นักกฎหมาย อาจารย์และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการสภาการศึกษา ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นักประวัติศาสตร์ คอลัมนิสต์เจ้าของคอลัมน์ ‘ธงทองของเยอะ’ ใน The Cloud ไวยาวัจกรวัดหลวงหลายแห่งในกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่ ธงทอง จันทรางศุ รับผิดชอบตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา
ส่วนในฐานะข้าราชบริพารผู้รับใช้ใกล้ชิดพระบรมวงศานุวงศ์ไทย อาจารย์ธงทองเคยเป็นผู้ตามเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จดรายงานในการบูรณะวัดพระแก้วมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 เป็นผู้ถวายงานเจ้านายตามวาระในหลายโอกาส เคยร่วมโต๊ะเสวยกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งยังเป็นผู้บรรยายการถ่ายทอดสดในการพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ พ.ศ. 2560
เรื่อยมาถึง วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต เราจึงชวนอาจารย์ธงทองมาพูดคุยในรายการ Take of The Cloud ถึงเรื่องพระราชพิธีพระบรมศพของราชสำนักไทย เพื่อทำความเข้าใจในพระราชพิธี ขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไปจนถึงความเหมือน-ความต่างระหว่างงานพระบรมศพของเจ้านายในราชสำนักกับงานศพคนทั่วไป
รับชมทั้งหมดได้ที่
1. แนวทางการจัดพระราชพิธีพระบรมศพกับงานศพของคนทั่วไปไม่ต่างกัน?
ไม่ต่างกัน งานศพของคนทั่วไปเริ่มต้นด้วยการรดน้ำศพ จากนั้นจึงบำเพ็ญกุศลหรือทำบุญให้ผู้วายชนม์เมื่อเสียชีวิตครบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน ครั้งสุดท้ายคึิือบำเพ็ญกุศลออกเมรุก่อนฌาปนกิจ เช่นเดียวกับพระราชพิธีพระบรมศพ ที่เริ่มต้นด้วยการสรงน้ำพระบรมศพ บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายในวาระครบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน สุดท้ายคือบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ แล้วจึงถวายพระเพลิง
2. พิธีบำเพ็ญกุศลของคนทั่วไปกับราชสำนักต่างกันอย่างไร
ถ้าเป็นงานศพของคนทั่วไป นับตั้งแต่มีผู้วายชนม์ มีการสวดพระอภิธรรมตอนค่ำตลอด 7 วัน หลังจากนั้นอาจเผาหรือเก็บศพไว้ จนทำบุญใหญ่อีกครั้งเมื่อครบรอบ 50 วัน และ 100 วัน ส่วนการบำเพ็ญพระราชกุศลงานพระบรมศพ ที่จริงก็คือการสวดพระอภิธรรมอย่างคนทั่วไป แต่สวดพระอภิธรรมทุกวันทั้งกลางวันและกลางคืนจนครบ 100 วัน
งานบำเพ็ญพระราชกุศลของหลวงมีคำเรียกที่ต่างออกไป 7 วัน เรียกว่า สัตตมวาร (สัด-ตะ-มะ-วาน) สัตตะ แปลว่า 7 มะ แปลว่าที่ รวมกันเป็นวันที่ 7, 50 วัน เรียกว่า ปัญญาสมวาร (ปัน-ยา-สะ-มะ-วาน) และ 100 วัน เรียกว่า สตมวาร (สะ-ตะ-มะ-วาน) นอกจากนี้ยังมีการบำเพ็ญพระราชกุศล 15 วัน เรียกว่า ปัณรสมวาร (ปัน-นะ-ระ-สะ-มะ-วาน) ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เพิ่มเข้ามาในคราวงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2551
สำหรับการบำเพ็ญพระราชกุศลตลอด 100 วัน จะมีการสวดพระอภิธรรมตั้งแต่เวลา 06.00 น., 09.00 น., 12.00 น. ไปจนถึง 21.00 น. แต่ถ้าเป็นอย่างโบราณ จะสวดตามรอบตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งยังทันเห็นในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2527

ภาพ : ห้องสมุด มสธ. (ibrary.stou.ac.th)
เวลาเดียวกันจะมีการประโคมย่ำยามเพื่อบอกเวลา โดยเจ้าพนักงานจะประโคมทุก 3 ชั่วโมงเพื่อถวายพระเกียรติยศ แต่เดิมประโคมตั้งแต่ 06.00 น., 09.00 น., 12.00 น., 15.00 น., 18.00 น., 21.00 น., 00.00 น. จนถึง 03.00 น. แต่หลังจากงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ปรับให้ประโคมย่ำยามจบแค่ 21.00 น.
3. การสวดพระอภิธรรมในงานศพของคนทั่วไปกับในงานพระบรมศพแตกต่างกันมากไหม
งานศพของคนทั่วไปสวดพระอภิธรรมในตอนค่ำ จำนวน 4 จบ โดยปกติพระสงฆ์จะสวด 1 จบแล้วพัก แล้วจึงสวดต่อจนจบ
ส่วนการสวดพระอภิธรรมของหลวงสวดทั้งสิ้น 4 จบ มีพระสงฆ์จากวัดในกรุงเทพฯ หมุนเวียนกันมาสวดพระอภิธรรมในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
หากดูข่าวในพระราชสำนัก จะเห็นว่ามีเตียงสวดพระอภิธรรม 2 เตียง พอถึงเวลาทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือเจ้านายจะทรงจุดธูปเทียนที่หน้าเตียงสวดพระอภิธรรม จากนั้นพระสงฆ์เตียงต้นจึงเริ่มสวด เมื่อสวดจบพระสงฆ์ที่นั่งบนเตียงสวดที่ 2 จึงสวดต่อ สลับกันไปจนครบ 4 จบ เรียกง่าย ๆ ว่า พระช่วยกันสวด
พระช่วยกันสวดอภิธรรม
4. ทำไมทำนองการสวดพระอภิธรรมในงานพระบรมศพถึงไม่ค่อยคุ้นหู
การสวดพระอภิธรรมในงานพระบรมศพใช้ทำนองหลวงที่สืบมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
กรุงรัตนโกสินทร์สถาปนาหลังจากกรุงศรีอยุธยาเพียง 15 ปี พระสงฆ์ที่มีพรรษามากทันยุคกรุงศรีอยุธยากันทั้งนั้น อย่างที่พระสงฆ์วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร (วัดพลับ) ฝั่งธนบุรี และวัดราชบุรณราชวรวิหาร (วัดเลียบ) ฝั่งพระนคร จึงร่ำเรียนทำนองสวดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน
5. งานศพของคนทั่วไปมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ในงานพระบรมศพมีไหม
เมื่อมีพระมาสวดพระอภิธรรมก็ต้องมีการเลี้ยงพระเป็นธรรมดา ในงานพระบรมศพจะถวายภัตราหารเพลแด่พระสงฆ์ 8 รูปในตอนเช้า ในอดีตพระสงฆ์เริ่มสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ใน 06.00 น. จึงมีการจัดที่พักพิเศษสำหรับให้พระสงฆ์จำวัดในพระบรมมหาราชวังในคืนก่อนหน้า จะได้ไม่เป็นการลำบากในการเดินทางเข้ามายังพระบรมมหาราชวัง
ส่วนภัตตาหาร ในอดีตถวายสำรับเป็นโตก แต่ตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา มีการถวายภัตตาหารผ่านปิ่นโตคู่ เถาหนึ่งเป็นภัตตาหารคาว อีกเถาหนึ่งเป็นภัตตาหารหวาน พร้อมกับมีรายการอาหารห้อยไว้ที่ขาปิ่นโตด้วย
5. งานศพคนทั่วไปหากสวดพระอภิธรรมตามจำนวนวันแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือฌาปนกิจ ถ้าเป็นงานพระบรมศพของหลวงจะเป็นอย่างไร
งานศพของคนทั่วไปพอเก็บศพไว้ระยะหนึ่งแล้ว อาจจะมีการฌาปนกิจหรือขอรับพระราชทานเพลิงศพตามเกียรติยศและฐานะของผู้วายชนม์ แต่ถ้าเป็นงานพระบรมศพของหลวง ยังไม่ได้ถวายพระเพลิงโดยเร็วเพราะต้องสร้างพระเมรุ อย่างในคราวงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 สวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ส่วนในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำหนดตั้งพระบรมศพอย่างน้อย 100 วัน หากนับไปจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ระหว่างนี้กรมศิลปากร รับผิดชอบสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี
6. คติการสร้างเมรุและพระเมรุมีที่มาอย่างไร
การสร้างเมรุหรือพระเมรุคือการจำลองเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ลงมาให้เห็นแก่ตาของมนุษย์ หากเป็นงานพระบรมศพ เรียกว่า พระเมรุมาศ ถ้าเป็นงานพระศพ เรียกว่า พระเมรุ โดยรอบพระเมรุจะจำลองเขาสัตตบริภัณฑ์และเขาน้อยใหญ่ พร้อมกับปักราชวัตรฉัตรธง
7. ธรรมเนียมและประเพณีการสร้างเมรุของคนทั่วไปและพระเมรุหลวงต่างกันอย่างไร
การฌาปนกิจศพของคนทั่วไปมีธรรมเนียมต่างออกไปในแต่ละท้องถิ่น อย่างภาคเหนือ บางวัดไม่มีเมรุ แต่ฌาปนกิจที่ป่าช้าซึ่งแยกออกไปจากวัด ส่วนวัดในภาคกลางไม่จำเป็นต้องมีเมรุทุกวัด ขึ้นอยู่กับกำลังและความพร้อม แต่เดิมจะมีการสร้างเมรุชั่วคราวขึ้นเป็นการเฉพาะกิจในแต่ละงานตามฐานะของผู้วายชนม์ โดยเผากลางแจ้งบนเชิงตะกอน
ทั้งนี้ ในภาคกลางและพระนครมีธรรมเนียมที่สืบมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คือเมื่อมีคนตาย จะไม่เผาศพในเขตกำแพงเมือง เราจึงไม่พบเมรุในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) หรือวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร เพราะอยู่ในเขตกำแพงพระนคร
หากมีชาวบ้านเสียชีวิต วัดเหล่านี้สวดศพได้ แต่เมื่อถึงเวลาเผาต้องชักศพออกไปเผานอกกำแพงพระนครผ่านทางประตูผี (บริเวณร้านทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี ในปัจจุบัน) ในอดีตวัดสระเกศเป็นวัดที่ผู้คนนิยมนำศพไปเผา จนเมื่อมีการเผาศพมากเข้าและไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกำลังในการสร้างเมรุของตัวเอง สุดท้ายจึงเกิดการสร้างเมรุปูนขึ้นครั้งแรกที่วัดสระเกศ ตามมาด้วยการสร้างเมรุถาวรของแต่ละวัดหลังจากนั้น

ภาพ : BIBLIOTHÈQUE NATIONALE DE FRANCE
ขณะที่งานพระบรมศพและพระศพของเจ้านาย ถือเป็นข้อยกเว้นว่าถวายพระเพลิงและพระราชทานเพลิงในเขตกำแพงพระนครได้ โดยใช้ท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่สร้างพระเมรุขึ้นชั่วคราว จึงเป็นที่มาของการเรียกที่แห่งนี้อีกชื่อว่า ทุ่งพระเมรุ
หากดูภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งงานออกพระเมรุของรัชกาลที่ 4 หรืองานพระเมรุของเจ้านายในต้นสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่าพระเมรุมีขนาดใหญ่มหึมา ภายในมีพระเมรุทองขนาดย่อมอยู่อีกทีหนึ่ง การสร้างแต่ละครั้งต้องใช้เวลาและความพยายาม รัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริว่า การสร้างพระเมรุองค์ใหญ่พ้นยุคสมัยไปแล้ว และมีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อพระองค์สวรรคต โปรดฯ ให้สร้างพระเมรุขนาดย่อมลง แต่ขนาดย่อมที่ว่าก็ยังใหญ่ในความรู้สึกของเรา อย่างที่เห็นพระเมรุมาศครั้งล่าสุดในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9

ภาพ : หนังสือพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์

ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
8. พระเมรุมาศและพระเมรุของหลวงมีหน้าที่การใช้งานอย่างไร
พระเมรุในสมัยก่อนจนกระทั่งงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 มีการถวายพระเพลิงจริงในตำแหน่งศูนย์กลางของพระเมรุ โดยพระศพประดิษฐานอยู่ภายในพระลองในหรือพระโกศชั้นใน เป็นภาชนะโลหะเรียบ ประดับชั้นนอกด้วยพระโกศที่งดงามลดหลั่นตามพระเกียรติยศ หรือตามแต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติยศพิเศษ ประดิษฐานบนพระจิตกาธานหรือเชิงตะกอน เมื่อถึงเวลาถวายพระเพลิง เจ้าพนักงานจะสุมเพลิงที่ข้างใต้โกศชั้นใน เปลวไฟก็จะขึ้นไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ
นอกจากพระเมรุมาศ ยังมีอาคารประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลในวาระที่เชิญพระบรมศพหรือพระศพมาถึงพระเมรุมาศ ศาลาลูกขุน และทิม

ภาพ : หนังสือจดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7
9. ในอดีตมีเจ้านายหลายพระองค์ หากสิ้นพระชนม์ จะต้องสร้างพระเมรุกันทุกครั้งเลยไหม
หากมีเจ้านายสิ้นพระชนม์หลายพระองค์ จะถวายพระเพลิงเจ้านายที่มีพระเกียรติยศสูงสุดก่อน จากนั้นอาจเว้นไปสองสามวัน แล้วจึงถวายพระเพลิงพระศพเจ้านายตามพระเกียรติยศที่รองลงไป โดยบรรดาเครื่องประดับตกแต่งพระเมรุตามพระราชอิสสริยศอย่างฉัตรก็ต้องลดทอนไป
นอกจากนี้ บางวาระพระเมรุที่สนามหลวงไม่ได้ใช้เฉพาะพระศพหรือพระบรมศพเจ้านายเท่านั้น แต่ศพของสมเด็จพระราชาคณะ ข้าราชการผู้ใหญ่ระดับเจ้าพระยา ก็ยังเผาต่อท้ายได้ แต่เป็นไปโดยลำดับ
10. คนทั่วไปเผาแล้วเก็บอัฐิ พระบรมศพเผาแล้วทำอย่างไรต่อ
หลังวันเผาศพของคนทั่วไป จะมีการเก็บอัฐิหรือกระดูกในตอนเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่มาทำการแปรอัฐิบนจิตกาธาน อัฐิบางส่วนนิยมเก็บไว้ที่บ้านหรือที่วัด ส่วนที่เหลือพร้อมกับอังคารหรือเถ้ามักนำไปลอยน้ำ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ธรรมเนียมชาวบ้านทั่วไปและประเพณีหลวงมักเก็บอัฐิไว้ที่วัด ไม่ได้เก็บไว้ที่บ้าน ส่วนอังคารนำไปลอยน้ำ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 พระอัฐิเจ้านายซึ่งเก็บไว้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์สูญหายไปหมด เมื่อย้ายราชธานีมาสร้างกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงโปรดฯ ให้นำพระอัฐิของเจ้านายหลังจากมีการถวายพระเพลิงมาประดิษฐานไว้ในหอพระธาตุมณเฑียร ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานที่ประทับในพระบรมมหาราชวัง ฉะนั้น ในวัดวัดพระแก้วในยุคแรก จึงไม่มีสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิและพระอัฐิ

ภาพ : หนังสือสถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง
ภายหลังพระอัฐิของเจ้านายมีมากขึ้น จึงอัญเชิญไปประดิษฐานยังหอพระนากในวัดพระแก้ว ส่วนอังคารหรือพระบรมราชสรีรางคารและพระราชสรีรางคาร ธรรมเนียมหลวงชั้นหลังไม่ได้นำไปลอยน้ำ แต่อัญเชิญไปประดิษฐานตามที่ต่าง ๆ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 9 และพระราชสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

ภาพ : หนังสือพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์
11. ฟังมาทั้งหมด เหมือนกับว่างานพระบรมศพและงานศพของคนทั่วไปแทบไม่ต่างกัน
หลักคิดและวิธีปฏิบัติในงานพระบรมศพและงานศพของคนทั่วไปไม่ต่างกัน เริ่มต้นด้วยอาบน้ำศพ บำเพ็ญกุศล สวดพระอภิธรรม ฌาปนกิจ สุดท้ายคือเก็บกระดูก แต่ต่างกันตรงที่รายละเอียดและขนาดของงาน
