เพราะความจนมันน่ากลัว
อยากขายดี ขายที่ไหน ขายใครดี
อยากซื้อของ ซื้อที่ไหน ซื้อกับใครดี
อยากทำธุรกิจ ทำกับใคร ไปหาความรู้ที่ไหนดี
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็นส่วนหนึ่งของแวดวง MICE ที่เป็นคำเรียกรวม ๆ ของกิจกรรมประเภท Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions
ผู้ประกอบการโดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจแบบ B2B อาจรู้ว่าหนึ่งในวิธีการที่จะทำให้ชื่อแบรนด์ไปนั่งในใจลูกค้าได้ คือการไปแนะนำสินค้าด้วยตัวเองผ่านการไปออกบูทใน ‘งานแสดงสินค้า’ เพราะนอกจากจะได้แนะนำสาธิตวิธีใช้ คนทำธุรกิจยังได้พบปะ สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและคู่ค้าจนได้รับความเชื่อใจ
แม้โลกของธุรกิจจะก้าวเข้าสู่ยุคช้อปปิ้งออนไลน์ แต่งานเทรด งานแฟร์ งานประชุมจากผู้จัดงานไม่ได้ลดลงไป มีแต่จะเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้นในทุกปี
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
The Cloud นั่งลงคุยกับ มุก-ปนิษฐา บุรี นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA และว่าที่ประธาน UFI สมาคมการแสดงสินค้าโลก เราคุยกับเธอถึงเรื่องราวการจัดงานแสดงสินค้าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เคล็ดลับที่ทำให้งานแสดงสินค้ายังจำเป็นในยุคโมเดิร์น รวมถึงแวะเล่าเรื่องงาน Thailand MICE X-Change หรือ TMX ที่กำลังกลับมาอีกครั้ง
แอบสปอยล์สำหรับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้สนใจเกี่ยวกับงานสักนิดว่า TMX จะพาเราไปเปิดโลกการจัดงานแสดงสินค้าด้วยนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เราได้พบปะ แลกเปลี่ยน อัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ ในวงการ MICE และเปิดประตูความรู้สู่การใช้วัสดุทางเลือกใหม่ที่จะกลายเป็น Game Changer ของการจัดงานแบบยั่งยืน

1. ตลาด = งานแสดงสินค้า
ก่อนเราจะเข้าสู่ยุคที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่งานแสดงสินค้า (Exhibition) จัดตลอดทุกสัปดาห์แบบปัจจุบัน ความจริงแล้วงานรูปแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วเนิ่นนาน ใกล้บ้านใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ‘ตลาดสด’ ที่มีทั้งคนขายและคนซื้อ ปนิษฐาอธิบายว่า การที่ตลาดแต่ละแห่งมีการกำหนดเวลาและมีการเลือกสรรร้านค้ามาขายแบบเฉพาะเจาะจง (Specialty) เช่น ตลาดออร์แกนิก ตลาดขายของสดส่งตรงจากฟาร์ม ตลาดนัดป๊อปอัปที่จัดแค่วันเสาร์-อาทิตย์ในสถานที่พิเศษ เหล่านี้ถือว่าคล้ายกับงานแสดงสินค้าไม่น้อย คนไทยชอบเดินตลาดและยังมีคนจำนวนมากที่ประกอบอาชีพพ่อค้าแม่ขาย สะท้อนความถนัดรักการขายของคนไทยมาตั้งแต่อดีต เช่น หอไอเฟล ณ กรุงปารีส ที่เป็นสัญลักษณ์ที่ยังคงไว้จากการจัดงานแสดงสินค้าโลก และ Covent Garden ณ กรุงลอนดอน ที่เคยเป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้าและกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน
2. ความทรงจำวัยเด็ก
สำหรับประเทศไทย ก่อนจะมีศูนย์นิทรรศการหลาย ๆ แห่งในกรุงเทพฯ บ้านเรามีงานแสดงสินค้าอยู่หลากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นสวนอัมพร ลานจอดรถศูนย์การค้าแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว และอีกหลายที่ที่จัดในลักษณะงานกางเต็นท์ ตรงสี่แยกพระราม 4 ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้ประกอบการมาซื้อขายกันเพื่อไปขายให้กับลูกค้าปลายทางต่อ (B2B2C)
ในยุคต่อมา ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้ก่อตั้งขึ้นและเปิดทำการใน พ.ศ. 2534 เพื่อตอบโจทย์งานประชุม (Conventions) โดยเฉพาะ ดึงดูดผู้นำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมาประชุมที่ไทยได้เยอะ ถึงขนาดที่ว่า เมื่อมีการจัดงานประชุมเมื่อไหร่ ต้องมีการปิดถนนบางเส้นในกรุงเทพฯ ให้ผู้นำเดินทางกลับไปรับประทานอาหารและพักผ่อนที่โรงแรมได้อย่างสะดวกสบาย เชื่อหรือไม่ว่าในยุคนั้น หลายโรงเรียนจำต้องหยุดเรียนชั่วคราวเพื่อเคลียร์ถนนไม่ให้รถติด เด็ก ๆ ในตอนนั้นก็จะดี๊ด๊าเป็นพิเศษเมื่อมีงานประชุม

3. โลเคชันที่ดี ทีมที่เวิร์ก
หลังจากนั้น ไทยก็มีศูนย์ประชุมอีกหลายแห่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับงานแสดงสินค้าโดยเฉพาะ กระจายอยู่ตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น BITEC ที่ตั้งอยู่ในโซนบางนา จุดเด่นของศูนย์ประชุมเหล่านี้นอกจากพื้นที่กว้างขวาง เหมาะแก่การจัดแสดงงานทุกไซซ์ ผู้จัดงานและคนที่มาออกบูทยังเป็นออร์แกไนเซอร์อิสระที่พัฒนาตัวเองให้จัดงานที่มีคุณภาพมากขึ้นในทุกปี ต่อมามีผู้จัดงานระดับโลกแวะเวียนมาใช้บริการไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Informa Markets, RX, Clarions, DMG Events, TERRAPINN, Koeln Messe, Messe Dusseldorf Asia และ VNU Exhibitions Asia Pacific
สถานที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์รวมงานแสดงสินค้าสุดฮิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเรามีสถานที่จัดงาน ออร์แกไนเซอร์ ผู้ให้บริการด้านขนส่ง ไปจนถึงการออกแบบและสร้างบูทที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นภายใต้สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ Thai Exhibition Association (TEA) การแบ่งปันความรู้และรวมเสียงสะท้อนความต้องการไปยังผู้กำหนดนโยบาย ช่วยให้อุตสาหกรรม MICE ไทยแข่งขันในเวทีนานาชาติได้อย่างแข็งแกร่งถึงทุกวันนี้


4. โปรโมต โปรโมต โปรโมต
อย่างที่หลายคนเดาออก โมเดลธุรกิจหลักของงานแสดงสินค้า คือการหารายได้จากค่าเช่าบูท
หลังจากตัดสินใจว่าจะเช่าฮอลล์ในการจัดงาน ภารกิจของผู้จัดงานไม่ได้จบเพียงแค่แบ่งพื้นที่หาเงินจากร้านค้าที่มาเปิดบูท พวกเขาต้องคิดกลยุทธ์ทำการตลาดเพื่อโปรโมตงานให้เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และยังหารายได้ทางอื่น เช่น การหาผู้สนับสนุนงาน
เพราะอย่างนี้ การจัดงานสักหนึ่งงานจึงถือเป็นการลงทุนที่สูง และเป็นเรื่องที่ท้าทายใช่เล่น แต่หากการโปรโมตงานบรรลุผลสำเร็จ ความชื่นใจที่มีผู้มาเดินงานกันแน่นขนัด ปิดการขายและสร้างยอดขายได้ก่อนจบงาน ก็ทำให้ทุกคนหายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้ง
5. จัดงานอย่างไรให้ตรงใจคน
ระยะเวลาในการจัดงานแสดงสินค้าก็ไม่ใช่เรื่องที่ทึกทักเองได้ แต่ผ่านการคิดคำนวณมาแล้วทั้งสิ้น
เวลาของงานงานหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของงานและพฤติกรรมของลูกค้า บางคนจัดเพียง 3 – 5 วัน เริ่มวันพุธจบที่วันอาทิตย์ เช่น งาน Trade Exhibition เพราะเป็นการเจรจาทางธุรกิจที่จะจัดขึ้นในวันธรรมดา หรืองานแม่และเด็ก เพราะมองเห็นว่าเวลาช้อปปิ้งของคุณแม่มีจำกัด ต้องแบ่งเวลาไปเลี้ยงลูกด้วย การจัดงานในวันธรรมดาที่ลูก ๆ ไปโรงเรียนเพียง 5 วันก็เพียงพอ
ในขณะที่บางงานจัดลากยาวไปเกิน 2 อาทิตย์ และส่วนใหญ่จะเลือกตอนสิ้นเดือน เพราะเป็นช่วงที่ลูกค้าอยากจับจ่ายใช้สอยเป็นพิเศษ ส่งผลดีต่อร้านค้าที่จะมาเปิดบูทให้มีโอกาสทำยอดขายได้ยาว ๆ เช่นกัน


6. เริ่มต้นใหม่กับ (คนขาย) คนเดิม
ปนิษฐาเล่าต่อถึงประสบการณ์การจัดงานที่น่าสนใจและมีความเฉพาะทางมานับไม่ถ้วน งานบางงาน Trade Show จัดมาแล้วกว่า 30 ครั้งและดูจะจัดต่อได้เรื่อย ๆ ทำกำไรเพิ่มมากขึ้นและพัฒนาคุณภาพของงานไปพร้อมกัน
ในมุมมองของบอสใหญ่ TEA ปัจจัยสำคัญในการจัดงานแสดงสินค้าให้ประสบความสำเร็จ คือส่วนผสมของผู้ซื้อและผู้ขายที่ถูกต้องเหมาะสม หลายงานไม่ได้มาออกบูทขายสินค้ากันเฉย ๆ แต่มีวิธีการสร้างประสบการณ์บางอย่างกับผู้เข้าร่วม ให้เข้าถึงรูป รส กลิ่น เสียงของสินค้า ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาจากออนไลน์ไม่ได้
เสน่ห์สำคัญอีกอย่าง คือเมื่อลูกค้าเดินเข้าบูทมาแล้วได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของบูท ได้เรียนรู้ข้อมูลแบรนด์จนเชื่อว่าเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งต้องอาศัยการออกงานเจอลูกค้าหลาย ๆ ครั้งจนจำได้
ส่วนในมุมผู้จัด การมาออกบูทก็เหมือนการมาทำงาน ทำยังไงให้ไม่น่าเบื่อเหมือนตอนอยู่ออฟฟิศ ได้เจอและฟังเสียง ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และให้พลังงานของตัวเองล้นเหลือเพียงพอที่จะส่งต่อพลังบวก เรียกลูกค้าเข้าบูทได้ตลอด 3 – 10 วัน

7. ประสบการณ์ที่ออนไลน์ให้ไม่ได้
คำถามที่หลายคนสงสัย คือในยุคที่เราช้อปออนไลน์กันแล้ว ทำไมการออกบูทในงานแสดงสินค้าถึงยังจำเป็น
ปนิษฐาตอบอย่างกระชับและชัดเจนว่า สินค้าหลายอย่างในงานไม่ได้ขายจำนวนน้อยหรือราคาถูก บางครั้งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการมาหาซื้อสินค้าในปริมาณเยอะเท่าคันรถ เขาจำเป็นต้องมาเห็นสินค้าจริง เห็นการสาธิตวิธีใช้ และต้องเชื่อใจว่าคนขายจะไม่หลอกขายสินค้าผิด ๆ ให้กับพวกเขานั่นเอง
8. อัปเดตเทรนด์ใหม่ในงาน TMX25
งานแสดงสินค้าจัดขึ้นมาหลายยุคสมัย แล้วอนาคตของงานจะไปทางไหน คำตอบอาจหาได้ในงาน Thailand MICE X-Change 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว
เล่าอย่างย่นย่อสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักงานนี้มาก่อน Thailand MICE X-Change หรือ TMX คืองานแสดงสินค้าเพื่อผู้ประกอบและผู้แสดงสินค้าอื่น ๆ ของไทย โดยมีเป้าหมายให้บุคคลเหล่านี้ได้มาพบปะแลกเปลี่ยน อัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ ในวงการ รวมถึงการถอดองค์ความรู้การจัดงาน MICE จากต่างประเทศ
ด้วยจุดประสงค์หลักของงานที่อยากให้ผู้คนในอุตสาหกรรม MICE ได้เข้าใจ 2 ปัจจัยหลักอย่างลึกซึ้ง ได้แก่ นวัตกรรม (Innovation) และความยั่งยืน (Sustanability) เพื่อยกระดับธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
9. วัสดุจัดงานที่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ
Thailand MICE X-Change 2025 เชื่อในเรื่อง Regenerative Materials หรือวัสดุที่สร้างผลกระทบเชิงบวกมากกว่าแค่ลดขยะ แต่ยังช่วย ‘ฟื้นฟู’ และ ‘คืนคุณค่า’ ให้กับธรรมชาติในกระบวนการผลิตและใช้งาน เช่น วัสดุที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในดิน หรือวัสดุย่อยสลายที่กลายเป็นสารอาหารในระบบนิเวศ
“ทางสมาคม TEA เป็นหลักในการผลักดันให้ประเทศไทยใช้ Regenerative Materials เป็นตัวเลือกในการจัดงาน Exhibition ไม่ว่าจะในบูทจัดแสดงสินค้าไปจนถึงเวทีงาน เราจะโชว์เคสวัสดุเหล่านี้บนเวที X-Change Square ในงาน TMX25 และอยากเชิญชวนดีไซเนอร์มาดูว่ามันมีตัวเลือกวัสดุอะไรบ้าง ราคาไม่ได้แพงหรืออาจแพงกว่าแต่คุ้มค่า เพราะถ้าเรารู้ว่ามีตัวเลือกวัสดุเหล่านี้ ทำไมเราจะไม่เลือกสิ่งที่มันรักษ์โลกมากขึ้นล่ะ”
แกนกัญชง ใยมะพร้าว ฟางข้าว เปลือกกาแฟ หรือเส้นใยพืชต่าง ๆ ที่กลายมาเป็นไม้อัดบล็อก แผ่นฉนวน ฉากเวทีและอีกมากมาย จะได้มาร่วมอวดโฉมตามงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ต่อจากนี้ อีกทั้งช่วยลดการเผาของเสียทางเกษตรและลดคาร์บอนจากการผลิตวัสดุใหม่ นี่จึงเป็นเสน่ห์ของ Regenerative Materials ที่สมาคม TEA อยากเป็นผู้นำสร้างมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสังคม
10. รู้จักกัน พัฒนาร่วมกัน
ในฐานะหัวเรือใหญ่ในการจัดงาน ปนิษฐาคาดหวังว่า อยากให้ TMX25 เป็นงานที่เชื่อมคนในวงการเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนางานแสดงสินค้าไทยให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นต่อไป
“ในส่วนของผู้จัดงาน ต้องยกระดับงานให้ดึงดูดว่าทำไมคนต้องมางานนี้ ซึ่งก็ต้องเป็นไฮไลต์ใหม่ ๆ ต้องหา Exhibitor ใหม่ ๆ และส่งเสริมให้พวกเขาทำบูทอย่างยั่งยืนไปในธีมเดียวกัน อาจจะเหนื่อยแต่สนุก เราอยากช่วยยกระดับอุตสาหกรรม MICE ให้ดูเก๋ไก๋ สร้างสรรค์ และยั่งยืนขึ้น”
TMX25 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3 เมษายน พ.ศ. 2568 ที่พารากอน ฮอลล์ ผู้ประกอบการคนไหนอยากรู้ว่าจะจัดบูทและงานแสดงสินค้าให้ล้ำนำสมัย น่าสนใจกว่าเดิมเป็นยังไง เราขอเชียร์ว่าห้ามพลาดเด็ดขาด









