แบรนด์ไหนหรือประเทศใดให้โอกาสนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่อุตสาหกรรมได้ดีและเร็ว คนนั้นย่อมได้เปรียบ

เอกวิทย์เล่าว่า Bangkok International Fashion Week รวมถึงสยามเซ็นเตอร์ เป็นเหมือนแพลตฟอร์มต้นแบบที่ให้โอกาสเด็กได้สร้างสรรค์ หลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เวทีนี้ทำครั้งแรกคือการให้นักออกแบบอาชีพมาช่วย Curate นักออกแบบสมัครเล่นซึ่งอยู่ใน House ของแต่ละแบรนด์ 

วิธีนี้ทำให้พวกเขามีเมนเทอร์ในการช่วยคิดและตัดสินใจ ไม่ใช่แค่มาทำงานพิเศษส่งอีเวนต์แล้วจบ แต่เป็นเหมือนช่วงวิชาแนะแนวเส้นทางอาชีพว่าเด็ก ๆ ควรไปทางไหนต่อด้วย

สยามเซ็นเตอร์ยังเหมาะมากที่จะทำหน้าที่นี้ เพราะนี่คือศูนย์การค้าที่ให้ความสำคัญกับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ รวมถึงงานดีไซน์จากความคิดสร้างสรรค์ทุกสาขา สินค้ากว่า 80% อยู่ในหมวดแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ รวมถึงสินค้า Collectables รวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดของแบรนด์ใหม่ ๆ ที่เริ่มต้นเปิดร้านที่นี่

เอกวิทย์เล่าว่า สถาบันการศึกษาคือรากของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย นี่คือเหตุผลที่สยามเซ็นเตอร์ทำงานกับมหาวิทยาลัยทุกปี ค้นหาดีไซเนอร์รุ่นใหม่ มีการพูดคุยกับอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ

Visionary Stage เกิดขึ้นจากการพูดคุยกันว่า ถ้าเด็กต้องทำธีสิสและหาพื้นที่โชว์อยู่แล้ว แทนที่จะโชว์เล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัย ทำไมถึงไม่มาโชว์พร้อมกันในสถานที่ที่เปิดกว้างสาธารณะ มันจะเป็นโอกาสดีที่เด็กจะได้เจองานเพื่อนจากต่างมหาวิทยาลัยทั่วประเทศด้วย

งานนี้จึงมีนักศึกษามาเข้าร่วมทุกปี จากคอนเนกชันที่สะสมมานาน มีคนมาชมงานจากทั่วโลก นี่คือโอกาสที่แบรนด์จะได้ส่องผลงานเด็กใหม่และอาจนำไปสู่การร่วมงานในอนาคตด้วย

วิธีทำงานหลังจากคัดเลือกน้อง ๆ มาแล้ว จะให้มีการให้โจทย์ จากนั้นนักศึกษาต้องส่ง Reference หน้า ผม และเสื้อผ้าที่ออกแบบ มีการทำ Casting Day หานางแบบจากเอเจนซี่ โมเดลลิ่ง หรือน้อง ๆ จะหามาเองก็ทำได้ เพื่อให้ตอบโจทย์ที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนเหมือนการทำโชว์จริง ๆ

แม้เกือย 20 ปีที่ผ่านมา ปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนไปมาก แต่อาจารย์ก็พยายามปรับวิธีการทำและส่งธีสิสของเด็กให้สอดคล้องกับเวทีนี้เสมอ

แต่เอกวิทย์เล่าว่า โจทย์ของงานปีนี้ถือว่าท้าทายกับประเทศมากกว่าทุกปีจริง ๆ 

คุณค่าที่ชายแดน

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งตามชายแดน ทำให้จังหวัดกลุ่มนี้เดือดร้อนอย่างหนัก 

สยามเซ็นเตอร์เชื่อว่า แฟชั่นช่วยคนได้

จังหวัดริมชายแดนมีองค์ประกอบแบบพหุวัฒนธรรม ชีวิตของชาวพื้นเมืองหล่อหลอมให้พื้นที่มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร วิถีชีวิตนี้ส่งผลต่อวิธีการออกแบบลายผ้า การสวมใส่เครื่องนุ่มห่ม นี่คือองค์ประกอบชั้นดีสำหรับงานแฟชั่น 

น่าเสียดาย เมื่อพูดถึงการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดชายแดน คนส่วนใหญ่จะคิดถึงการขายของที่ระลึกหรือการซื้อขายสินค้าพื้นถิ่น ความจริงวิธีนี้ไม่ผิด แต่เรามีวิธีการเพิ่มมูลค่าที่ดีกว่านี้ แพงกว่านี้ ในการพัฒนาจังหวัด 

นี่จึงเป็นโจทย์ของ Visionary Stage ในปีนี้ โดยมีองค์กรอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำข้อมูลท้องถิ่นในจังหวัดมาเป็นโจทย์ให้นักศึกษา ให้เขาได้ลงพื้นที่ เรียนรู้ และทำออกมาเป็นโชว์สำหรับปีนี้

“รัฐบาลเน้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สิ่งนี้จะเกิดเมื่อเราเอาอัตลักษณ์ไทยมาต่อยอด นี่คือเหตุผลที่ต้องทำโจทย์นี้ ททท. ตัวอย่างจังหวัดปีนี้ เช่น สุรินทร์ น่าน อุบลราชธานี ยะลา เพชรบุรี ฯลฯ เราเอาวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และการใช้ชีวิต ออกมาเป็นงานคราฟต์ แล้วดูว่าเด็กจะถ่ายทอดเป็นอะไรได้บ้าง” เอกวิทย์เล่า

Visionary Stage ปีนี้อยากพูด 2 ข้อ

หนึ่ง แนวคิด The Visionary of THAI Creativity พลังสร้างสรรค์แบบไทย โดยจะพูดผ่านคอลเลกชัน Siam Center x ททท. ตอน Thai Creative Experience – เที่ยวไทยสร้างสรรค์ ในรูปแบบ Absolute Siam Collection นำเสนอผ้าท้องถิ่นจากจังหวัดห่างไกลของไทย และการนำลวดลายผ้ามาต่อยอดสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านแฟชั่นร่วมสมัย ผสานกับเทคโนโลยีการพิมพ์ล้ำสมัย ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่เวทีโลก 

สอง จุดยืนของการเป็น The THAIdeaopolis มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์ ร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชนในทุกสาขาด้านแฟชั่นและการออกแบบ โชว์พลังของการร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม

อีกส่วนที่น้อง ๆ มี Input มากในการทำโชว์ คือการทำภาพยนตร์โฆษณาประกอบโชว์ โมชั่นบนจอนี้เหมาะมากกับเด็กยุค TikTok ที่ถ่ายทุกอย่างด้วยมือถือ นอกจากนี้จบงานแล้วพวกเขายังนำหนังไปเผยแพร่หรือต่อยอดได้อีก

หลังโชว์ในปีนี้จบ สยามเซ็นเตอร์จะนำเสื้อผ้ามาขายในร้านจริง มีการปรับไซซ์ให้ตรงกับต่างประเทศ (คนซื้อจะได้ขยายมากกว่าคนไทย) ถ่ายแบบเป็นแค็ตตาล็อก Customize ได้ และกระจายในแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้งานได้ถูก Excecute ออกไปในวงกว้างจริง ๆ นั่นรวมถึงลวดลายจากอัตลักษณ์ชายแดนถูกทำให้คนเห็น เพิ่มมูลค่า ซึ่งนำมาสู่รายได้ในภายหลังอีกด้วย

ขั้นตอนการเลือกจังหวัด ทีมงานใช้วิธีจับสลาก เพื่อให้น้อง ๆ ได้จับคู่พื้นที่ที่ไม่เคยทำ จังหวัดเองก็ได้รับการสนับสนุนทั่วถึง จากนั้นก็ชวนทีมนักออกแบบไปศึกษาลายผ้า ออกแบบ ทำออกมาเป็นชิ้นงาน ถ่ายวิดีโอในพื้นที่เพื่อนำมาเป็นหนังประกอบโชว์ 

ในขั้นตอนนี้มีพาร์ตเนอร์ที่สำคัญมากอย่าง Epson บริษัทนี้ไม่ได้ทำแค่ปรินเตอร์ แต่พวกเขานำเทคโนโลยีการพิมพ์ระดับโลกมาให้ใช้ ทำให้นักศึกษานำงานของตัวเอง พิมพ์บนผ้าไหม แผ่นหนัง หรือแม้แต่แก้ว Tumbler อะไรก็ได้ที่เป็นวัสดุพิเศษ ช่วยให้ภาพในจินตนาการเกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ยังช่วยเสริมทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ลายผ้า เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริงในอนาคตเมื่อน้อง ๆ มีแบรนด์ของตัวเอง ส่งเสริมการเรียนรู้แบบครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

เอกวิทย์รู้ว่า ต่อให้เสื้อผ้าน่าสนใจ แต่การทำตลาดแบบไวรัลก็มีผลทำให้คนมองเห็น พวกเขาใช้บริการนักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงานกับนักศึกษา ใช้พลังของผู้ติดตามให้คนสนใจ

หนึ่งในคนที่ชวนมาคือ เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย นักแสดงที่โด่งดังในหลายมิติ ที่เด่น ๆ คือบทในภาพยนตร์ วิมานหนาม และซีรีส์ เขมจิราต้องรอด มาช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมออกแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ในปีนี้ด้วย

เก่งงานเยอะ แต่เขาอินและทุ่มเวลาเต็มที่ ส่วนหนึ่งเพราะเก่งเป็นคนจังหวัดพะเยา ชาติพันธุ์ไทลื้อ อยู่ในเขตจังหวัดชายแดนเช่นกัน เขาจึงสนใจ Subject ช่วยเต็มที่ มาเดินเปิดโชว์ให้ เพราะเข้าใจเรื่องการให้โอกาสว่าสำคัญแค่ไหน

เก่งเล่าผ่านโทรศัพท์ว่า หนึ่งในงานที่โชว์ปีนี้ใช้ลาย ‘เป็ด’ เป็นองค์ประกอบ แฟนคลับรู้ดีว่าเก่งใช้เป็ดเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง สื่อถึงความเป็นชีวิตตัวเองที่ไม่ได้เก่งด้านใดด้านหนึ่งเหมือนเป็ด 

“เราไม่ได้เก่งอะไรสักอย่าง แต่เราสร้างสิ่งใหม่ได้ทุกอย่าง” เขาเปรียบเปรย 

พระเอกหนึ่งของโชว์ปีนี้ คือการโชว์ผ้าซิ่นตีนแดง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์จากจังหวัดบุรีรัมย์ เก่งเล่าเบื้องหลังว่า เวลาเขาทำงานกับน้อง ๆ จะไม่ได้ไปครอบเขามาก เพราะทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์และสิ่งที่อยากนำเสนออยู่แล้ว เขาเน้นเป็นสื่อกลางเพื่อให้เมสเซจนั้นดังขึ้น

“เก่งเป็นเด็กชายขอบ มีผ้าประจำชาติพันธุ์ไทลื้อซึ่งมีลวดลายคล้ายกับผ้าซิ่นตีนแดง มีการใช้สีที่มีสีสันมาก ๆ เลยรู้สึกอิน” เขาเล่า “เรารู้อยู่แล้วว่าสยามเซ็นเตอร์เป็นศูนย์กลางของการนำเสนอความเป็นไทย มีส่วนร่วมของความเป็นไทยที่นั่นจริง ๆ เก่งเลยอยากเข้าร่วมงานนี้ด้วย 

“วัฒนธรรมมีส่วนกับวงการแฟชั่นมาก เพราะการสร้างแบรนด์หนึ่งต้องมีวัฒนธรรมอยู่ในนั้นด้วย สำหรับความเป็นชาติพันธ์ุไทลื้อ คนมองมาแวบแรก ได้ยินชื่อคำว่าไทลื้อ ก็จะสงสัยมาก ๆ ว่าคืออะไร เขาอยากค้นหา พอค้นทุกคนก็จะได้เห็นของอีกเยอะมาก ๆ ที่ไม่ได้มีแค่ลวดลายเสื้อผ้า ยังมีอาหาร เช่น กาละแมไทลื้อ มันเป็นของที่ทุกคนแทบจะไม่ได้ยินเลย แต่เป็นของดี เวลาผมกลับบ้านต้องพรีออร์เดอร์ ไม่งั้นซื้อไม่ได้ เก่งรู้สึกว่าการที่เราอินกับวัฒนธรรมไม่ได้มีแค่ด้านเสื้อผ้า แต่ทุกคนจะได้รู้วิถีการใช้ชีวิตของเขาด้วย” เก่งเล่า 

อีกหนึ่งเป้าหมายของ Visionary Stage ปีนี้ คือเน้นการนำเสนอแนวคิดแฟชั่นแห่งอนาคต ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความยั่งยืน (Sustainable Fashion) เพื่อส่งเสริมพลังคนรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของวงการแฟชั่นในอนาคต

ปลูกไอเดียใหม่ให้เติบโต

“เราโตขึ้นเรื่อย ๆ” เอกวิทย์ย้อนความหลัง 

“สมัยก่อนเรามีแต่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ขยายไป ตอนนี้นักศึกษาที่เคยร่วมโครงการครบทั่วประเทศแล้ว อิมแพคที่สำคัญมากคือการได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน เราดีใจที่ 2 – 3 ปีแล้วการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาเป็นพาร์ตเนอร์ เขาช่วยดันสังคมให้หันมามองว่าความเป็นอัตลักษณ์ไทยน่าสนใจผ่านความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ในวงแฟชั่น

“หรือแม้กระทั่งบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอย่าง Epson ก็สำคัญ เขาสนใจทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสที่เหมาะสม เพราะทุกครั้งยังไม่ลงตัวในรายละเอียด บวกกับสถาบันการศึกษาอาจไม่ได้สัมผัสตรงนี้ พออาจารย์ได้รู้จักกับอีกแง่มุมของธุรกิจเขาก็ตื่นเต้นว่าทำแบบนี้ได้” 

สยามเซ็นเตอร์เป็นองค์กรที่เก่งเรื่องการชวนพาร์ตเนอร์ต่างวงการมาร่วมงานกัน ส่วนหนึ่งเพราะทีมงานใช้เวลากับการฟัง ไม่ทำอะไรฉาบฉวย เอาจริงทุกเรื่อง จนเป็นที่มาของความสำเร็จ

คำว่าแฟชั่นวันนี้ ขยายไปไกลกว่าเรื่องเสื้อผ้าและความหรูหรา แต่เป็นเรื่องวิถีชีวิตที่กลมกลืน รวมเรื่องวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นปัจเจกไว้ด้วยกัน

เวลาเราพูดถึงการพัฒนาประเทศ มักจะได้ยินคำพูดว่า ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไทย ชูเป็นจุดเด่น

บทเรียนจากสยามเซ็นเตอร์บอกเราว่า อีกขาที่ไม่ควรลืมคือคนรุ่นใหม่ เพราะการให้พื้นที่และโอกาสกับพวกเขา เท่ากับเราเปิดให้ไอเดียใหม่ได้เติบโต 

ยิ่งของใหม่ได้เติบโต ยิ่งมีโอกาสสร้างความแตกต่าง

เก่าไป ใหม่มา ถ้าเราเปิดใจ วงจรนี้จะหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีวันตาย

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด