‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ คือโครงการที่ตั้งเป้าให้สระบุรีเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย เพราะเป็นหนึ่งในเมืองที่ท้าทายที่สุด โดยปัจจุบันสระบุรีติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดในไทย ทั้งยังมีผู้คนแน่นขนัดมาอยู่อาศัย ท่องเที่ยว หรือเดินทางผ่านไปยังจังหวัดอื่น ๆ ฉะนั้น หากสระบุรีทำได้ อีกหลายจังหวัดคงไม่ไกลเกินฝัน
สระบุรีจึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ไปจนถึงองค์กรระดับโลกเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก จนแผนงานบนกระดาษค่อย ๆ กลายเป็นภาพจริง ตั้งแต่รถเมล์ไฟฟ้าที่พร้อมให้บริการรอบเมือง ตู้คัดแยกขยะรีไซเคิลอัตโนมัติในโรงเรียน ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การขยายพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำและอีกหลายโครงการตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันสระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงมีความพร้อมทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย และโมเดลตัวอย่าง แต่การจะขยายผลต่อหรือนำไปปรับใช้ในวงกว้างมากขึ้น ย่อมต้องอาศัยงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุนเพิ่มเติม
ในปี 2026 นี้สระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงมีสมาชิกใหม่มาร่วมกันขับเคลื่อน คือ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
ทั้งที่โตโยต้าไม่ได้มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในสระบุรี เหตุใดจึงเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการดังกล่าว อีกทั้งบริษัทด้านยานยนต์จะช่วยให้เมืองเมืองหนึ่งก้าวสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างไร ไปหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้
โตโยต้า x สระบุรีแซนด์บ็อกซ์
ในปี 2026 โตโยต้าลงนามความร่วมมือกับทางสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ โดยพื้นที่หลักคือชุมชนบ้านหนองโป่ง ตำบลห้วยป่าหวาย
ชุมชนแห่งนี้เป็นที่ราบเชิงเขาและพื้นที่เกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกและต่อยอดพืชสมุนไพร เช่น กระชายพื้นเมืองที่ถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงผงกระชายชงดื่มสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ ‘เพิ่มบุญ’
เมื่อชุมชนแห่งนี้มีพื้นฐานด้านการต่อยอดผลผลิต มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำเป็นทุนเดิม แต่ยังขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ โตโยต้าจึงเข้ามาเติมช่องว่างผ่านการพัฒนากิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณ ตลอดจนติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น จุดคัดแยกขยะสาธารณะในชุมชน อุปกรณ์แปรรูปสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตร สามล้อขนของไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ชุดอุปกรณ์ผลิตถ่านชีวภาพจากชีวมวล (Biochar) เครื่องผลิตปุ๋ยจากเศษอาหาร และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน (Renewable Energy Mix) โดยการนำของเสียมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานในระดับชุมชน โดยมีการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS : Energy Storage System) เพื่อรองรับการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชุมชนบ้านหนองโป่ง ตลอดจนจุดคัดแยกขยะสาธารณะ
การร่วมมือกันคราวนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน และจุดประกายความหวังเล็ก ๆ ให้กับคนไทย ตามวัตถุประสงค์ของการลงนามความร่วมมือ ซึ่ง คุณสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้กล่าวไว้ว่า
“เรามองว่าหน่วยเล็กที่สุดก็คือชุมชน ซึ่งควรได้รับความรู้ ความร่วมมือ และการลงมือทำ ที่สระบุรีนั้นมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว หากขับเคลื่อนให้ชุมชนเป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จและขยายผลต่อได้ ก็เสมือนการกระจายเมล็ดพันธุ์ที่ดีไปทั่วทั้งจังหวัด และทั่วประเทศในอนาคต”
ความร่วมมือครั้งนี้ ระหว่างภาคีเครือข่ายจากทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกพลังกับภาคชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดสระบุรีเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่น้อยกว่า 5 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใน พ.ศ. 2570 พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระดับชุมชน

โตโยต้า 60 ปี ชุมชนสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
โครงการนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่โตโยต้าลงพื้นที่ไปร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่อยู่ภายใต้แผนการดำเนินงานระยะยาวที่มุ่งสร้างสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับบริษัท
ย้อนไปในวันที่โตโยต้าดำเนินกิจการในประเทศไทยมาครบ 60 ปี โตโยต้าได้ริเริ่มโครงการ ‘TOYOTA 60th years Carbon Neutral Community’ ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมไทยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
หากนึกถึงบริษัทยานยนต์ ภาพแรกที่นึกถึงคงเป็นเรื่องกระบวนการผลิต ตลอดจนการซื้อคาร์บอนเครดิต แต่โตโยต้าเชื่อว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ทำได้มากกว่านั้น
โตโยต้าจึงวางแผนลงพื้นที่ทั่วไทยให้ครบ 60 แห่ง ด้วยแนวคิดที่ว่า แต่ละชุมชนมีจุดแข็งและความต้องการแตกต่างกัน แนวทางการดูแลสิ่งแวดล้อมจึงแตกต่างกันออกไป เช่น การสร้าง ‘เมืองจำลอง’ เพื่อทดลองการเดินทางด้วยพลังงานสะอาดที่พัทยา ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเมืองท่องเที่ยว จึงเกิดการเดินทางสัญจรแน่นขนัด
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ โครงการชุมชนยั่งยืนของโตโยต้า ที่เทศบาลตําบลปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ซึ่งเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเดินทางท่องเที่ยวภายในชุมชน ทั้งด้านขยะและมลภาวะทางอากาศ เมื่อลงพื้นที่สำรวจและรับฟังความคิดเห็นในชุมชน โตโยต้าจึงสร้างศาลาชาร์จไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงสนับสนุนจักรยานไฟฟ้า มีจุดคัดแยกขยะและปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติมอีกด้วย
เพราะชุมชนคือแหล่งเรียนรู้
แม้ว่าแต่ละชุมชนจะมีวิธีการแตกต่างกันออกไป แต่ล้วนมีปลายทางเดียวกันคือการสนับสนุนให้ชุมชนเป็น ‘แหล่งเรียนรู้ด้านการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ เพื่อให้คนในชุมชนมีความรู้ที่ถ่ายทอดและส่งต่อให้กับคนอื่น ๆ ได้ในระยะยาว ทั้งยังดึงดูดนักท่องเที่ยวและหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาศึกษาดูงานได้ในอนาคต
แนวคิด ‘แหล่งเรียนรู้’ ดังกล่าวมี 2 แกนหลักด้วยกัน
หนึ่ง คือการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนเครื่องมือเพื่อการลงมือทำจริง โดยดำเนินงานตาม 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ชุมชนอากาศดี (Clean Air) ชุมชนเขียวขจีต้นไม้ (Green Village) ชุมชนไร้ขยะ (Zero Waste) และการขับเคลื่อนพลังงานทดแทน (Clean Energy)
สอง คือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตั้งแต่หน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนที่ต้องการศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ ตลอดจนนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชม อุดหนุนสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
หากมองย้อนไปในวันแรกตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ก็นับว่าโตโยต้าเดินมาถึงครึ่งทาง เพราะมีชุมชนที่เข้าร่วมไปแล้วประมาณ 30 ชุมชน จาก 30 จังหวัด รวมทั้งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไปกว่า 644 tonCO2eQ ต่อปี
การมาร่วมจับมือกับสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ครั้งนี้จึงนับว่าน่าจับตาไม่น้อย เพราะเป็นจังหวัดที่ทั้งฝันใหญ่และมีความพร้อมสูง จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ทั้งโตโยต้าและสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เดินไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้น และไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างไปจนถึงระดับประเทศก็เป็นได้











