นอกจาก ‘การท่องเที่ยว’ จะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจส่วนบุคคลแล้ว อีกด้านหนึ่งคือการสร้างเม็ดเงินมหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้จึงน่าติดตามไม่น้อย
หากมองภาพใหญ่ เรื่องนี้สำคัญถึงขั้นมีงานประชุมระดับโลกที่มีผู้นำจากหลายประเทศมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
งานที่ว่าคือ TOURISE Summit 2025 จัดขึ้นที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
TOURISE คือแพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า ด้วยการเชื่อมโยงผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่แวดวงการท่องเที่ยว เทคโนโลยี ความยั่งยืน การลงทุน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปีนี้เป็นปีแรกที่จัดงานประชุมครั้งใหญ่ ซึ่ง The Cloud มีโอกาสเดินทางไปเยือนทั้งที เราจึงไม่พลาดสรุปเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาฝากกัน


01
ต่างชาติมองการท่องเที่ยวไทยในมุม Wellness
แม้ไทยจะรุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมหลากหลาย ตลอดจนอาหารรสอร่อยจากหลายภูมิภาค แต่บนเวที TOURISE ประเทศไทยได้รับการพูดถึงในฐานะ ‘เมืองแห่งการพักผ่อนและบำบัดกายใจ’ มากกว่า
โดยเฉพาะบริการที่ผสานการเที่ยวเข้ากับศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติ การพักผ่อนหย่อนใจในโรงแรมพร้อมกับพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อาจเพราะ Wellness และ Longevity เป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่กำลังถูกพูดถึงในยุคนี้ รวมทั้งเริ่มผสมผสานกับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงอุตสาหกรรมการบิน


02
AI เทรนด์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบางบริษัทอย่าง Expedia และ Uber ขยายจากแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวหรือการเดินทางมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ส่วนธุรกิจที่พักและโรงแรมก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ในมือมากขึ้น เช่น ออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยิ่งคาดหวังสูงขึ้นว่า ที่พักเดิมหรือโรงแรมในเครือเดียวกันจะจดจำความต้องการหรือรายละเอียดเดิมของลูกค้าได้โดยไม่ต้องถามซ้ำเมื่อมาพักอีกครั้ง จนเริ่มกลายเป็นพื้นฐานการบริการมากกว่าความพิเศษเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราคงโหยหาปฏิสัมพันธ์จากมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น AI จึงไม่ได้มาแทนที่งานบริการเสียทีเดียว แต่คนทำงานมีแนวโน้มที่จะต้องเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นมากกว่า เพราะหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ AI แต่เป็นทักษะเด่นของมนุษย์ คือการคำนึงถึงบริบทและการอ่านบรรยากาศ เช่น หากนำเสนอบริการต่าง ๆ จากข้อมูลเดิมของลูกค้า โดยไม่สนใจว่าลูกค้ากำลังง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์หรือมีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด อาจสร้างความรู้สึกทางลบได้มากกว่าความประทับใจ เป็นต้น


03
คนรุ่นใหม่ซื้อประสบการณ์ มากกว่าสิ่งของ
ข้อมูลจาก Trip.com ระบุว่า เจนฯ ซีและมิลเลนเนียลจะกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญในตลาด
และคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการครอบครองสิ่งของ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Experience Economy
แต่ทริปเดินทางไปช้อปปิ้งในต่างแดนยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากการซื้อเพื่อครอบครอง เป็นการซื้อของพร้อมประสบการณ์มากกว่า เช่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมถึงปารีส เพราะประสบการณ์ในร้านมอบความทรงจำและความรู้สึกที่การสั่งซื้อออนไลน์ไม่อาจทดแทนได้
ฉะนั้น การสร้างประสบการณ์ร่วมกับสินค้าหรือบริการหน้าร้านที่ไม่เหมือนใคร จะกลายเป็น ‘โอกาส’ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดออนไลน์ สงครามราคา และยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน


04
หมุดหมายสุดฮิตอาจไม่ใช่แลนด์มาร์ก
นอกจากการซื้อประสบการณ์แล้ว อีกเทรนด์สำคัญในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกลาง คือการมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แลนด์มาร์ก แต่เป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ สถานที่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน ทว่ามีความจริงแท้และแตกต่าง (Authenticity) จากสถานที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ผู้คน วัฒนธรรม เพราะยุคนี้เริ่มมีคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นหมุดหมายใหม่ ๆ มากขึ้น บวกกับสินค้าและบริการคล้ายกันนั้นมีมากมายในตลาด จนผู้บริโภคเริ่มโหยหาสิ่งที่ต่างออกไปและไม่ใช่ความต่างเพียงเปลือกนอกเท่านั้น
คำถามสำคัญของผู้ประกอบการท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้มีเพียงการปรับตัวเท่านั้น แต่รวมถึงคำถามที่ว่า ‘เรื่องไหนที่เราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป’ จึงนับว่าเป็นยุคสมัยแห่งการกลับสู่รากเหง้าและแก่นแท้ของตนเองเลยก็ว่าได้


05
สร้างความประทับใจ มากกว่าการถูกมองเห็น
ในมุมการตลาด พฤติกรรม ‘การเสิร์ชหา’ ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ทริป หรือสินค้าบริการต่าง ๆ มีแนวโน้มลดน้อยลงจากเมื่อก่อน ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนเลือกถามจาก AI หรือเจอเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สรุปข้อมูล พร้อมเปรียบเทียบตัวเลือกมาให้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากกว่า
ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่ได้แข่งที่ปริมาณคอนเทนต์ที่ถูกมองเห็นอย่างเดียว แต่แข่งกันเรื่องคุณภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสร้างแบรนดิ้งที่แข็งแรง ไปจนถึงการสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเหนียวแน่น จนลูกค้าเก่ากลับมาซ้ำ แถมยังช่วยบอกต่อคนกลุ่มใหม่ด้วยตัวเอง
ผู้คนยังโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมมากขึ้น อีกหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว คือการสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกิจกรรมหรืออีเวนต์บางอย่างให้คนที่สนใจเรื่องคล้ายกันได้มาพบปะกัน เมื่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้ ลูกค้าก็จะอยากกลับมาใช้บริการในระยะยาว เพราะไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่รู้สึกเหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนหรือกลุ่มสังคมของตนเอง


06
บทบาทของรัฐต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ซาอุดีอาระเบียมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า webook ซูเปอร์แอปพลิเคชันที่รวมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อีเวนต์ บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงตารางอีเวนต์ทั่วประเทศตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากความสะดวกแล้ว ยังมีส่วนลดให้นักท่องเที่ยว พร้อมคะแนนสะสมและสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อดึงดูดให้กลับมาเยือนซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง

แอปพลิเคชันนี้เกิดจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน เพราะมองว่านอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาง่ายขึ้น คือความสะดวกและงบประมาณสบายกระเป๋า webook จึงนับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของภาครัฐที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยวิธีใหม่ ๆ และประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน webook กว่า 13 ล้านแอคเคานต์ และสร้างรายได้มากกว่า 1.5 พันล้าน SAR (Saudi Arabian Riyal)
Website : www.tourise.com
