ปฏิเสธไม่ได้ว่าตู้เสื้อผ้าของใครหลายคนคงจะมีสินค้าสักชิ้นจาก UNIQLO นั่นเป็นเพราะแบรนด์มีปรัชญาการออกแบบเสื้อผ้าให้เป็น LifeWear ที่รู้ว่าคนเราต้องการใส่อะไรใน 1 วัน ที่สำคัญ พวกเขายังเชื่อว่าเสื้อผ้าทำให้คนใส่มีชีวิตที่ดีได้
เมื่อกลายเป็นเสื้อผ้าที่ใคร ๆ ก็ต้องมีติดตู้ UNIQLO จึงกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างต่อเนื่อง และแพร่หลายไปทั่วโลกมาตลอด 40 ปี จนเกิดคำถามต่อมาว่า นอกจากทำเสื้อผ้าดี ๆ ที่ตอบความต้องการคนใส่ได้แล้ว UNIQLO ยังทำอะไรได้อีกบ้าง
ในปีที่ 41 UNIQLO จึงขยายมาทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มตัว โดยใช้เครื่องมือที่พวกเขาเชี่ยวชาญอย่าง ‘เสื้อผ้า’ มาเปลี่ยนแปลงให้โลกดีขึ้น
เรามีโอกาสเดินทางมาไกลถึงประเทศญี่ปุ่น แวะเวียนเข้า-ออก UNIQLO หลายสาขาในหลายเมือง และไปเยือนสำนักงานใหญ่ เพื่อไปดูเบื้องหลังที่ทำให้ UNIQLO เป็นมากกว่าแบรนด์ผลิตเสื้อผ้า
ออฟฟิศที่ออกแบบให้ทุกคนเท่าเทียม
หนึ่งในรากฐานสำคัญที่จะทำให้ UNIQLO เป็นมากกว่าคนผลิตเสื้อผ้า คือ ‘Ariake Project’ โปรเจกต์ปรับโฉมรูปแบบองค์กรครั้งใหญ่ เกิดขึ้นในปี 2017 ปรับตั้งแต่พื้นที่ไปจนถึงระบบการทำงาน โดยมีต้นแบบจาก Silicon Valley

พวกเขาเลือกย่าน Ariake เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ซึ่งรายล้อมไปด้วยบริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของญี่ปุ่น ตัวอาคารไม่เน้นความสูง แต่เน้นความกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะตั้งใจให้ทุกแผนกอยู่ชั้นเดียวกัน จะได้ทำงานร่วมกัน และมีมุมทำงานหลากหลายแบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการให้ความคิดสร้างสรรค์เติบโต
เมื่อสภาพแวดล้อมที่ทำงานถูกออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานซึ่งก็คือพนักงาน แบรนด์ก็ได้ผลตอบแทนเป็นการทำงานที่จะพา UNIQLO ให้เติบโตไปไกลขึ้น

ส่งต่อความอบอุ่นให้คนที่ขาดแคลน
เครื่องนุ่งห่มถือเป็นปัจจัยที่ 4 ของมนุษย์ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงสิ่งนี้ได้ UNIQLO มองเห็นสิ่งนี้เช่นกัน จึงเกิดโครงการ ‘The Heart of LifeWear’ เป็นภารกิจบริจาค HEATTECH และ AIRism ให้คนที่ต้องการทั่วโลก เพื่อให้เข้าถึงความอบอุ่นและเพิ่มคุณภาพชีวิตผ่านเสื้อผ้า
The Heart of LifeWear เริ่มต้นในปี 2024 หลังจากที่แบรนด์ครบรอบ 40 ปี พวกเขาเกิดคำถามว่า What makes life better? หรืออะไรที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น เพื่อค้นหาว่าแบรนด์เสื้อผ้าจะทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยสังคม โดย UNIQLO เลือกหยิบสิ่งที่พวกเขาเขาถนัดที่สุดอย่างเสื้อผ้ามาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคม
UNIQLO มีไลน์เสื้อผ้ามากมาย แต่พวกเขาเลือกเริ่มต้นการบริจาคด้วย HEATTECH และเสื้อผ้าในไลน์ AIRism เพราะทำหน้าที่มากกว่าแค่ปกปิดร่างกาย แต่ช่วยปกป้องคนใส่เมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นแนวทางในการบริจาคเสื้อผ้าของแบรนด์

ภารกิจบริจาคมีตั้งแต่บริจาค HEATTECH ให้ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศในช่วงฤดูหนาวกว่า 500,000 ชิ้น บริจาคเสื้อผ้าให้ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นตอนปี 2014 หรือยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ก็มีการบริจาค HEATTECH ให้คนในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อใช้รับมือกับความหนาว
โครงการ The Heart of LifeWear ยังต่อยอดไปอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าประเทศที่ UNIQLO ตั้งอยู่เห็นปัญหาอะไรที่สินค้าจะมีส่วนร่วมแก้ไขได้ เช่น ที่เกาหลีใต้ทำโปรเจกต์บริจาคเสื้อผ้าให้ผู้สูงอายุที่อาศัยคนเดียวและไม่มีทุนทรัพย์
โคจิ ยาไน (Koji Yanai) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง จำกัด บริษัทแม่ของ UNIQLO เล่าเรื่องการทำงานกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ว่าพวกเขาเริ่มทำงานด้วยกันตั้งแต่ปี 2011 เพราะ UNIQLO ตระหนักว่าผู้ลี้ภัยเป็นกลุ่มคนเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด จึงตัดสินใจเข้ามาร่วมทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ตั้งแต่การช่วยเหลือระดับพื้นฐานอย่างมอบเสื้อผ้าที่ต้องการ ไปจนถึงการทำโปรแกรมฝึกอาชีพและสนับสนุนการจ้างงานให้ผู้ลี้ภัยในอินเดีย อิหร่าน มาเลเซีย เนปาล และปากีสถาน ให้พวกเขาตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้ง

สร้างวัฒนธรรมหมุนเวียนเสื้อผ้า
RE.UNIQLO เป็นโครงการที่ UNIQLO ริเริ่มขึ้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมหมุนเวียนเสื้อผ้าในสังคม พวกเขาอยากให้เสื้อผ้า 1 ชิ้นทำประโยชน์ได้สูงสุดผ่าน 3 ทาง ทางแรก Reduce ลดการทิ้งเสื้อผ้า เพราะปริมาณขยะเสื้อผ้าต่อปีหนึ่งมีมากถึง 92 ล้านตัน สร้างผลกระทบให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก จึงสร้างอีก 2 ทางเลือกเพื่อป้องกันการทิ้งเสื้อผ้า นั่นคือ Reuse และ Recycle

Reuse คือการเปิดให้ส่งต่อเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้วให้ UNIQLO นำไปส่งต่อแก่คนที่ต้องการ คุณบริจาคเสื้อผ้าที่ซื้อจาก UNIQLO ได้ที่กล่องที่ติดป้ายว่า RE.UNIQLO ซึ่งมีอยู่ทุกสาขา โดยจะมีกระบวนการนำเสื้อผ้าไปคัดเลือก ทำความสะอาด ซ่อมแซม และวางแผนว่าจะส่งไปที่ไหนต่อ แต่ถ้าเสื้อผ้าตัวไหนสภาพไปต่อไม่ได้แล้ว จะส่งไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิง
และมีโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่กำลังเริ่มต้นใน UNIQLO ญี่ปุ่น นั่นคือการนำเสื้อผ้าบริจาคเหล่านี้มาวางขายอีกครั้ง เราได้ไปเยือน UNIQLO สาขา Setagaya Chitosedai เป็นสาขาแรกในญี่ปุ่นที่มีแผนกขายเสื้อผ้ามือสอง ถือว่าเป็นจุดที่คนรัก UNIQLO ไม่ควรพลาด เพราะคุณจะได้พบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ไปจนถึงคอลเลกชันหายาก


นี่เป็นก้าวสำคัญที่ UNIQLO อยากสื่อสารกับผู้บริโภคว่า การใส่เสื้อผ้ามือสองเป็นเรื่องปกติ และรายได้จากการขายเสื้อผ้าเหล่านี้จะนำไปใช้ทำงานเพื่อสังคมต่อไป
ทางเลือกสุดท้ายที่จะให้เสื้อผ้าเกิดประโยชน์สูงสุด คือการสนับสนุนให้คนสวมใส่เสื้อผ้าจนกว่าจะใส่ไม่ได้ หรือ Recycle UNIQLO สร้างสตูดิโอ RE.UNIQLO Studio ในแต่ละสาขา เพื่อให้นำเสื้อผ้ามาซ่อมแซมหรือสร้างสรรค์เป็นชุดใหม่จากการปัก (Embroidery) และซาชิโกะ (Sashiko) สไตล์การปักผ้าของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เน้นลายเรขาคณิต
คนที่สนใจชุบชีวิตให้เสื้อผ้า UNIQLO ตัวเดิมในบ้าน ในไทยก็มีบริการเช่นเดียวกันที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ (ถ้าลองดูดี ๆ จะเจอลายปักผ้าที่มีเฉพาะที่เมืองไทยด้วยนะ)
หาวิธีผลิตเสื้อผ้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เสื้อผ้าจาก UNIQLO ขึ้นชื่อว่าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ แม้สไตล์จะไม่ฉูดฉาด แต่มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน อย่างรับมือกับความหนาวหลักเลขติดลบหรืออากาศร้อนกว่า 40 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังการคิดนวัตกรรมเสื้อผ้าให้ตอบโจทย์คนใส่และเป็นพันธมิตรคนสำคัญของแบรนด์ ก็คือ Toray


ปัจจุบัน UNIQLO และ Toray กำลังร่วมมือกันต่อยอดกระบวนการผลิตเสื้อผ้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มจากโปรเจกต์รีไซเคิลวัสดุผลิตเสื้อผ้า อย่างที่เราเล่าไปก่อนหน้านี้ว่าเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคจะคัดเลือกเพื่อส่งไปยังปลายทางที่เหมาะสม อย่างแจ็กเก็ตขนเป็ด (Down) ที่ใช้งานต่อไม่ได้ จะส่งมาที่โรงงานรีไซเคิลของ Toray เพื่อผ่านกระบวนการที่จะนำขนเป็ดกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ผ่านเครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติแยกขนเป็ดออกจากเสื้อผ้า เลือกขนเป็ดที่ยังใช้ได้เก็บไว้ แล้วนำไปผลิตเป็นแจ็กเก็ตขนเป็ดตัวใหม่อีกครั้ง


UNIQLO วางแผนว่า ในอนาคตพวกเขาจะผลิตแจ็กเก็ตขนเป็ดจากขนเป็ดรีไซเคิล 100% ส่วนชิ้นเสื้อผ้าแจ็กเก็ต ทาง UNIQLO และ Toray อยู่ในช่วงหาทางต่อยอดต่อไป
นอกจากคิดนวัตกรรมรีไซเคิล UNIQLO ยังเชื่อเรื่องการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เพราะจะช่วยให้สินค้ามีอายุยาวนาน แบรนด์เลือกใช้วัตถุดิบจากกระบวนการที่ไม่ส่งผลกระทบกับคนและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝ้ายที่มีการรับรองจาก Better Cotton Initiative (BCI) การันตีว่าได้มาจากการผลิตที่เหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแลดล้อม ส่วนคนทำงานก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี

นี่เป็น 3 กระบวนการที่ UNIQLO นำมาใช้เพื่อพัฒนาตัวเองให้เป็นมากกว่าแบรนด์ผลิตเสื้อผ้าเพื่อตอบโจทย์คนใส่ แต่ยังเดินทางไปถึงจุดที่ว่า การมีอยู่ของแบรนด์ทำอะไรเพื่อโลกได้บ้าง
เราว่าการเดินทางนี้พิเศษตรงที่ไม่ใช่การเดินทางลำพัง และไม่ใช่แค่การพาแบรนด์ให้เติบโตเท่านั้น แต่แบรนด์เสื้อผ้าที่ใคร ๆ ก็มีติดตู้แบรนด์นี้ กำลังพาผู้บริโภคและสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน การเดินทางนี้จึงแข็งแรงและอบอุ่นยิ่งขึ้น




