29 มกราคม 2026
3 K

งานพระศพและพระบรมศพเจ้านายนับเป็นงานช้าง

ไม่เพียงแต่มีขนบธรรมเนียมในราชสำนักที่ต่างไปจากงานศพของสามัญชน แต่งานอวมงคลเช่นนี้ยังมีองค์ประกอบจำนวนมากตามโบราณราชประเพณี ซึ่งล้วนแล้วแต่ประณีตและวิจิตรพิสดาร 

แม้งานเสร็จสิ้นไป แต่สิ่งของต่าง ๆ ยังคงอยู่ ทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์ถึงผู้วายชนม์ที่ผ่านกาลเวลามาสู่อนุชนคนรุ่นหลัง

วันนี้โบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีพระศพและพระบรมศพของเจ้านายหลายพระองค์ พอหาดูได้ตามวัดวาอาราม อีกมากอยู่ในตู้ของพิพิธภัณฑ์ และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่เก็บรักษาไว้ใน คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเชื่อว่ามีคนทั่วไปอีกมากที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น

ด้านล่างนี้คือสิ่งของ 9 ชิ้นในคลังกลางฯ ซึ่งเผยให้เห็นทั้งโลกทัศน์ ตลอดจนคติความเชื่อและธรรมเนียมประเพณีในการจัดการงานแห่งความเศร้าของหมู่ชนชั้นนำสยามในอดีต

มีภาพถ่ายเก่าขาวดำใบหนึ่ง ฉายภาพบรรยากาศงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 บริเวณลานด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อมองให้ลึกเข้าไปภายในปะรำ ปรากฏพัดรองที่ระลึก ย่าม ธรรมาสน์ โคมไฟ ฯลฯ วางเป็นระเบียบ เหล่านี้คือเครื่องไทยธรรมสำหรับถวายวัดและศาสนาอื่น ๆ ที่เรียกกันว่า ‘เครื่องสังเค็ด’

น่าตื่นใจอย่างยิ่งที่ย่ามในภาพนั้นข้ามกาลเวลานับศตวรรษมาอยู่ตรงหน้าเรา เป็นย่ามสีแดงอันประณีตที่มีความพิเศษอยู่ที่การปักอักษรไขว้พระปรมาภิไธยย่อ ‘ส.พ.ป.ม.จ.’ ที่มาจาก สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ 

แน่นอนว่าหลายคนไม่คุ้นเคย เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงใช้พระปรมาภิไธยนี้ในช่วงต้นรัชกาล ก่อนเปลี่ยนมาเป็น จ.ป.ร. (มหาจุฬาลงกรณ์ปรมราชาธิราช) อย่างทุกวันนี้

น่าเสียดายว่าสำรับสังเค็ด (พัดรองที่ระลึก ผ้ากราบ และย่าม) จากงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 แบบพร้อมหน้ากันหาดูได้ยากแล้ว แต่สำหรับธรรมาสน์ หลายวัดสำคัญทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ลองไปตามหาและสังเกตดูกันได้ 

‘พิธีสามหาบ’ คือส่วนหนึ่งของพิธีการเก็บอัฐิหลังจากเผา

เมื่อออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 5 เสร็จสิ้น เช้าวันถัดมามีการทำพิธีเดินสามหาบ โดยให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการฝ่ายหน้านุ่งห่มชุดขาว ถือและหาบสิ่งของต่าง ๆ มีผ้าไตร สาแหรกพันผ้าขาวที่วางตะลุ่มและเตียบรรจุภัตตาหารสำหรับถวายพระสงฆ์ และเครื่องอาหารแห้งที่ประกอบด้วยหม้อข้าวเชิงกราน เตาหุงต้มแบบโบราณที่ภายในใส่ข้าวสาร พริก หอม กระเทียม กะปิ แล้วเดินเวียนซ้าย (อุตราวัฏ) รอบพระเมรุมาศ 3 รอบ

ปัจจุบันธรรมเนียมหลวงยกเลิกพิธีเดินสามหาบไปแล้ว และปรับเป็นการถวายผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบแทน เครื่องสามหาบพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 5 ที่ประกอบด้วยสาแหรก ไม้คาน หม้อดินเผา และเตาเชิงกรานชุดนี้ จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงประเพณีเก่าที่เปลี่ยนไปและไม่ปรากฏให้เห็นแล้วในสังคมไทย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 – 7 ตาลปัตร-พัดรองที่ระลึกงานต่าง ๆ ทั้งคราวมงคลและอวมงคล ล้วนเป็นฝีมือการออกแบบโดย ‘สมเด็จครูสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ได้รับสมญานาม นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

พัดรองที่ระลึกในงานพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 กับ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เมื่อ พ.ศ. 2467 มีกลิ่นอายเป็นหนึ่งในผลงานของ ‘ตระกูลช่างแบบสมเด็จครู’ พื้นพัดเป็นรูปท้องฟ้า ปักเป็นรูปเมฆและดวงดาว 9 ดวง พ้องกับพระนาม ‘นภดารา’ ทับด้วยตัวอักษรแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6 เขียนพระนาม ‘มาลินี’

งานออกแบบลวดลายสัมพันธ์กับชื่อบุคคลแบบนี้เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้อยู่เสมอในผลงานของนักออกแบบที่ชื่อ ‘กรมพระยานริศฯ’

คติหนึ่งที่มักเข้ามาข้องเกี่ยวกับงานพระศพ คือเรื่องไตรภูมิหรือจักรวาลวิทยาแบบไทย ตัวอย่างเช่นการออกแบบให้แผนผังและสถาปัตยกรรมของพระเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีประติมากรรมสัตว์หิมพานต์มาประดับรอบ ๆ อย่างที่เราเห็นกันที่พระเมรุในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือการทำพระเบญจาที่ประดิษฐานพระโกศเป็นชั้นเพื่อสื่อถึงเชิงเขาพระสุเมรุ 

บางงานช่างยังหยิบวรรณกรรม เช่น รามเกียรติ์ มาตกแต่งร่วมด้วย หรือไม่ก็นึกสนุกหยิบสิ่งใหม่ ๆ หรือวิทยาการตะวันตกที่เพิ่งเข้ามาสมัยนั้นมาใช้

งานพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2396 มีรายละเอียดพิเศษตรงที่ตกแต่งพระเบญจาประดิษฐานพระโกศเป็นตู้เล่าเรื่อง อิเหนา คัดจากตอนเด่น ๆ ตั้งแต่ต้นถึงท้ายเรื่องจำนวน 20 ตอนมาเล่า ลักษณะเหมือน Diorama หรือการจัดฉากสามมิติแบบในโลกตะวันตก มีหุ่นตัวละครอยู่ด้านใน บางตู้ช่างออกแบบให้มีอาคารบ้านเรือนและเครื่องแต่งกายแบบฝรั่ง บางตอนติดกระจกให้สะท้อนแสงคล้ายฟ้าแลบ หรือนำสำลีมาแทนเมฆ 

ถือเป็นการแสดงฝีมือและไอเดียของช่างไทย ในยามที่วิทยาการจากภายนอกเข้ามา ผสมผสานกับคติแบบเก่าและวรรณกรรมในราชสำนักไปพร้อมกัน ทั้งยังเป็นลูกเล่นที่ดูแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจคนในยุคนั้น

ตู้กระจกสี่เหลี่ยมทรงมณฑป มีตู้ไม้ปิดทองวางซ้อนอยู่ด้านใน เชื่อกันว่าเคยใช้วางโกศพระอัฐิของ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กรมพระราชวังหลัง ต้นราชสกุลปาลกะวงศ์และเสนีวงศ์ 

ความน่าสนใจของของชิ้นนี้อยู่ที่งานศิลปกรรม ทั้งการทำหลังคาทรงเก๋ง ขาตู้สลักทำเป็นเท้าสิงห์ และจากลวดลายมงคลแบบจีนที่แกะสลักบนตู้ เช่น ดอกเบญจมาศ (อายุยืน) ส้มโอมือ (ความสุข) ทับทิม (อุดมสมบูรณ์) ดอกโบตั๋น (ร่ำรวย) น้ำเต้า (ให้มีลูกหลานสืบเนื่องไม่ขาดสาย) ซึ่งเทียบได้กับจิตรกรรมในวัดราชโอรสารามที่สถาปนาโดย พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) ในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งนับเป็นสิ่งทรงคุณค่าที่นำมาศึกษาถึงแรงบันดาลใจจากจีนที่เข้ามามีบทบาทในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้

พูดภาษาชาวบ้าน ‘ถ้ำพระบุพโพ’ คือภาชนะสำหรับเก็บน้ำเหลืองและของเหลวจากศพที่บรรจุอยู่ในโกศ หน้าตาแบบดั้งเดิมมีลักษณะเป็นไหดินเผา เมื่อเสร็จงานก็จะทำพิธีเผา ถือเป็นเรื่องเฉพาะภายในราชสำนัก

ในห้องคลังไม้ของคลังกลางฯ มีกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง สลักลายเครือเถาพุดตานใบเทศอย่างสวยงาม ที่มาและหน้าที่การใช้ไม่ชัดเจน มีเพียงเรื่องเล่าว่า เป็นของที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพหรือพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์

ภัณฑารักษ์ลงความเห็นกันเบื้องต้นว่า กล่องใบนี้คงทำหน้าที่ถ้ำพระบุพโพ เพราะฝาปิดด้านบนมีรอยเจาะที่น่าจะไว้ต่อท่อจากพระโกศ ด้านหน้ามีก๊อกสำหรับไขเปิดเพื่อระบายของเหลวด้านใน ส่วนข้างในบุด้วยโลหะเพื่อช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์

สอดคล้องกับบันทึกจากชาวต่างชาติที่ร่วมสมัยกัน พูดถึงถ้ำพระบุพโพลักษณะคล้ายกัน กล่องนี้อาจเป็นสิ่งของจัดการศพแบบดั้งเดิมในช่วงท้าย ๆ ก่อนเทคโนโลยีรักษาศพสมัยใหม่จะเข้ามา

นี่คือโบราณวัตถุที่ยังมีเครื่องหมายคำถามว่าเจ้านายองค์ใดเป็นเจ้าของ เดิมทีเก็บอยู่ที่ห้องมุขท้ายพระที่นั่งบูรพาภิมุข พระราชวังบวรสถานมงคล ทะเบียนระบุว่า ได้มาจาก พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ประกอบด้วยของ 2 ชิ้น คือบุษบกและพระโกศ โดยในพระโกศมีพระอัฐิ พระทนต์ และดอกพิกุลเงิน-ทองอยู่ด้วย 

ครั้งหนึ่ง ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ของกรมศิลปากร เคยตามไขที่มาผ่านรูปแบบศิลปกรรมของโบราณวัตถุนี้ ก่อนให้ความเห็นว่า การทำพระโกศแปดเหลี่ยม มีฝาเป็นทรงมงกุฎ และใช้เทคนิคการลงยาราชาวดี รูปแบบเช่นนี้สงวนสำหรับเจ้านายผู้มีฐานันดรศักดิ์สูง 

รูปแบบบุษบกยังใกล้เคียงกับบุษบกประดิษฐานพระอัฐิของ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 2 ที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ช่วยย้ำถึงความสำคัญของโบราณวัตถุชิ้นนี้

ธรรมเนียมการเก็บพระอัฐิ-พระบรมอัฐิของเจ้านายในสมัยรัตนโกสินทร์ มีทั้งการเก็บรักษาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง บ้างมีวัดประจำตระกูลไว้บรรจุร่วมกัน และยังมีที่แบ่งพระบรมอัฐิ-พระอัฐิออกไปให้ผู้สืบเชื้อสาย แต่ในอย่างหลัง เมื่อเวลาผ่านไป ศักดิ์ของผู้ถือครองจะค่อย ๆ ลดลงจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นคนสามัญ และอาจไม่มีกำลังจะรักษาให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ทรงอนุญาตให้นำ ‘อัฐินอกวัง’ เข้ามาไว้ในวัง เพื่อป้องกันการปะปนของอัฐิเจ้านายจริงกับอัฐินิรนามที่สืบประวัติไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เป็นไปได้ว่า บุษบกที่มาคู่กับพระโกศนี้เป็นพระบรมอัฐินอกวังของเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์คงรับฝากมาจากทายาท และนำมามอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ส่วนพระนามของเจ้าของยังคงเป็นปริศนา แต่มีบางแนวคิดที่สันนิษฐานว่า อาจเป็นของ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าพระองค์สุดท้าย

ผอบแก้วเปล่า 3 ใบ มีกระดาษเขียนพระนามเจ้านายสายวังหน้าติดไว้ ได้แก่ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดวงประภา และ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุดาสวรรค์ พระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งหมดมาพร้อมกับผ้าสำหรับห่อ

ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างซ่อมแปลงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส เป็นพระเมรุสำหรับตั้งพระบรมศพ มีการพบอัฐิของเจ้านายสายของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ทั้งที่อยู่ในโกศและของเจ้านายชั้นหลังที่ห่อผ้าขาววางกองไว้ พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำสถานที่บรรจุอัฐิเหล่านั้นให้เป็นระเบียบ แต่ก็สิ้นรัชกาลไปก่อน เมื่อล่วงมาสู่รัชกาลที่ 6 ทรงเลือกห้องด้านหลังพระประธานในอุโบสถวัดชนะสงครามเป็นที่บรรจุ แต่กว่าจะจบโปรเจกต์ใหญ่นี้ได้ก็มาถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 7 ที่ได้จัดระเบียบและอัญเชิญพระอัฐิมาบรรจุเมื่อ พ.ศ. 2470

อันที่จริง แม้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจะสิ้นสุดลงในสมัยรัชกาลที่ 5 ทว่าเชื้อสายของเจ้านายสายวังหน้าก็แตกสาขาออกไปมาก โครงการนี้จึงมีการเตรียมภาชนะและช่องบรรจุสำหรับใส่พระอัฐิของเจ้านายพระองค์ต่าง ๆ แม้บางพระองค์ยังไม่พบพระอัฐิ แต่ก็เผื่อไว้ให้ทายาทนำมาบรรจุในภายหลัง หรือหากไม่มีพระอัฐิเหลืออยู่แล้ว ก็ยังมีพระนามเป็นหลักฐาน

ผอบแก้ว 3 ใบนี้คงเป็นภาชนะที่เตรียมไว้ แต่ไม่ได้ใช้งาน

มาถึงของชิ้นสุดท้ายและเป็นของชิ้นเดียวในบทความนี้ที่ไม่ใช่ของจากงานพระศพเชื้อพระวงศ์ แต่เป็นของขุนนางผู้ทรงอำนาจในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อย่าง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งท่านถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2426 ในสมัยรัชกาลที่ 5 

พัดรองที่ระลึกในงานครั้งนั้นมีรูปร่างแปลกตา ไม่ได้เป็นทรงกลมแบบทั่วไป แต่ทำเป็นปลายแหลมคล้ายพัดขนนก (สื่อถึงความเป็นนักปราชญ์หรือผู้มีปัญญา) บนพัดเขียนเป็นลวดลายพรรณพฤกษา ปักไหมจีน นมพัด (ข้อต่อบริเวณพัดกับด้าม) ข้างหน้าเป็นตราดวงอาทิตย์มีหน้าบุคคลแบบฝรั่งที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของท่าน ส่วนข้างหลังเป็นตราราชสีห์

มีเกร็ดที่สืบเนื่องจากโบราณวัตถุชิ้นนี้ คือในขณะที่ของชิ้นอื่นเทียบเคียงได้จากภาพถ่ายเก่า ทว่างานศพของสมเด็จเจ้าพระยาฯ กลับไม่มีหลักฐาน อาจเป็นได้ว่ายังหาไม่พบ พัดรองที่ระลึกนี้จึงเป็นหนึ่งในวัตถุพยานที่ตกทอดมาจากงานครั้งนั้น

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าชมวัตถุโบราณได้ที่ Facebook : Central Storage of National Museums : คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล