4 กันยายน 2025
793

‘กลิ่น’ นั้นสำคัญอย่างไร

กลิ่น ไม่ได้มีดีแค่หอม แต่มีพลังที่ทำให้คนคนหนึ่งหวนย้อนนึกถึงความทรงจำหรือสถานที่ได้ 

กลิ่น ทำให้เรารับรสของอาหารจานหนึ่งได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับลวงประสาทสัมผัสของเราให้รับรู้ถึงรสชาติได้ เช่น น้ำเปล่าที่แต่งกลิ่นด้วยองุ่น ก็ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกถึงรสชาติหวานขององุ่นขึ้นมาได้

กลิ่น ยังเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายในรูปแบบน้ำหอม แสดงอัตลักษณ์ไปจนถึงฐานะของผู้ใช้

กลิ่นมีอิทธิพลได้ขนาดนั้น และมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและหลายธุรกิจมาช้านาน โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากสถิติการสำรวจตลาดภายในประเทศของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าตลาดน้ำหอมในบ้านเราขยายตัวมากเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่หลายคนเริ่มหันมาสนใจ ฉะนั้น ‘กลิ่น’ จึงมีความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อีกมาก 

เป็นไปได้หรือไม่ หากกลิ่นเข้ามามีบทบาทช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม ช่วยส่งเสริมเกษตรกรท้องถิ่น และยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคเหนือ

คำตอบคือได้! ความเป็นไปได้นั้นเกิดขึ้นแล้วในโครงการ ‘THE SENSE OF THE LOCAL: COLLECTIVE SCENTS’ จากความร่วมมือระหว่าง กลุ่ม THAI Perfumers, Artisan Valley, LOSiam และ CEA

เรามีโอกาสนั่งคุยกับ เคนจิ-ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน นักปรุงน้ำหอมผู้อยู่เบื้องหลัง Artisan Valley หนึ่งในสมาชิก THAI Perfumers ซึ่งเป็นต้นความคิดและหัวหอกสำคัญของโปรเจกต์ THE SENSE OF THE LOCAL: COLLECTIVE SCENTS ถึงเบื้องหลังโครงการและความเป็นไปได้ที่โครงการนี้จะเกิดขึ้น

“น้ำหอมหรือกลิ่นหอมที่ดีคืออะไร” เคนจิเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการชวนตั้งคำถาม

“สำหรับผม มันคือกลิ่นที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกหลงใหล นึกถึงคุณค่าที่มากกว่าแค่ความหอม เช่น น้ำหอมที่ปรุงโดยคนที่รักดอกไม้มาก ๆ มีการทำงานร่วมกับชุมชน ชุมชนมีส่วนร่วมและมีรายได้ ซึ่งกลิ่นนั้นอาจเป็นกลิ่นกุหลาบ แต่เบื้องหลังของกลิ่นต่างหากที่ทำให้มันหอมหวานกว่ากลิ่นดอกกุหลาบไหน ๆ 

“สิ่งที่ทำให้น้ำหอมกลิ่นนั้นโดดเด่นขึ้นมาคือเรื่องราวของภูมิหลัง ที่มาที่ไป ความตั้งใจ และเทคนิคที่จะทำให้น้ำหอมกลิ่นนั้นโดดเด่นจากน้ำหอมอื่น ๆ ซึ่งนั่นคือคุณค่าของกลิ่นนั้น ๆ”

เคนจิเล่าให้ฟังว่า เขาก็เป็นคนเหนือคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 และเสียเพื่อนไปจากโรคมะเร็งปอด อันเป็นผลกระทบจากฝุ่นที่เกิดจากการเผาพืชไร่เป็นต้นเหตุสำคัญ ขณะเดียวกัน เขาเห็นปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เห็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเกษตรกรที่อยากเลิกปลูกพืชไร่ล็อกสเปกจากนายทุน แต่ไม่มีเงินทุนและวิธีแก้ปัญหาที่พวกเขาจะไม่จมกองหนี้สินหรือล้มละลาย

เขาครุ่นคิดมานานถึงวิธีที่จะช่วยคลี่คลายปัญหานี้ ในฐานะของคนในแวดวงน้ำหอม เขาจะช่วยอย่างไรได้บ้าง วันหนึ่งเขาไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ที่แนะนำให้เขาได้รู้จักกับ โธมัส ปูปลียง (Thomas Pouplin) อดีตเภสัชกรชาวฝรั่งเศสที่หันหลังให้กับประสบการณ์ 20 ปีในห้องแล็บผลิตยา เพื่อย้ายมาใช้ชีวิตในเชียงใหม่ ในบทบาทผู้ก่อตั้งโรงกลั่นกลิ่นจากวัตถุดิบในท้องถิ่นเชียงใหม่ในนาม LOSiam

เคนจิไม่รอช้าที่จะติดต่อและทำความรู้จักกับโธมัส นี่กลายเป็นการจับคู่ในฝัน เมื่อโรงกลั่นซึ่งอยากสกัดกลิ่นจากวัตถุดิบท้องถิ่นเจอกับนักปรุงน้ำหอมซึ่งเป็นคนท้องถิ่น และรู้ว่าจะหาแหล่งวัตถุดิบท้องถิ่นได้จากที่ไหน เป็นเวลากว่า 2 ปีที่โรงกลั่น LOSiam ทดลองสกัดกลิ่นจากวัตถุดิบท้องถิ่นในเชียงใหม่จำนวนมาก โดยมีเคนจิเป็นผู้ช่วยหาแหล่งวัตถุดิบ ไม่ว่าจะกลิ่นดอกเก็ดถะหวา กลิ่นจากเปลือกต้นชะลูด หรือกลิ่นจากใบยาสูบที่ปลูกในเชียงใหม่ ให้กลิ่นน่าประหลาดใจคล้ายคลึงกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้ง 

การพบกันของเคนจิและโธมัส ทำให้เคนจิเห็นความเป็นไปได้และหนทางในการช่วยเหลือปัญหาในท้องถิ่นที่ติดอยู่ในใจเขามาตลอด ผ่านการใช้กลิ่นหอมจากวัตถุดิบท้องถิ่นต่าง ๆ ในเชียงใหม่

“พืชส่วนใหญ่ที่นำมาสกัดน้ำหอมเป็นพืชยั่งยืนครับ ปลูกแล้วเก็บ ไม่ต้องเผา ไม่ต้องไถทิ้งแล้วปลูกใหม่ ที่สำคัญ มันถูกบังคับให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะพืชที่ใช้สารเคมีในการปลูกนำมากลั่นเป็นน้ำหอมไม่ได้ สารเคมีจะส่งผลต่อกลิ่น และไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

“เชียงใหม่มีพืชอีกจำนวนมากที่สกัดเป็นน้ำหอมได้ ถ้าสร้างการรับรู้ว่าพืชท้องถิ่นสกัดน้ำหอมได้ก็จะเกิดความต้องการในตลาดน้ำหอม เกษตรกรจะมีทางเลือกในการปลูกพืชอื่น ๆ นอกจากข้าวโพดและมันสำปะหลัง พวกเขาจะมีรายได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่ต้องดมควันจากการเผาพืชไร่อีกต่อไป

“กระบวนการกลั่นน้ำหอมยังมีบทบาทช่วยใน Upcycling Food Waste จากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ผมกับโธมัสสกัดกลิ่นส้มจากเปลือกส้มเหลือทิ้ง เราไปขอซื้อจากโรงงานคั้นน้ำผลไม้ในจังหวัด พอเป็นเปลือกส้มในกระบวนการทำอาหาร ก็ช่วยการันตีเรื่องความปลอดภัยของวัตถุดิบไปได้ในตัว”

เคนจิเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่น สนับสนุนให้ลองปลูกพืชท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เขาจะรับซื้อไปสกัดเป็นน้ำหอม ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีจากเกษตรกร แต่การทำด้วยตนเองทำให้เขาพบว่า มีทุนไม่เพียงพอที่จะขยายผลลัพธ์ให้กว้างไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจขอการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาครัฐที่มองเห็นความเป็นไปได้แบบเดียวกัน และมีหัวใจที่พร้อมจะช่วยแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA คือหน่วยงานนั้นที่เขาตามหา และเกิดความร่วมมือจนเกิดโปรเจกต์ THE SENSE OF THE LOCAL: COLLECTIVE SCENTS ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปีนี้

“THE SENSE OF THE LOCAL: COLLECTIVE SCENTS เกิดจากการคิดร่วมกันกับ CEA ผมตั้งใจสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นผ่านการใช้ ‘กลิ่น’ โดยชูคุณค่าวัตถุดิบในท้องถิ่นเชียงใหม่กระจายให้คนรับรู้ สร้างมูลค่า ความเป็นไปได้ และความต้องการให้เกิดขึ้นในตลาดน้ำหอมโลก”

เคนจิเลือกใช้วิธีการประกวด โดยให้นักทำน้ำหอมใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่กำหนดให้ นั่นคือ ‘ตะไคร้ต้น’ และ ‘กาแฟอาราบิก้า’ ไปปรุงน้ำหอมเพื่อส่งเข้าประกวด ซึ่งเหตุผลที่ต้องเป็นวัตถุดิบ 2 ชนิดนี้ ก็เพราะ

“เราดูจากความพร้อม ความเป็นไปได้ และผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของโครงการ เราเลือก ตะไคร้ต้น พืชท้องถิ่นในภาคเหนือที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก แต่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้ในวงการน้ำหอมโลกมาหลายร้อยปี เป็นส่วนผสมในน้ำหอมดัง ๆ ราคาหลักหมื่น เพียงแต่เป็นตะไคร้ต้นคนละสายพันธุ์กับบ้านเรา เราอยากให้คนหันกลับมาเห็นคุณค่าของตะไคร้ต้นและเกิดความรู้สึกภูมิใจกับของท้องถิ่นที่มีอยู่ และยังมีส่วนช่วยดูแลป่าไปในตัวด้วย เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับปลูกตะไคร้ต้นให้ได้คุณภาพ

“ส่วนกาแฟอาราบิก้า เรามองว่ากาแฟเป็นอัตลักษณ์ของเชียงใหม่ และกระบวนการการปลูกต้นกาแฟให้ได้ผลผลิตคุณภาพที่ดีจำเป็นมากที่จะต้องอาศัยป่าที่สมบูรณ์ ซึ่งผมพบว่าปัจจุบันกาแฟบ้านเรากำลังประสบปัญหาใหญ่ ๆ อยู่ นั่นคือภาวะโลกร้อนที่ทำให้การปลูกกาแฟในภาคเหนือยากขึ้น ผลผลิตน้อยลง คุณภาพน้อยลง ไหนจะปัญหาควันรวมถึงไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปี ซึ่งสร้างผลกระทบโดยตรงต่อกาแฟ ขณะเดียวกัน กาแฟจากเมืองนอกก็เริ่มเข้ามาตีตลาดในไทยด้วยการแข่งกัน ทำให้ราคาตกต่ำ ผมจึงอยากช่วยกระตุ้นการรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างคุณค่าให้กับกาแฟบ้านเรา

“ผมจะเป็นผู้ส่งวัตถุดิบไปให้นักปรุงน้ำหอม เขาต้องปรุงน้ำหอมและส่งกลับมาให้เราตัดสิน โดยเกณฑ์ตัดสินแบ่งเป็น 2 ส่วน คือน้ำหอมและการนำไปใช้ โดยจะพิจารณาด้านเทคนิค การกระจายตัว ความแรงของกลิ่น ความสวยงามของกลิ่น และความแปลกใหม่ ส่วนการนำไปใช้หรือต่อยอด เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากแวดวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบนั้น ๆ และการนำน้ำหอมไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟพิเศษ นักออกแบบ และตัวแทนธุรกิจ อย่างสมาคมสปาหรือสมาคมโรงแรมที่เป็นผู้ใช้จริง ๆ”

ตั้งแต่วันเปิดรับสมัครจนถึงวันนี้ที่เรากำลังพูดคุยกัน เคนจิตั้งใจไว้ว่าจะมีผู้สมัครประมาณ 100 ณ ปัจจุบันยอดทะลุไป 120 คนแล้ว

“ผมคิดว่าปีแรกของโครงการเราจะเน้นภายในประเทศก่อน แต่จากผู้สมัครที่ส่งเข้ามา มีหลากหลายประเทศในเอเชียที่สมัครเข้ามา เกินจากที่ผมคาดไปเยอะมาก นับเป็นความยินดีนะครับ

“จากผู้สมัครทั้งหมด จะคัดเลือก 30 ผลงาน (โจทย์ละ 15 ผลงาน) แต่จากผลตอบรับจากจำนวนคนส่งใบสมัครเข้ามา เรากำลังประชุมกันอยู่ว่า ถ้าหน้างานเกิดมีผลงานที่มีคุณภาพจริง ๆ ผมก็ไม่อยากปัดตก เพราะนี่ไม่ใช่เวทีแข่งกันหาหมายเลข 1 แต่เป็นเวทีหาคุณค่าเพื่อบอกต่อสู่สังคม”

ผลงานทั้งหมดที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ THE SENSE OF THE LOCAL: COLLECTIVE SCENTS จะได้รับเลือกไปจัดแสดงนิทรรศการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Chiang Mai Design Week ปลายปีนี้

“น้ำหอมที่ผ่านการคัดเลือกจะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ โดยมีตู้รับความคิดเห็นติดตั้งไว้ เพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น เพื่อเป็นกำลังใจให้นักปรุงน้ำหอมปรับปรุงต่อยอดต่อไป”

ปลายปีนี้ ขอเชิญทุกท่านที่สนใจ มาร่วมสนับสนุนกลิ่นหอมจากท้องถิ่น ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดแก่เชียงใหม่ ในนิทรรศการ THE SENSE OF THE LOCAL: COLLECTIVE SCENTS

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ