ในวันที่เราเติบโตขึ้น บางความฝันอาจจางหายไปตามกาลเวลา แต่เด็กประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มหนึ่งจากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม กลับยังคงมุ่งมั่นสานต่อความฝันเรื่อยมา จนถึงวันที่พวกเขาเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย
ฝันที่ว่านั้น คือการทำให้ถุงมือเพื่อเด็ก ๆ ผู้พิการทางสมองในโครงการ Happy Gloves เป็นมากกว่าโมเดลต้นแบบสำหรับส่งประกวด แต่ผลิตได้จริง ใช้ได้จริง และส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการอย่างทั่วถึง

8 ปีผ่านไป พวกเขาทำสำเร็จไปแล้วกว่า 2,000 ชุด และในปีนี้ Happy Gloves มีโอกาสร่วมคอลแล็บกับแบรนด์ดังอย่าง UNIQLO ผลิตถุงมือจากผ้ารีไซเคิลอีก 1,000 ชุด ส่งต่อให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
อะไรทำให้ความฝันของพวกเขาไม่เคยหล่นหายไป ทั้งยังทำด้วยความเต็มใจโดยไม่มีใครบังคับ และการคอลแล็บกับ UNIQLO คราวนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง คอลัมน์สูตรคูณจะพาย้อนไปหาคำตอบกันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการ


เพื่อนช่วยเพื่อน
“โรงเรียนเรามีศูนย์นวัตกรรมที่จะส่งนักเรียนไปแข่งขันในรายการต่าง ๆ พอดีเด็ก ๆ ทีมนี้สนใจ และเป็นจังหวะที่จะส่งงานไปประกวดที่เกาหลี เขามีโจทย์เกี่ยวกับเด็กผู้พิการ เราเลยให้นักเรียนลองไปหาข้อมูลดูว่าจะทำเรื่องอะไรดี” อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ผู้เป็นที่ปรึกษาโครงการเล่าย้อนถึงวันแรก โดยสมาชิกในทีมมีทั้งหมด 4 คน ได้แก่ ณิชมน สุภัทรเกียรติ, ไอริณรยา โสตางกูร, ศุภวิชญ์ วรรณดิลก และ สุภชีพ สหกิจรุ่งเรือง ซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 แล้ว

“พอเราหาข้อมูลกันไปเรื่อย ๆ จึงพบว่ามีกลุ่มหนึ่งที่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในหลายด้าน คือผู้พิการทางสมอง ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยเดียวกัน เราจึงสนใจอยากทำนวัตกรรมที่ช่วยพวกเขาโดยเฉพาะ”
ผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง หรือ Cerebral Palsy คือโรคความผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดในทารกและเด็กเล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมักมีอาการเกร็งจนเจ็บปวด กระดูกและข้อต่อผิดรูป จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง

อุปกรณ์ช่วยเหลือส่วนมากมักจะดูแลแบบแยกส่วน เช่น ชิ้นหนึ่งดามข้อมือ อีกชิ้นหนึ่งป้องกันแผลจากเล็บจิก รวมถึงออกแบบมารองรับมือผู้ใหญ่มากกว่า ขณะที่ผู้ป่วยส่วนมากเป็นเด็กเล็ก แถมเด็ก ๆ บางคนจะรู้สึกกลัวเมื่อต้องสวมถุงมือธรรมดา สี่สหายจึงหยิบ Pain Point นี้มาพัฒนาต่อ โดยนำไปทดลองใช้จริงที่สมาคมศูนย์การเรียนรู้คนพิการบ้านแม่นก และหอผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อเก็บข้อมูลมาปรับปรุง
เพราะเป็นเด็กจึงเข้าใจ
“พวกเรานั่งคุยกันว่าเด็ก ๆ อยากได้อะไร ตอนนั้นเราก็ยังเป็นเด็ก ยังอยากได้ของเล่น จึงอยากให้เขามีของเล่นด้วยเหมือนกัน เหมือนเวลาเราเห็นเพื่อน ๆ เจอปัญหาแล้วอยากช่วยเหลือค่ะ”
ผลงานที่ออกมาจึงเป็นถุงมือสีสดใส ข้างในมีเหล็กดามข้อมือบรรเทาอาการเกร็ง ภายนอกมีตุ๊กตานุ่มนิ่มอยู่ตรงกลางป้องกันบาดแผลเวลานิ้วจิก และยังเป็น ‘ของเล่น’ สุดน่ารัก เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ รู้สึกกลัวเมื่อสวมใส่ แถมยังชอบใจที่ได้เล่นสนุก พร้อมเสริมพัฒนาการไปในตัว

นอกจากนี้ หากน้อง ๆ มีอาการบีบเกร็งมาก อุปกรณ์นี้จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้นเพื่อให้ดูแลได้ทันท่วงที ช่วยแบ่งเบา สร้างความอุ่นใจ ลดความตึงเครียดให้กับผู้ดูแลไปในตัว เพราะโดยเฉลี่ยแล้วจำนวนผู้ดูแลต่อผู้ป่วยจะอยู่ที่ 1 : 20 ซึ่งนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูแลใกล้ชิดได้อย่างทั่วถึง
“ตอนที่เขาวาดดราฟต์แรก ๆ ยังเป็นวัยเด็ก 10 – 11 ขวบอยู่เลย” อาจารย์จีระศักดิ์เอ่ยถึงลูกศิษย์ในวันวานที่ช่วยกันร่างภาพลงบนกระดาษคนละไม้คนละมือ

“ตอนนั้นมีบริษัท PlanToys มาช่วยดึงคอนเซปต์ที่เด็ก ๆ วาดให้ออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้น กลายเป็นเวอร์ชันแรก มีตัวเต่า กระต่าย ไก่ อย่างตัวกระต่ายมันจะเป็นไม้ ถ้าเกิดอาการเกร็ง ไม้จะกระแทกกันแล้วได้ยินเสียงฟันแกร็ก ๆ เหมือนเสียงฟันกระต่าย”
ผลงานต้นแบบชิ้นแรกนี้ คว้ารางวัลเหรียญเงินจากการประกวดนวัตกรรมนานาชาติที่ประเทศเกาหลีใต้ (Korea International Youth Olympiad – KIYO 2017) แต่สิ่งที่เป็นรางวัลทางใจและเป็นแรงผลักดันสำคัญ คือวันที่นำไปให้น้อง ๆ ลองใช้งานจริง
“พอเราเห็นรอยยิ้มของเขา เห็นว่าถุงมือที่พวกเราทำมีประโยชน์กับเขาจริง ๆ ก็เลยมีแรงใจอยากจะทำต่อไปเรื่อย ๆ”
จากงานประกวดสู่การผลิตจริง
เมื่อคุณครูและผู้ปกครองเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเขา จึงช่วยกันหาวิธีสานต่อโครงการอีกแรงหนึ่ง จนในที่สุดก็เจอช่องทางระดมเงินบริจาคผ่านเว็บไซต์เทใจ โดยระดมเงินบริจาคมาได้ถึง 1,100,000 บาท
ความท้าทายด่านต่อมาคือการหาโรงงานผลิตที่เข้าใจ เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่มีรายละเอียดยิบย่อยค่อนข้างมาก จึงใช้เวลากับขั้นตอนนี้นานพอสมควร แต่ที่สุดแล้ว พวกเขาก้าวข้ามมาได้ โดยผลิตถุงมือ 2,000 ชุดแรกส่งต่อให้น้อง ๆ ผู้พิการทางสมองสำเร็จ

“การคิดนวัตกรรมต้องคิดถึง Pain Point เห็นปัญหาและวิธีแก้ไข ตอนนั้นเราแค่ต้องการให้เด็ก ๆ ได้ทักษะนี้ ไม่ได้คาดหวังถึงขั้นว่าต้องได้รางวัลหรือต้องต่อยอดไปถึงขั้นผลิตแบบแมสได้ แต่พวกเขาก็ทำได้
“สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอดคือพยายามไม่ปฏิเสธเขาทันที เมื่อเขามีไอเดีย เราก็สนับสนุน แต่ต้องมีเหตุผลว่า คุณทำไปทำไม ถ้าตอบได้ เราลุยต่อ ซึ่งพวกเขาไปหาคำตอบมาจนได้เสมอ โครงการจึงต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้”

“ผมว่าเขาเติบโตขึ้นเยอะมาก ทั้งวิธีคิด การมองปัญหา การไม่ทิ้งสิ่งนี้ไปเพราะมองเห็นคุณค่า ซึ่งอะไรแบบนี้ไม่มีสอนในตำรา แต่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองและมันจะติดตัวไปตลอด
“ขนาดโครงการสมัยเด็กคุณยังสู้จนผ่านมาได้ 8 ปี ต่อไปคุณโตขึ้นก็ไม่ต้องกลัวอุปสรรคอะไรแล้ว พร้อมจะสู้ต่อ ผมว่าลึก ๆ พวกเขาจะมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวไปจนโตเป็นผู้ใหญ่”
Happy Gloves x UNIQLO
ปัจจุบันเด็ก ๆ ผู้พิการทางสมองในประเทศไทยมีประมาณ 6,600 – 12,600 คน ทีม Happy Gloves จึงยังคงพัฒนาและหาหนทางผลิตถุงมือเพิ่มเติมต่อไป
“เรากลับมาประกวดอีก รอบนี้ไม่ได้ประกวดเพื่อเอารางวัล แต่เพื่อประชาสัมพันธ์ว่างานของเราผลิตแบบแมสแล้วนะ นำไปใช้จริงถึงมือเด็ก ๆ มีฟีดแบ็กกลับมาเรียบร้อยแล้วนะ”
การประกวดในครั้งถัดมาทั้งคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทำให้ชื่อโครงการขยับขยายไปสู่สายตาสื่อ องค์กร ตลอดจนผู้คนทั่วไปอย่างที่ตั้งใจไว้ หนึ่งในนั้นคือ GC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่ติดต่อกลับมาว่าอยากสนับสนุนวัสดุสำหรับการผลิต

แต่ผ้ารีไซเคิลของทาง GC นั้นมาจากขวด PET ที่ยังไม่ตอบโจทย์การทำเป็นถุงมือสำหรับเด็กในแง่การระบายอากาศ ทาง GC จึงประสานงานกับ UNIQLO ประเทศไทย ที่ทั้งเชี่ยวชาญและมีวัสดุผ้ารีไซเคิลจำนวนมาก จนเกิดเป็นการร่วมมือกันในวงกว้างมากขึ้น
“สำหรับ UNIQLO เอง มีเรื่องการสนับสนุนเยาวชนอยู่แล้ว เรียกว่า UNIQLO Next Generation Development Program เราจึงได้มาจับมือร่วมงานกัน โดยใช้ในส่วน RE.UNIQLO เสื้อผ้าที่ได้รับการบริจาคมาจากลูกค้าจาก 71 สาขาทั่วประเทศ”
คุณเขมจิรา เทศประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ยูนิโคล่
(ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า ปกติแล้วเสื้อผ้าที่ยังใช้งานได้จะถูกนำไปบริจาคให้ผู้ที่ขาดแคลน และส่วนที่ส่งต่อไม่ได้จะนำมารีไซเคิลเป็นเนื้อผ้าใหม่ ซึ่งใช้ผลิตถุงมือ Happy Gloves ได้พอดี


“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับ UNIQLO เพราะสิ่งที่เราพูดเสมอเวลานำเสนองาน คือก้าวถัดไปเราอยากทำเรื่องความยั่งยืน อยากใช้วัสดุที่ดีต่อโลกมากขึ้น และผลิตในระดับแมสไปถึงมือเด็ก ๆ ได้อีกครั้ง” อาจารย์จีระศักดิ์เอ่ย
การคอลแล็บคราวนี้จึงปลดล็อกทั้งเรื่องเม็ดเงิน การหาโรงงานที่พร้อมผลิต ไปจนถึงวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งยังทำให้โครงการเป็นที่รู้จักในวงกว้างไปกว่าเดิมอีกด้วย
“ในมุมผู้ใหญ่ ผมรู้ว่ามันเป็นจริงยากมากเพราะต้องใช้เงินทุนสูง ต้องมีผู้ใหญ่มาช่วย วันที่เรารู้ว่า UNIQLO สนใจมาร่วมโครงการ วันนั้นขนลุกเลย เราคิดว่ามันมีโอกาสเป็นจริงแน่”
แม้เด็ก ๆ จะเติบโตจนขึ้นมหาวิทยาลัยและถุงมืออีก 1,000 ชุดส่งต่อไปถึงมือเด็ก ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่พวกเขาย้ำเสมอว่ายังยินดีร่วมงานกับทุกคน ทุกองค์กรที่อยากขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกัน โดยแรงผลักดันคือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความพยายามตลอด 8 ปีที่ผ่านมา
“สิ่งที่ผมเรียนรู้ คือถ้าเราทำคนเดียวคงทำไม่ได้ แต่เพราะมีหลายคน หลายหน่วยงานมาช่วยเรา ไม่ว่าจะเป็นน้อง ๆ ผู้พิการ ผู้ดูแลเด็ก ๆ หรือว่า แม่นก ที่เขาช่วยให้ความรู้เรา รวมทั้งองค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาสนับสนุนเราโดยตลอด
“ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับนกบางชนิดที่ถ้าบินตัวเดียวมันบินไปได้ไม่ไกล แต่ต้องบินไปเป็นฝูงจึงจะปลอดภัยและไปถึงปลายทาง” หนึ่งในสมาชิกชาว Happy Gloves กล่าวทิ้งท้าย และหากคุณอ่านจบแล้วอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนโครงการ Happy Gloves แน่นอนว่าพวกเขายินดีเป็นอย่างยิ่ง

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Happy Gloves และ UNIQLO Thailand
