ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
ประโยคคุ้นหูที่สะท้อนว่า ‘น้ำ’ สำคัญกับสังคมไทยมากเพียงใด เพราะไม่ว่าจะเลี้ยงปลา ปลูกข้าว จนถึงการดื่ม อาบ และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ล้วนต้องมีหรือต้องใช้น้ำทั้งสิ้น
แน่นอนว่ากับกลุ่มธุรกิจอย่าง TCP Group ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ด้วยความที่สินค้าส่วนใหญ่ของพวกเขาเกี่ยวข้องกับน้ำ ดังนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตจึงมหาศาล และยิ่งใช้มากก็เห็นปัญหาที่ตามมามากไปด้วย
เมื่อเล็งเห็นปัญหาเรื่องน้ำ จึงเกิดเป็น ‘TCP Sustainability Forum 2024’ ในหัวข้อ Water Resilience in a Changing Climate งานประชุมด้านความยั่งยืน ที่กลุ่มธุรกิจ TCP จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นำคนจากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนวิธีปรับตัวเรื่องทรัพยากรน้ำของภาคธุรกิจ ในสถานการณ์ที่ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
แม้งานนี้เป็น Forum ระบบปิด แต่เราได้ตามไปนั่งฟังถึงในงานพร้อมเก็บทุกประเด็น สกัดเป็นบทเรียนมาเสิร์ฟถึงมือทุกคนเรียบร้อย
ว่าแล้วก็มาดูกันดีกว่าว่าประเด็นน่ารู้จากงานเสวนาเรื่องน้ำในครั้งนี้มีอะไรบ้าง

1
รักษ์น้ำเพื่อภาคเกษตร ฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ปาฐกถาทิศทางเศรษฐกิจและโจทย์ใหม่ประเทศไทย
น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญของมนุษย์ในหลายมิติ รวมถึงภาคธุรกิจอย่างภาคเกษตรกรรม การสร้างความยั่งยืนเรื่องน้ำจึงนับเป็นการสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจด้วยเช่นกัน
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายว่าในปัจจุบันไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่อัตราการเกิดลดลง ซ้ำร้ายในกลุ่มวัยแรงงานยังเผชิญปัญหาสุขภาพหลากหลาย เมื่อแรงงานน้อย ก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ เห็นได้จากอัตราการส่งออกต่อ GDP ของไทยซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นมาตลอด 60 ปีเริ่มปรับลดลงเป็นครั้งแรก
แต่มีตัวเลขชุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมหาศาล การส่งออกของภาคการเกษตรไปยังจีนกลับเกินดุลต่อเนื่อง เป็นเพราะแม้ขนาดประเทศจะใหญ่ แต่พื้นที่ทำการเกษตรในแดนมังกรมีน้อยมาก จึงต้องนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะถั่วเหลือง
ขณะเดียวกันในสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยทั่วโลกสูงขึ้น ส่วน GDP ไทยโตไม่ถึงเป้า 3% ที่วางไว้ การกลับมาให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรซึ่งต้องอาศัยทรัพยากรน้ำ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเป็นแผนรับมือระยะยาวและสู้ดุลการค้ากับเหล่าชาติมหาอำนาจก็ดูเป็นไอเดียที่ดีไม่น้อย


2
การดูแลทรัพยากรน้ำเป็นงานระยะยาว
Business Resilience : การปรับตัวรับมืออนาคต
ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี บางธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด ดังนั้น การลงทุนความยั่งยืนเลยยิ่งดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP ไม่ได้คิดเช่นนั้น
สราวุฒิกล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญมากกับระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน ถ้าหากทรัพยากรน้ำมีความยืดหยุ่น ก็จะทำให้ธุรกิจเกิดการเติบโตอย่างมั่นคงตามไป โดยภาคธุรกิจไม่ได้จำเป็นต้องลงทุนก้อนใหญ่ แต่ต้องลงทุนในความรู้และทัศนคติของคนในองค์กร ให้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำและพัฒนาไปพร้อมกัน
สิ่งสำคัญของการสร้างความยั่งยืนในภาคธุรกิจ (โดยเฉพาะเรื่องน้ำ) ตามที่สราวุฒิบอกไว้ คือต้องมองเกมยาวเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร จะทำโปรเจกต์อะไรต้องวางแผนความยั่งยืนระยะยาวไว้เสมอ เหมือนกับกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม 4 ด้านของกลุ่มธุรกิจ TCP

1. Product Excellence
เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพ 80% ใน พ.ศ. 2569 โดยปัจจุบันทำได้ 72.25%
2. Circular Economy
พัฒนาบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ให้รีไซเคิลได้ 100% ภายใน พ.ศ. 2567 ปัจจุบันทำได้ 93% และนำร่องการใช้ขวด rPET (ขวด PET ที่ทำจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วมาหลอมเป็นเม็ดพลาสติกใหม่) กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP บางกลุ่ม
3. Low-Carbon Economy
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593 ปัจจุบันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% และมีการใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 80%
4. Water Sustainability
คืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้มากกว่าน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Net Positive Water) ภายใน พ.ศ. 2573 ด้วยการจัดการ 3 ด้าน คือการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู ปรับปรุงระบบนิเวศทางน้ำกลับสู่สภาพเดิม การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% นำทรัพยากรน้ำกลับมาใช้ใหม่อย่างสมบูรณ์ เกิดประโยชน์สูงสุด และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ ซึ่งบรรลุเป้าหมายแล้ว โดยคืนน้ำสู่ธรรมชาติสะสมได้ถึง 17 ล้านลูกบาศก์เมตร

3
สร้างมาตรฐาน บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
Water Resilience : มาตรฐานและแนวทางการปรับตัวของธุรกิจ
จากแนวคิดมาสู่วิธีวัดความสำเร็จในเรื่องการดูแลน้ำ ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย กรรมการ บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด พูดถึงสิ่งที่น่าสนใจมากคือ Water Stewardship หรือการบริหารจัดการน้ำ
แม้จะฟังดูเป็นคำธรรมดา แต่เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะในปัจจุบันแนวโน้มความต้องการน้ำทั่วโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง จนมีสถิติว่าในปี 2030 ความต้องการน้ำจะสูงกว่าปริมาณน้ำที่มีถึง 40% หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่ใหญ่เกินแก้ไขทัน
ในไทยก็ไม่ต่างกัน แม้ประเทศไม่ใหญ่ แต่กลับมีความต้องการน้ำต่อประชากรสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ทั้งยังมีเรื่องคุณภาพน้ำผิวดินที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การปล่อยน้ำเสียปริมาณมากลงแหล่งน้ำทุกปี เมื่อผนวกกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ยิ่งทำให้การบริหารจัดการน้ำมีความสำคัญกว่าเดิม
ซึ่งวิธีที่ประสิทธิ์นำเสนอคือ Water Standard หรือการวัดมาตรฐาน เช่น AWS Standard, CEO Water Mandate หรือ Water Footprint Network ซึ่งนอกจากทำให้องค์กรและภาคธุรกิจมีเป้าหมายในการทำงานชัดเจน ยังเป็นการรับรองผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
เรื่องสุดท้าย คือวิธีเป็น Active Water Stewardship ประสิทธิ์อธิบายว่าแบ่งกลยุทธ์เรื่องน้ำขององค์กรต่าง ๆ ได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. No Strategy ไม่มีกลยุทธ์เลย
2. Efficiency Strategy เน้นลดการใช้น้ำเพื่อความคุ้มค่า เป็นกลยุทธ์ที่องค์กรส่วนมากใช้
3. Risk Strategy ประเมินความเสี่ยงเรื่องน้ำขององค์กรเต็มรูปแบบ ใช้นวัตกรรมเข้าช่วย
4. LICENSE-TO-GROW Strategy ทำงานเชิงรุกกับชุมชน พันธมิตร เพื่อดูแลระบบนิเวศ สร้างความยั่งยืนในระยะยาว
โดยองค์กรต่าง ๆ ควรขยายมุมมองเพื่อยกระดับตามเส้นทางนี้ เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

4
รักษาปลายน้ำ เริ่มที่ต้นน้ำ
สถานการณ์น้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย
ทั้ง 3 บทเรียนที่ผ่านมาล้วนเป็นการพูดเรื่องน้ำแบบภาคธุรกิจ ใช้เทคโนโลยี และการวัดผลเข้าช่วย แต่ในมุมมองของ ดร.เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษาองค์การสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย การสร้างความยั่งยืนเรื่องน้ำต้องเริ่มที่ต้นน้ำ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือแม่น้ำ ลำธาร ซึ่งไหลคดเคี้ยว เป็นทางขนส่งน้ำ นำพาตะกอน แร่ธาตุ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ แต่ปัจจุบันมนุษย์พยายามจะเข้าไปเปลี่ยนแปลง ทั้งสร้างตลิ่งและฝายคอนกรีต ซึ่งไม่มีตัวช่วยดูดซับสารเคมี เป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศต้นน้ำไปอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ ดร.เพชร นำเสนอคือการทำงานแบบ Nature-based Solutions ใช้วิธีธรรมชาติแก้ธรรมชาติ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำนูนีนอย เป็นตัวอย่างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการดูแลต้นน้ำ หรือจะเป็นแนวคิด Sponge City เมืองที่ดูดซับน้ำได้โดยใช้สวนสาธารณะ อย่าง Central Park หรือสวนป่าเบญจกิติ โดยบางประเทศถึงกับลงทุนขุดคลองให้กลับไปคดเคี้ยวตามธรรมชาติ เพื่อเพิ่มการรับน้ำให้เมือง

โดย ดร.เพชร ฝากประเด็นสุดท้ายไว้ว่า การจัดการน้ำไม่ควรมองแยกเป็นส่วน ๆ ต้องใช้ทั้งความรู้ด้านวิศวกรรมและระบบนิเวศควบคู่กัน (Grey + Green Infrastructure) เพราะน้ำเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมอุตสาหกรรม เกษตรกรรม รวมถึงชีวิตของทุกคน

และทั้งหมดคือ 4 ประเด็นน่ารู้เพื่อดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนจากเวที TCP Sustainability Forum 2024 : Water Resilience in a Changing Climate หากอ่านแล้วสนใจ ก็อย่าลืมมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนเรื่องน้ำไปด้วยกัน หรือเข้ามาติดต่อพูดคุยด้านความยั่งยืนได้ที่ Facebook : TCP Group หรืออีเมล info@tcp.com
