“สมัยนี้อากาศไม่หนาวแล้ว จะแจกผ้าห่มไปทำไม”
เป็นคำถามที่ ‘โครงการไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ ได้รับบ่อย ๆ บางคนก็มีภาพจำว่า เมื่อถึงหน้าหนาวทีไรก็จะมีการแจกผ้าห่มเฉพาะแค่ช่วงนั้นเท่านั้น
แต่ด้วยชื่อและการทำงานตลอด 26 ปี นี่เป็นโครงการแจกผ้าห่มจริง แต่มันเป็นเพียงด่านแรกของการทำงานที่มีเป้าหมาย คือเป็นการแก้ปัญหาภัยหนาว ซึ่งรถคาราวานที่นอกจากจะบรรจุผ้าห่มเพื่อช่วยผู้ประสบภัยหนาวแล้ว ยังพาโอกาสทางการศึกษา การแพทย์ และกีฬา พร้อมสิ่งจำเป็นให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานได้ยาก

อาจัว-มธุรดา เลาว้าง ชาวเขาเผ่าม้งจากดอยปุย เป็นหนึ่งคนที่ได้รับทั้งกำลังใจ ความหวัง และโอกาสจากโครงการนี้ มันทำให้เธอเห็นพลังของการให้ว่าเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อเติบใหญ่ อาจัวจึงร่วมทำงานกับโครงการ ส่งต่อสิ่งที่เธอเคยได้รับให้คนที่ต้องการ
แม้ในมุมมองของคนทั่วไปจะยังคงมีคำถามว่า การให้นั้นยั่งยืนเพียงพอหรือเป็นเพียงการตลาดของบริษัทใหญ่ โดยเฉพาะโครงการที่มีชื่อส่วนทางกับอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน
หน่อย-ธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของคาราวานผ้าห่มที่ตระเวนขึ้นเขาขึ้นดอยมาตลอด 26 ปี จะมาเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังการทำงานที่มีจุดเริ่มต้นแจกผ้าห่มเพื่อรับมือภัยหนาวอย่างเร่งด่วน จนกลายเป็นกระบวนการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล จากความร่วมมือของภาคเอกชนและภาครัฐในรูปแบบ ‘คาราวานผ้าห่มผืนเขียวไทยเบฟ’

วันที่ความหนาวเป็นภัย
เมืองไทยในความทรงจำหนาวได้แค่ไหน
หากไม่นับตอนขึ้นไปตามยอดเขาบนดอยแล้ว ผู้เขียนจำได้ว่าช่วงปลาย พ.ศ. 2543 กรุงเทพฯ หนาวมาก จนถึงขั้นต้องใส่เสื้อกันหนาวหนา ๆ ไปโรงเรียน ยืนเคารพธงชาติข้างนอกก็โดนลมหนาวบาดผิว ทั้งฝ่ามือและขาแห้งแตกลาย หน้าหนาวปีนั้นยังกินเวลายาวนานเหลือเกิน
นั่นคือประสบการณ์ของเด็กจากชนชั้นกลางในเมืองกรุงที่หนาวแค่ไหนก็มีผ้าห่มหนา ๆ ให้ห่ม มีน้ำอุ่นให้อาบ มีอาคารคอนกรีตแข็งแรงกันลม โลกของเด็กเมืองอย่างผู้เขียนคิดเพียงว่าหน้าหนาวปีนั้นก็หนาวกว่าทุกปี ถ้าป้องกันให้ดีก็ออกไปสนุกกับลมหนาวได้ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย

แต่เด็กเมืองคนนั้นก็ไม่รู้ว่าปีที่ได้ตื่นเต้นกับอากาศหนาว 13.2 องศาเซลเซียสในกรุงเทพฯ บนภูที่จังหวัดเลยหนาว 2.7 องศาเซลเซียส ดอยที่พะเยาหนาว 2.5 องศาเซลเซียส และดอยที่เชียงรายหนาวถึง 1.5 องศาเซลเซียส จนมีคนเสียชีวิตเพราะไม่มีผ้าห่มหนา ๆ น้ำอุ่น ๆ หรืออาคารแข็งแรงกันลม
“จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้ทราบถึงความเดือดร้อนและมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งถึงพี่น้องคนไทยด้วยกัน และนำมาสู่จุดเริ่มต้นของ โครงการ ‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ เป็นปีแรก โดยให้จัดหาผ้าห่มจำนวน 200,000 ผืนไปช่วยพี่น้องที่เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน” พี่หน่อยเล่าย้อนความหลังถึง

ปณิธานของคุณหญิงที่ต้องส่งผ้าห่มไปถึงมือพี่น้องประชาชนเพื่อบำบัดความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในการทำโครงการฯ ทุกคนในขณะนั้นที่ทุกฝ่ายได้ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่เพื่อทำตามความตั้งใจของคุณหญิงให้บรรลุตามเป้าหมายอย่างเร็วที่สุด
จนกระทั่งถึงวันนี้เราได้ดำเนินโครงการ ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว มา 26 ปี โดยมี คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ทำหน้าที่สานต่อปณิธานของ คุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายเครือข่ายของการให้และการแบ่งปันรอยยิ้มและไออุ่นเพื่อสร้างสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และใน พ.ศ. 2563 คุณฐาปน ได้มีแนวคิดในการผลิต ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ ที่ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล หรือ rPET ภายใต้ ‘โครงการ เก็บกลับ-รีไซเคิล’ ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด ที่ยังคงคุณภาพความนุ่มและสร้างความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันเก็บกลับคืนขวดพลาสติกสู่ระบบรีไซเคิลได้แล้วกว่า 45 ล้านขวด พร้อมกับส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกไปแล้ว จำนวน 1,200,000 ผืน

นอกจากการมีผ้าห่มที่มีคุณภาพอย่างดีแล้ว แต่สำหรับการแจกผ้าห่มให้ถึงมือผู้ประสบภัยหนาวในลงพื้นที่ห่างไกลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ข้อจำกัดที่สำคัญคือข้อมูล ชุมชนไหนเดือดร้อน อำเภอไหนต้องการความช่วยเหลือ พวกเราไม่มีทางทราบได้เลย ทางทีมงานจึงประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรู้ข้อมูลผู้ประสบภัยในพื้นที่ และได้เกิดการทำงานร่วมกัน เพื่อเข้าไปแจกผ้าห่มยังสถานที่ที่คนมีความต้องการ
ซึ่งหน้าหนาวในบางพื้นที่อาจจะหนาวไม่มากหรือหนาวนานเท่าปีก่อน ๆ แต่ความหนาวยังคงมีอยู่ ยังมีคนที่ต้องประสบภัยหนาวและเข้าไม่ถึงเครื่องนุ่งห่ม คาราวานผ้าห่มจึงเดินทางส่งต่อความอบอุ่นให้พี่น้องในพื้นที่ห่างไกลใน 45 จังหวัดของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“ทุกคนมีคำถามว่า ทำไมเราต้องแจกผ้าห่มทุกปี ไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ข้อเท็จจริงคือเราแจกผ้าห่มปีละ 15 จังหวัด สลับกันไปใน 45 จังหวัดเป้าหมาย ทุก ๆ ปีจะแจกจำนวน 200,000 ผืน จังหวัดหนึ่งได้มากสุดประมาณ 15,000 ผืน ซึ่งประชากรในภาคเหนือและภาคอีสานมีอยู่ราว 33 ล้านคน เราแจกมา 26 ปี ก็ประมาณ 5.2 ล้านผืน ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการ เราจึงยังต้องเข้าไปช่วยเหลือและแจกผ้าห่มให้ผู้ประสบภัยหนาวอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ปี”

เสียงของคนในพื้นที่ห่างไกล
เมื่อครั้งไทยเบฟจัดคาราวานผ้าห่มปีที่ 4 อาจัวในวัย 4 ขวบ ติดตามคุณตาคุณยายมาร่วมงานแจกผ้าห่ม เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้มีปัญหาสุขภาพ ในหมู่บ้านชาวม้งบนดอยปุย อาจัวตัวน้อยในวันนั้นไปสะดุดตาช่างภาพ และวิดีโอเด็กหญิงห่มผ้าห่มเขียวก็ถูกบันทึกเอาไว้
หลายปีต่อมา คาราวานผ้าห่มก็ได้กลับมาที่หมู่บ้านอาจัวอีกครั้ง เวลานั้นอาจัวอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำเรื่องราวในวัยเด็กได้เลือนราง แต่ทีมงานกลับจำเธอได้ดีและมอบทุนการศึกษาให้เธอจนจบปริญญาตรี พร้อมชวนเธอมาร่วมคาราวานผ้าห่มไปด้วยกันหากว่างจากการเรียน อาจัวจึงโตมากับคาราวานผ้าห่ม
เมื่อเรียนจบอาจัวก็เข้ามาทำงานในโครงการอย่างเต็มตัว เนื่องจากทีมงานเห็นว่าหลายพื้นที่ที่คาราวานเข้าไปมีกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย การมีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของทีมจะทำให้เข้าถึงคนในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น และช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกัน

“ทุกครั้งที่ไปแล้วเจอกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นม้ง ปกาเกอะญอ หรือลีซู เราดีใจที่ได้พาอะไรบางอย่างเข้าไปในชุมชนเขาได้มากกว่าสิ่งที่เขาเห็น ทุกครั้งเราจะแนะนำตัวตลอดว่า เราเป็นเด็กที่เคยได้รับผ้าห่มตอนเด็ก ตอนนี้เราโตแล้ว ดีใจมากที่ได้มาทำงานตรงนี้ในนามของพี่น้องชนเผ่า”
‘อะไรบางอย่าง’ ที่อาจัวกล่าว คือความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่มาถึงพร้อมกับคาราวานผ้าห่ม
“ทุกปีที่เราไป เราได้เห็นเครือข่ายพันธมิตรของไทยเบฟที่ขึ้นไปช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬาให้กับทางโรงเรียน เพราะส่วนมากพื้นที่ที่เราเลือกอยู่ห่างไกล และคนในพื้นที่ยังได้ตรวจสุขภาพกับทีมแพทย์ที่ขึ้นไปกับเราด้วย เราถึงดีใจว่าเขาได้รับอะไรที่มากกว่าผ้าห่ม ที่สำคัญคือมันไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่คือความรู้สึกที่ได้รับการเติมเต็มความอบอุ่นที่มีให้กัน”

สิ่งที่อาจัวชอบมากเมื่อร่วมเดินทางและทำหน้าที่พิธีกรของคาราวานผ้าห่ม คือผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่มักมาอวยพรเธอ สิ่งนี้ทำให้เธออบอุ่นใจ
“เขาจะเดินมาจับมือแล้วอวยพร เป็นแบบนี้เกือบทุกจังหวัดเลย ทำให้เราประทับใจว่า นอกจากจะได้เป็นผู้ให้แล้ว เขาก็อยากเป็นผู้ให้กับเราด้วย”
จากคำถามข้างต้นถึงความจำเป็นของโครงการคาราวานผ้าห่มต้านภัยหนาว ในวันนี้ที่ไม่หนาวเช่นแต่ก่อน อาจัวมีเสียงจากชาวดอยที่อยากให้คนเมืองเข้าใจมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่บนที่สูง ซึ่งปัจจุบันอาจหนาวน้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าไม่หนาว และโอกาส-การพัฒนาที่ไปถึงก็ยังห่างชั้นกับคนเมือง
“เคยโดนตั้งคำถามเหมือนกันว่า ปัจจุบันร้อนแล้วนะ ผ้าห่มยังจำเป็นอยู่ไหม เราพูดตลอดเลยว่าทุกครั้งที่ลงพื้นที่ เราไม่ได้แจกแค่ผ้าห่ม เราพาโอกาส พาการเชื่อมต่อทางการศึกษา การแพทย์ เข้าไปด้วย มันเป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนที่นำไปสู่การพัฒนาในพื้นที่”

มากกว่าผ้าห่ม
“ไม่ใช่แค่ผ้าห่มที่เราให้เขา เวลาเราไปที่ไกล ๆ คนในพื้นที่จะดีใจมาก ๆ ที่มีคนไปหาเขาถึงบ้าน ดีใจที่มีแขกไปเยี่ยม แม้ผ้าห่มผืนหนึ่งมันไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่ความรู้สึกของเขานั้นมีค่า”
พี่หน่อยเล่าถึงประสบการณ์ตลอด 26 ปีที่เดินทางไกลไปกับโครงการแจกผ้าห่ม เธอเคยนั่งรถ ลงเรือ ต่อด้วยรถอีแต๋น เข้าไปหาหมู่บ้านที่มีน้ำล้อมรอบกลางเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น นั่งรถกระบะครึ่งวันเพื่อขึ้นเขาที่กำแพงเพชร และพบชาวปกาเกอะญอที่พูดได้เพียงภาษาถิ่น แต่ก็ยังพยายามสื่อสารกับเธอ

ในช่วงแรกของการแจกผ้าห่ม เราได้พาศิลปินดาราที่อยากมีส่วนร่วมในโครงการฯ ร่วมคาราวานไปด้วยกันในหลาย ๆ จังหวัด เพื่อการสร้างความสุขและรอยยิ้มให้ผู้ที่มารับผ้าห่ม
“เราอยากให้การไปของเราสร้างความสุขให้เขาด้วย เพราะไม่ใช่แค่บอกว่าเรามาแจกผ้าห่มนะ แต่เรายังได้เติมเต็มรอยยิ้มและความอบอุ่นให้ทุก ๆ ที่ได้เขาได้เข้ามาสัมผัสกับคาราวาน”
นอกจากกิจกรรมการแจกผ้าห่มแล้ว ทางโครงการฯ ยังได้ขยายโอกาส ทั้งด้านการศึกษา ด้านกีฬา และสาธารณสุข เช่น การมอบทุนการศึกษา การสอนการเล่นฟุตบอลกับโค้ชจาก Chang Mobile Football Clinic เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้เด็ก ๆ


และด้านงานสาธารณสุข ทางโครงการได้พันธมิตรโรงพยาบาลมาร่วมด้วย เวลาลงพื้นที่ทางภาคอีสานจะมีทีมหมอจากโรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร ภาคเหนือจะเป็นทีมจากโรงพยาบาลสวนดอกติดตามไปด้วย กลายเป็นคาราวานผ้าห่มที่มีไทยเบฟทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานอื่น เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ ไม่ว่าความเดือดร้อนนั้นจะเกี่ยวกับภัยหนาวหรือไม่ก็ตาม
พอคาราวานผ้าห่มเริ่มเป็นที่รู้จัก หน่วยงานอื่นที่เห็นความสำคัญของการให้ และมีปณิธานเดียวกันว่า อยากให้ทุกคนในประเทศนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่พวกเขายังไม่มีโอกาสไปเองเนื่องด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ก็เข้ามาเป็นแนวร่วมไปกับคาราวานผ้าห่ม
“เราทำคาราวานผ้าห่มจนแข็งแรงพอที่คนจะเชื่อมั่น เวลาเราไปที่ไหนก็มีคนเต็มใจมาหาเรา เลยเป็นโอกาสให้องค์กรที่มีความตั้งใจดีได้มาร่วมทำงานกับเรา กลายเป็นเครือข่ายพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันจนถึงทุกวันนี้ เช่น บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด, มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก, โรงพยาบาลรวมแพทย์ ยโสธร, บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน), บริษัท เอฟแอนด์เอ็น ยูไนเต็ด จำกัด, บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จํากัด” พี่หน่อยอธิบาย

หากการเดินทางลงพื้นที่ของคาราวานผ้าห่มซึ่งมีทรัพยากรพร้อมนั้นไม่ง่าย กลับกัน หากชาวบ้านในพื้นที่จะเข้าเมืองมาหาปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีพก็คงยากกว่า ในถิ่นห่างไกลนั้นจึงยังมีเด็กที่มีศักยภาพแต่ไม่มีคนเห็น หรือมีคนป่วยที่เดินทางมาหาหมอไม่ไหว การมีอยู่ของคาราวานผ้าห่มและพันธมิตรจึงช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นไปได้

“คุณหมอจากโรงพยาบาลสวนดอกร่วมเดินทางกับคาราวานผ้าห่มไปอำเภอแม่อาย ไปเจอคุณแม่ที่มีก้อนเนื้อขนาด 5 กิโลกรัมที่คอ เขาได้ส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล ตอนพี่ไปเยี่ยมครั้งสุดท้าย เขาบอกว่าเหมือนมีชีวิตใหม่ หรือตอนไปก็ลำพูน ทีมแพทย์ที่ไปด้วยกันก็เจอคนที่ไตหายไปข้างหนึ่ง ต้องรีบส่งให้โรงพยาบาลดูแลต่อ หรือแม้แต่อาจัวที่เราไปเจอแล้วมอบทุนการศึกษา จนเขากลับมาทำงานดูแลโครงการผ้าห่ม สิ่งเหล่านี้เกิดจากเราลงพื้นที่ไปด้วยเรื่องผ้าห่ม และมันก็นำเรื่องราวดี ๆ ไปสู่ชีวิตคน”
ซึ่ง โครงการไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว นี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับพนักงานไทยเบฟที่ต้องการช่วยสังคม และอยากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ จึงเกิดเป็นโครงการ ‘1 ปัน 1 อุ่น’ ขึ้น โดยพนักงานซื้อผ้าห่ม 1 ผืนสำหรับมอบให้ผู้รับคลายหนาว และผู้ซื้อก็จะได้รับอีก 1 ผืนเพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งบางคนก็เลือกบริจาคทั้งหมด บางคนก็ลงขันกันซื้อผ้าห่มหลาย ๆ ชุดเพื่อบริจาค โครงการฯ นี้จึงบ่มเพาะหัวใจแห่งการให้ในตัวพนักงานทุกคน
หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ผ้าห่มผืนเขียวของไทยเบฟก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาดีและการให้ที่ได้ชักชวนพันธมิตรให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันไปยังพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวทั้งกายและใจ
นอกจากนี้ คาราวานผ้าห่มยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงนำเรื่องราวของชุมชนนั้นออกมาทำงาน บูรณาการร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจึงนับว่าเป็นโมเดลที่นำไปสู่การพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของคน จากความร่วมมือของสรรพกำลังอย่างแท้จริง

รักษ์โลกรอบผ้าห่ม
ผ้าห่มที่ไทยเบฟแจก 1 ผืน ผลิตจากการรีไซเคิลขวดน้ำ PET ขนาด 600 มิลลิลิตรจำนวน 38 ขวด
คาราวานผ้าห่มแจกผ้าห่ม 1 ปี 200,000 ผืน เท่ากับลดปริมาณขยะขวดน้ำ 7.6 ล้านขวด
ไทยเบฟเปลี่ยนมาใช้ผ้าห่มรักษ์โลกได้ 6 ปีแล้ว ลดปริมาณขยะขวดน้ำรวมกว่า 45 ล้านขวด

“โดยข้อเท็จจริง การผลิตผ้าห่มจากการรีไซเคิลขวดมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าผ้าห่มโพลีเอสเตอร์ปกติ แต่สังคมก็ได้ประโยชน์มากกว่าด้วย ไม่เพียงช่วยจัดการขยะ แต่เราสร้างการรับรู้ให้คนในชุมชนไปลงพื้นที่ แล้วเราบอกเขาว่าอย่าลืมแยกขวดพลาสติกนะ ถ้าจะขายก็มีคนซื้อ แต่ถ้าไม่ขาย เพียงคุณรู้สึกว่าขวดนำไปทำผ้าห่มได้ คุณก็แยกมันออกมา ความรู้สึกเหล่านี้ต้องทำให้เขาเห็น พูดลอย ๆ เขาก็ไม่รู้สึก เท่ากับว่าเราเอาอีกเรื่องราวดี ๆ ใส่ลงไปในคาราวานผ้าห่ม ทำให้เขาหันมาดูแลสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้มาจากนโยบายหลักของเราในการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้” พี่หน่อยกล่าว
หากได้มีโอกาสจับผ้าห่มผืนนี้แล้ว จะเห็นว่ามีเนื้อนุ่ม แต่ไม่หนาหนัก ห่มหน้าร้อนก็สบาย ห่มหน้าหนาวก็อบอุ่น เก็บใช้ได้ยาว ๆ ไม่เปื่อยง่าย ไม่ขาดง่าย ใช้ได้ทั้งปีแม้ในวันที่ภัยหนาวไม่มาเยือน ไม่ว่าผ้าแบบดั้งเดิมที่ผลิตระบบปกติหรือผ้าห่มรักษ์โลกรีไซเคิล คุณภาพที่ได้ก็ไม่ต่างกัน

ไม่เพียงขวดพลาสติกจากองค์กรที่หมุนเวียนมาเป็นผ้าห่ม ผ้าห่มนั้นยังหมุนเวียนไปสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้พ่อแม่พี่น้องในถิ่นห่างไกล ซึ่งก็เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการจัดการขยะในชุมชน แรงกระเพื่อมของการแบ่งปันที่สุดท้ายก็วนเวียนกลับมาเป็นผ้าห่มผืนใหม่กับแรงกระเพื่อมใหม่ต่อไปไม่รู้จบ
ดังนั้น หากคุณเดินทางไปเจอชุมชนไหนที่ทุกบ้านมีผ้าห่มผืนเขียว ๆ ก็รู้ได้เลยว่าพื้นที่นั้น คาราวานผ้าห่มเคยไปมอบความอบอุ่นที่ไม่ใช่เพียงความอุ่นกายจากผ้าห่ม แต่ยังเป็นความอุ่นใจจากความสุข รอยยิ้ม จากโอกาสทางการศึกษา การรักษาพยาบาล การกีฬา และหัวใจที่รักษ์โลก ซึ่งโครงการแจกผ้าห่มพาเข้าไป
“ยังไงคาราวานผ้าห่มก็ต้องเดินทางต่อ และไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าปีนั้นจะหนาวมาก หนาวน้อย เพราะยังคงมีผู้คนที่รอคอยและต้องการความอบอุ่น ทั้งอุ่นกาย และอุ่นใจ อีกจำนวนมากและต่อจากนี้อยากดึงเครือข่ายพันธมิตรลงไปช่วยกันทำงานกับชุมชนด้วยกันเยอะขึ้นด้วย
“นี่คือความปรารถนาอย่างหนึ่งตามนโยบายหลัก คือเราไม่เดินคนเดียว และทำให้แนวร่วมหันมาสนใจด้านความยั่งยืนและเดินทางไปด้วยกันด้วย ตามแนวคิดที่ว่า มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน” พี่หน่อยกล่าวสรุป

คาราวานผ้าห่มขอชวนองค์กรที่สนใจนำศักยภาพของคุณไปช่วยเหลือสังคม มาร่วมขบวนด้วยกัน
ติดต่อฝ่ายโครงการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
โทร : 02 078 5991
