เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้ว 4 ปี ถึงคราวที่ World Expo นิทรรศการระดับโลกซึ่งเป็นดั่งพื้นที่กลางให้ประเทศต่าง ๆ ได้มาปล่อยของโชว์ศักยภาพสู่สากลจะวนมาจัดอีกรอบ โดยในปี 2025 นี้เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่นรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ
ส่วนประเทศไทย เป็นคิวของกระทรวงสาธารณสุขที่จะได้ลงสนามแสดงฝีมือ โดยเป้าหมายสำคัญที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ต้องการสื่อสารให้นานาชาติรับรู้ผ่านงานนี้ นอกจากเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีแล้ว สาธารณสุขของประเทศไทย เทคโนโลยี ไปจนถึงภูมิปัญญาการแพทย์ทั้งปัจจุบันและพื้นบ้านก็ไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก เพื่อปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก คอนเซปต์หลักของอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ของงานปีนี้ต้องการสะท้อนถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรม รวมไปถึงศักยภาพและความพร้อมด้านสาธารณสุขของไทย
เมื่อได้คอนเซปต์แล้ว จึงดำเนินการจัดประกวดออกแบบหาผู้ออกแบบหลักที่จะสื่อสารคอนเซปต์ดังกล่าวออกมาได้เหมาะสมที่สุด ซึ่งมีบริษัทสถาปนิกและนักออกแบบทั่วประเทศมาร่วมชิงชัย โดยสุดท้ายทีมที่เข้าตากรรมการจนได้รับสิทธิ์เป็นผู้ออกแบบอย่างเป็นทางการก็คือ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) ที่หลายคนคงรู้จักดี และแน่นอนว่าทีมระดับนี้ย่อมไม่ทำให้ผิดหวัง คนที่เห็นภาพจำลองอาคารประเทศไทยที่พวกเขาออกแบบต่างบอกชอบเป็นเสียงเดียวกัน
และเพื่อให้รู้จักอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ในงานครั้งนี้ยิ่งขึ้นว่ามีแนวคิดอะไร ออกแบบยังไง รวมถึงตัวงานแสดงจะสื่อสารความเป็นไทยไปพร้อมแง่มุมสุขภาพด้วยวิธีไหน เราได้พูดคุยกับตัวแทนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พร้อมชวน ดร.กอล์ฟ-ณรงค์วิทย์ อารีมิตร รองกรรมการผู้จัดการของ A49 มานั่งลงสนทนากันสั้น ๆ ถึงความเป็นมาของอาคารนิทรรศการไทยหลังนี้

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ขอชวนร่วมรู้จัก Thailand Pavilion ประจำ EXPO 2025 OSAKA, KANSAI, JAPAN ไปพร้อมกันเลย
จอมแหและย่อมุม


เริ่มกันที่แนวคิดการออกแบบอาคาร ถ้าใครได้ดูรูปจำลอง 3 มิติของอาคารหลังนี้คงจะพอเห็นภาพราง ๆ ว่า เกิดจากการนำสถาปัตยกรรมไทยหลายรูปแบบมาประยุกต์ให้ร่วมสมัยและลงตัวสวยงาม โดยไอเดียหลักที่ ดร.กอล์ฟ และทีมนำมาใช้ คือรูปทรงจอมแห มีจุดสังเกตคือความ ‘โค้ง’ และ ‘อ่อนช้อย’ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ปรากฏในสถาปัตยกรรมไทยทั่วไป ทั้งบนเจดีย์และมณฑปหลายแห่ง
นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคการย่อมุมเพื่อสร้างรูปทรงที่โค้งมน ช่วยให้การก่อสร้างสวยงามและลดทอนขนาดของอาคารขนาดใหญ่ให้ดูเล็กลงได้ จนออกมาเป็นอาคารที่อ่อนช้อยงดงามแต่ร่วมสมัยอย่างที่เราเห็น ตรงกับที่ ดร.กอล์ฟ บอกเราไว้ว่า “เวลาเราพูดถึงวัฒนธรรม เราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เป็นอดีตเสมอไป แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ปรับตัวเข้ากับบริบทปัจจุบันได้”

แม้จะฟังดูราบรื่น แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์นั้นไม่ใช่งานง่ายเลย เพราะพื้นที่สร้างอาคารไทยในงานมีลักษณะแคบแต่ลึก ไม่เหมาะที่จะสร้างอาคารทรงสมมาตร ทีมออกแบบจึงแก้ไขโดยสร้างอาคารที่มีหลังคาจอมแหเพียงครึ่งหนึ่ง แล้วใช้กระจกขนาดใหญ่สะท้อนออกมาเป็นทรงสมมาตร แถมยังมีผลพลอยได้คือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ต้องมีเพื่อเป็นการออกแบบเพื่อมวลชน (Universal Design) เช่นทางลาดสำหรับผู้พิการก็จะนำไปไว้ในกระจกนี้ได้โดยไม่กระทบการออกแบบโดยรวม เรียกว่าทำครั้งเดียวใช้ประโยชน์ 2 ต่อกันเลย

ต่อกันที่ฝั่งนิทรรศการภายใน ปีนี้ประเทศไทยมีธีมหลัก คือ ‘THAILAND Connecting Lives for Greatest Happiness’ สร้างสรรค์ชีวิตเพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่’ และธีมรอง คือ ‘Thai-Smile Connecting Happiness World Destination ยิ้มสยามที่ก่อให้เกิดความสุข เป็นเป้าหมายปลายทางของคนทั่วโลก’ มีเป้าหมายจะสื่อสารให้นานาชาติรู้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพทางการแพทย์เพียงพอ ทั้งภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือการแพทย์สมัยใหม่ พร้อมเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก (Medical and Wellness Hub) และดึงดูดนักเดินทางผ่านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

แต่แน่นอนว่ามีอีกหลายประเทศที่โดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์ แถมวัฒนธรรมพื้นถิ่นก็เข้มแข็งไม่แพ้ไทย ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เองก็เข้าใจในจุดนี้ จึงเลือกจะประชันด้วยสิ่งที่เราทำได้ดีให้ดียิ่งขึ้น คือการรักษาที่ได้มาตรฐานสากล มีบุคลากรทางการแพทย์ตั้งใจบริการเต็มที่ และค่ารักษาที่คุ้มค่ากว่าประเทศอื่น ยิ่งเสริมด้วยการท่องเที่ยวด้านสุขภาพอื่น ๆ อย่างภูมิปัญญาทางการแพทย์พื้นบ้าน อาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลายและรสชาติดี รวมถึงสปาและรีสอร์ตที่ได้รับการรับรอง บริการครบครัน จึงมั่นใจว่าไทยจะได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางสุขภาพโลกได้แน่นอน

จาก 1 สู่ 1,000,000 ที่จะนำประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก
แม้แนวคิดจะดี แต่ถ้าสื่อสารไม่ถึงขั้นก็คงไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนจัดแสดงของอาคารนิทรรศการไทยเองจึงต้องจัดเต็มทั้งเทคโนโลยีการนำเสนอและวัฒนธรรม ประกอบด้วย

1 หมุดหมายสุขภาพโลก (World’s Destination for Healthcare and Wellness) ร่วมทำสัญลักษณ์ถ่ายภาพเช็กอิน ให้ท่ัวโลกได้รู้จักดินแดนแห่งความกินดีอยู่ดีสไตล์ไทย ๆ โดดเด่นสะดุดตาด้วยการนำสถาปัตยกรรมไทยรูปทรง ‘จอมแห’ มาผสมผสานให้เกิดรูปทรงหลังคาอาคารที่มีความเป็นไทยร่วมสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างงดงาม

10 มนต์เสน่ห์ของประเทศไทย (Enchantments of Thailand) บริเวณพื้นที่ด้านนอกอาคารจัดแสดงประติมากรรมสำรับอาหารขนาดใหญ่ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย รวมทั้งวิถีสุขภาพดีอย่างไทย เช่น รูปปั้นฤๅษีดัดตน เป็นตัวแทนของภูมิปัญญาทางการแพทย์ผ่านอาหารและวิธีบริหารร่างกายอย่างไทย ให้ได้รู้จักก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร
ส่วนบริเวณด้านในสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำภายในโรงภาพยนตร์ Wisdom of Life Immersive Theater ที่ถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติ ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ การบริการ และรอยยิ้มของผู้คน

100 ศักยภาพสาธารณสุขไทย (Potentialities of Thai PublicHealth System) นำเสนอเรื่องราวการเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลกของไทย (Medical and Wellness Hub) อย่างครบวงจรผ่านวีดิทัศน์ Eye Opener เปิดโลกระบบสาธารณสุขไทย

1,000 สถานบริการทางการแพทย์ (Medical Facilities) นำเสนอศักยภาพทางการแพทย์และการบริการของไทยที่ได้มาตรฐานในระดับสากล เข้าถึงการรักษา 15 กลุ่มโรคที่นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นิยมมารักษาที่ไทยผ่านโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานสากล รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเสนอสปาที่ได้รับมาตรฐาน Thai World Class Spa ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทย

10,000 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ เรียนรู้เรื่องราววัตถุดิบและอาหารไทยผ่าน Art Wall Installation โดยมีหลากหลายวัตถุดิบไทยให้เลือกรังสรรค์ ซึ่งสอดคล้องไปกับแนวทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ส่งเสริมให้ท่ัวโลกบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลายครบ 5 สี สะท้อนให้เห็นถึงความเพียบพร้อมในด้านทรัพยากร รวมถึงภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาดที่สั่งสมมายาวนานของไทย นำไปสู่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัตถุดิบไทย และรับชม ‘อาหารไทยติดอันดับโลก’ ผ่าน Interactive Table

100,000 ผลิตภัณฑ์สร้างภูมิคุ้มกัน พื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมภูมิจากประเทศไทย ทั้งเครื่องแต่งกาย ของใช้ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก รวมถึงโปรแกรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เพื่อสื่อสารว่าทุกคนล้วนเข้าถึงสุขภาพดีอย่างไทย ๆ ได้

1,000,000 รอยยิ้มแห่งความประทับใจ พื้นที่รวบรวมล้านความรู้สึกประทับใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้มีส่วนร่วมแบ่งปันรอยยิ้มให้กับคนท่ัวโลก


ไฮไลต์พิเศษ พาไทยให้โลกรู้จัก
นอกจากนิทรรศการ ก็ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยที่จะมาสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจและความประทับใจแก่ผู้ที่มาร่วมชมงาน โดยมีแนวคิดหลักคือ Creative Performances ยิ้มสยามงามสู่สังคมโลก เพื่อผลักดัน Soft Power เผยแพร่ความเป็นไทยผ่านการแสดงที่เข้าถึงได้ง่ายและร่วมสมัย สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน รวมทั้งมอบความประทับใจให้แก่ผู้มาเข้าชมทั่วโลกได้
ในส่วนของมาสคอตประจำอาคารนิทรรศการไทยในครั้งนี้ชื่อว่า ‘น้องภูมิใจ’ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศไทยพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนด้วยรอยยิ้มสยาม
ด้านเครื่องแต่งกายเจ้าหน้าที่ มีด้วยกัน 2 ชุด ชุดแรกชื่อว่า เอกลักษณ์สยาม โดยนำความเป็นไทยผสมผสานกับความเจริญก้าวหน้าของโลกโดยที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของไทย ชุดที่ 2 ชื่อว่า ภูมิพัสตรา โดยนำรูปแบบการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์มาผสมผสานกับรูปแบบเสื้อผ้าของ 2 วัฒนธรรม ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น โดยผสมผสานความเป็นทางการกับลุคสบาย ๆ เข้าด้วยกัน
เรียกได้ว่าอาคารนิทรรศการไทยปีนี้ครบเครื่องศาสตร์-ศิลป์ วัฒนธรม และเทคโนโลยี บอกให้โลกรู้ว่าไทยนั้นมีพร้อมทั้งวัฒนธรรม อาหาร ประเพณี การท่องเที่ยว และจะปักธงให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลกได้อย่างแน่นอน
ขอเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชมอาคารนิทรรศการไทย ในงาน EXPO 2025 OSAKA, KANSAI, JAPAN จัดระหว่างวันที่ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568 หรือใครที่ติดตามอยู่ที่บ้านก็แวะไปอัปเดตข่าวสารกันได้ที่ Facebook : Thailand Pavilion World Expo 2025

ช่องทางติดตามข้อมูลเพิ่มเติม
Website : thailandpavilionworldexpo2025.com
Instagram : thailandpavilionworldexpo2025
YouTube : Thailand Pavilion World Expo 2025
TikTok : thailandpavilion2025
Twitter : THpavilion2025
